Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

TikTok ลุย #คนไทยรู้ทัน ซีซัน 3 ผนึก 13 พันธมิตร ยกระดับสู้ภัยไซเบอร์-AI หลอกลวง

TikTok ลุย #คนไทยรู้ทัน ซีซัน 3 ผนึก 13 พันธมิตร ยกระดับสู้ภัยไซเบอร์-AI หลอกลวง

ภัยหลอกลวงออนไลน์ยังเป็นความท้าทายสำคัญของโลกดิจิทัล เมื่อมิจฉาชีพปรับเปลี่ยนวิธีการและช่องทางหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง การรับมือจึงไม่ได้อยู่ที่การตรวจจับและปิดกั้นเนื้อหาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างความรู้ให้ผู้ใช้งานสามารถสังเกตความผิดปกติและป้องกันตัวเองได้ตั้งแต่ต้น

TikTok ประเทศไทย เดินหน้าแคมเปญ #คนไทยรู้ทัน ซีซัน 3 ภายใต้แนวคิด “ระวังไว้ก่อนภัยจะไวกว่า” หลังการรณรงค์ในปีที่ผ่านมาได้รับการตอบรับสูง โดยวิดีโอในโครงการมียอดเข้าชมรวม 1.7 หมื่นล้านครั้ง และมีผู้ใช้งานร่วมสร้างคลิปเตือนภัยมากกว่า 5 ล้านคลิป

ชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy and Government Relations for Southeast Asia, TikTok กล่าวว่า การรับมือภัยออนไลน์ต้องอาศัยทั้งมาตรการของแพลตฟอร์ม การทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการสร้างความรู้ให้กับผู้ใช้งาน โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ TikTok มีผู้ใช้งานมากกว่า 50 ล้านคน

จาก 3.4 พันล้าน สู่ 1.7 หมื่นล้านวิว

TikTok เริ่มโครงการ #คนไทยรู้ทันในปี 2024 โดยแคมเปญปีแรกมีผู้ใช้งานร่วมสร้างวิดีโอมากกว่า 3 ล้านคลิป และมียอดเข้าชมมากกว่า 3,400ล้านครั้ง

ในปี 2025 แคมเปญซีซัน 2 ขยายความร่วมมือกับพันธมิตร 12 แห่ง ครอบคลุมหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคม ส่งผลให้ยอดเข้าชมวิดีโอรณรงค์เพิ่มขึ้นเป็น 17,000 ล้านครั้ง และมีผู้ใช้งานร่วมสร้างคลิปเตือนภัยมากกว่า 5 ล้านคลิป

TikTok ลุย #คนไทยรู้ทัน ซีซัน 3 ผนึก 13 พันธมิตร ยกระดับสู้ภัยไซเบอร์-AI หลอกลวง

ในปีนี้ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เข้ามาเป็นพันธมิตรรายที่ 13 ร่วมกับหน่วยงานเดิม คือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) โครงการโคแฟค (Cofact) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สภาองค์กรของผู้บริโภค ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (NCSA) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

สำหรับซีซัน 3 นี้ TikTok จะยกระดับการป้องกันภัยผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ 