เปิดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์พลิกโฉมอนาคตเทคโนโลยีไทย เมื่อผู้กำหนดนโยบายภาครัฐและผู้นำเทคโนโลยีระดับแนวหน้าผนึกกำลังชี้ทางรอด เพื่อพาผู้ประกอบการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมและทะยานสู่เวทีการค้าโลก ผ่านความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และเครือข่ายภาคเอกชนชั้นนำ มุ่งเชื่อมโยงระบบนิเวศเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้พร้อมรับมือกับคลื่นการเปลี่ยนแปลงของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในระดับภูมิภาคและสากล
ปลดล็อก ‘Set Zero Opportunity’ โอกาสนับหนึ่งใหม่ทลายข้อจำกัดเดิม
ข้อมูลเชิงสถิติสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจดิจิทัลได้กลายเป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ในการขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างชัดเจน ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมดิจิทัลของไทยมีมูลค่าเกือบร้อยละ 15 ของจีดีพีและมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 9% ต่อปี ตลอดช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเติบโตสูงกว่าอัตราการเติบโตของจีดีพีรวมของประเทศที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 5% อย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มเนื้อหาดิจิทัล แม้ยังมีสัดส่วนน้อยแต่มีอัตราการเติบโตสูงมาก อีกทั้งเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในสาขาดิจิทัลยังคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของ FDI ทั้งหมดของประเทศ ท่ามกลางกระแสโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วจาก Generative AI ไปสู่ Agentic AI ซึ่งเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ที่วิเคราะห์และตัดสินใจแทนมนุษย์ได้ ในตลาดโลกที่มีอัตราการเติบโตสูงเกือบ 40%
ด้าน เวทิต โชควัฒนา รองประธานอาวุโสส.อ.ท. และประธานสายงานอาเซียนและโลจิสติกส์ ได้เสนอมุมมองว่า เทคโนโลยีในปัจจุบันคือ โอกาสในการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่เท่าเทียมกันที่เข้ามาทลายข้อจำกัดเดิม ๆ ของประเทศไทย จากเดิมที่มักมองว่าตนเองเป็นประเทศเล็ก ขาดแคลนทั้งทุนและตลาด แต่ในยุคนี้เทคโนโลยีเปิดกว้างให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม และเปลี่ยนให้โลกทั้งใบกลายเป็นตลาด
ส.อ.ท. จึงเร่งขับเคลื่อนผ่านนโยบาย 5 I โดยเน้นย้ำไปที่ การผสานปัญญาประดิษฐ์และมนุษย์ (Intelligent Industry) และ เครือข่ายและพันธมิตรระดับสากล (International Alliance and Network) เพื่อพากลุ่มผู้ประกอบการไทยไปเปิดตัวในเวทีระดับภูมิภาค
ปักธง ‘Application Layer’ สร้างสะพานเชื่อมเทคโนโลยีโลก
เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันในอุตสาหกรรมต้นน้ำที่ต้องใช้ทุนมหาศาล ประเทศไทยจำเป็นต้องวางตำแหน่งการแข่งขันอย่างมียุทธศาสตร์ กร เธียรนุกูล รองประธานกลุ่มดิจิทัล ส.อ.ท. กล่าวว่า หนทางในการพากลุ่มเทคโนโลยีไทยก้าวข้าม กับดักตลาดระดับกลาง (The Middle Market Trap) คือการมุ่งเน้นพัฒนาสินค้าดิจิทัลและ AI ในกลุ่มชั้นการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้งานจริง (Application Layer) ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ไทยมีกรณีศึกษาการใช้งานหลากหลายในภาคอุตสาหกรรม โดยตั้งเป้าหมายสูงสุดให้ไทยเป็น ผู้นำอันดับหนึ่งด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ของภูมิภาค
นอกจากนี้ คุณกร เสนอแนวคิด สะพานเชื่อมทางเทคโนโลยีที่น่าเชื่อถือ เพื่อดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกชั้นนำให้เข้ามาร่วมทำ การสร้างสรรค์ร่วมกัน พัฒนาผู้ประกอบการไทย โดยทำหน้าที่เป็นเหมือนหัวรถจักรนำทางเทคโนโลยีไทยสู่ตลาดโลก
‘Data Moat & Niche Market’ สูตรสำเร็จ Amity บุกต่างแดน
ในภาคปฏิบัติทางธุรกิจ ทัชพล ไกรสิงขร ประธานศูนย์วิจัยและการประยุกต์ใช้ AI และกรรมการบริหาร Amity Group สตาร์ตอัปไทยที่เติบโตมาตั้งแต่ปี 2555-2559 ผู้สร้างประวัติศาสตร์ระดมทุน Series D ได้สูงถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการระดมทุนในกลุ่ม Generative AI ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ณ ปัจจุบัน และสามารถส่งออก Amity Robotics ไปยัง 8 ประเทศ รวมถึงตลาดดูไบ ได้ร่วมเปิดเผยกลยุทธ์สำคัญ
คุณทัชพล กล่าวว่า อุปสรรคด่านแรกที่ไม่มีใครเตือนคือเรื่องกำแพงทางวัฒนธรรม Amity แก้ปัญหาโดยการส่งผู้บริหารระดับสูงไปใช้ชีวิตในต่างแดน 1-2 สัปดาห์เพื่อซึมซับสภาพแวดล้อมจริง และที่สำคัญคือต้องจ้างคนในท้องถิ่นนั้นๆ ทำหน้าที่ขาย เนื่องจากลูกค้าในต่างประเทศจะตัดสินใจซื้อสินค้าจากผู้เล่นที่พวกเขารู้สึกไว้วางใจเป็นอันดับแรก
ในด้านการเลือกตลาด Amity เลือกที่จะไม่ส่งออกระบบ Chatbot ไปแข่งขันในเวทีสากล เนื่องจากต้องปะทะกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Google หรือ Microsoft โดยตรง แต่เลือกที่จะส่งออก Amity Robotics หรือตู้อัจฉริยะ ไปยังกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและการบริการ (Hospitality) ซึ่งเป็น ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่มีขนาดไม่ใหญ่พอที่ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจะหันมาสนใจแย่งชิงส่วนแบ่ง โดยเริ่มจากการเก็บข้อมูลการใช้งานจริงจากต่างชาติและนักท่องเที่ยวผ่านห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น Siam Paragon และ ICONSIAM
อีกหนึ่งอาวุธสำคัญคือการสร้างปราการสกัดคู่แข่งด้วยป้อมปราการทางข้อมูลที่ลอกเลียนแบบได้ยาก (Data Moat) Amity Robotics ได้รับการยอมรับในดูไบเนื่องจากซอฟต์แวร์ประมวลผลเสียงได้รับการฝึกฝนจากเสียงบันทึกจริงกว่าล้านไฟล์ ทำให้ AI มีความแม่นยำสูงมากในการแยกแยะชื่อแบรนด์สินค้าและการสนทนาท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีเสียงรบกวนดังในห้างสรรพสินค้า คุณทัชพล ย้ำว่า การขยายตลาดสู่ต่างประเทศใช้เงินลงทุนที่สูงมากผู้ประกอบการจึงต้องมั่นใจว่าตนเองมีป้อมปราการทางข้อมูลที่แข็งแกร่งจริง
ถอดบทเรียนสถาปัตยกรรมไอที เร่งสปีดจัดซื้อระดับโลก
มุมมองจากผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ระดับโลกอย่าง Amazon Web Services (AWS) โดย Wendy Kho, Head of ASEAN Strategic Initiatives, AWS ได้เผยแนวโน้มสำคัญพร้อมระบุถึงการลงทุนก้อนใหญ่กว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระยะเวลา 15 ปี เพื่อสร้าง Cloud Region ในประเทศไทย
คุณ Wendy Kho ระบุว่า ในปี 2567 สัดส่วนของพันธมิตรผู้พัฒนาและให้บริการซอฟต์แวร์ไทย (ISV) ที่คิดจะขยายตลาดสู่ระดับสากลมีไม่ถึง 10% แต่ในปีนี้สัดส่วนขยับสูงขึ้นทะลุ 30% อย่างรวดเร็วด้วยแรงส่งของ AI โดยกลุ่มที่นำ AI มาใช้กว่า 71% พบว่าช่วยเพิ่มรายได้ และ 84% ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน อย่างไรก็ดี ความท้าทายหลักยังอยู่ที่เรื่องกฎเกณฑ์ด้านความปลอดภัยและความสอดคล้องทางกฎหมายในแต่ละทวีป
ในแง่สถาปัตยกรรมไอที องค์กรที่ต้องการปรับตัวให้ทันการเติบโตระดับโลกจำเป็นต้องปรับโครงสร้างข้อมูลและซอฟต์แวร์เดิมที่เป็น ระบบขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกันแน่นหนา (Monolithic) ให้กลายเป็น สถาปัตยกรรมระบบแบบย่อย (Microservices) เพื่อให้ยืดหยุ่น ปลอดภัย และพร้อมเชื่อมต่อกับ AI
ขับเคลื่อน AI อย่างรับผิดชอบผ่านกรอบนโยบาย 3P
นอกเหนือจากการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานของภาคเอกชนแล้ว ในฝั่งการกำกับดูแลของภาครัฐ คุณปิยนุชเปิดเผยแนวทางการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจริง ร่วมกับกระทรวงต่าง ๆ เช่น การทำ Dashboard ติดตามข้อมูลพืชผล การพัฒนาความรู้ Up-skill/Re-skill ด้าน AI และการสร้างความน่าเชื่อถือผ่านเครื่องหมาย DBD Register รวมถึงการหารือระดับนโยบายกับต่างประเทศ เช่น ประเทศจีน เพื่อเปิดประตูนำสินค้าและบริการไทยขึ้นสู่แพลตฟอร์มการค้าระดับสากล พร้อมกันนี้ได้นำเสนอหลักยุทธศาสตร์การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของไทย โดยถอดบทเรียนจากเวทีประชุม AI ระดับโลก ณ นครเซี่ยงไฮ้ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการขับเคลื่อนธุรกิจและความปลอดภัยของสังคมผ่านหลักการ 3P
กรอบยุทธศาสตร์ดังกล่าวประกอบด้วย Protection หรือ การสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นขั้นสูงในการใช้งาน เพื่อไม่ให้ความกลัวเทคโนโลยีมาขัดขวางการเติบโต Potential หรือ การปลดล็อกขีดจำกัดทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการ โดยภาครัฐต้องออกแบบกฎเกณฑ์การกำกับดูแลที่พอเหมาะพอดี เพื่อไม่ให้กลายเป็นอุปสรรคบั่นทอนการคิดค้นนวัตกรรมใหม่และ Prosperity หรือ การสร้างความมั่งคั่งร่วมกัน โดยประชาชนและธุรกิจทุกระดับ โดยเฉพาะ SME ที่ปัจจุบันยังคงมีสถานะเป็นเพียง ผู้ตามด้านดิจิทัล (Digital Follower) ต้องเข้าถึงระบบเศรษฐกิจ AI และได้รับผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน ภายใต้ระบบที่เป็น ปัญญาประดิษฐ์ที่มีความรับผิดชอบ (Responsible AI) หรือ ระบบ AI ที่น่าเชื่อถือ (Trusted AI System)
เวทีเชิดชูเกียรติ ‘Thai Digital and AI Award’ ยกระดับผู้ประกอบการสู่เวทีสากล
การบรรยายข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของพิธีมอบรางวัล “Thai Digital and AI Award” ซึ่งจัดโดยกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล ส.อ.ท. เพื่อเชิดชูผู้ประกอบการดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของไทยที่มีผลงานโดดเด่นใน 10 สาขา ได้แก่ Manufacturing Tech, Health Tech, Tourism Tech, Agriculture Tech, Retail Tech, FinTech, Education Tech, Cyber Tech, ESG Tech และ Startup Rising
รางวัลแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับทอง ระดับเงิน และระดับทองแดง ครอบคลุม 10 อุตสาหกรรมดิจิทัลเป้าหมาย โดยมีผู้ประกอบการส่งผลงานเข้าร่วมชิงรางวัลเกือบ 100 บริษัท สะท้อนถึงศักยภาพและการเติบโตของอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI ไทย ตลอดจนความพร้อมในการก้าวสู่การแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลก
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
จี้บิ๊กบอสไทยเร่งทำ AI Governance ชี้ 5 ธุรกิจเสี่ยงสูง พลาดถึงขั้นขึ้นศาลโลก
VISAI AI ชี้ข้อมูลโครงสร้าง คือปราการธุรกิจที่แท้จริง



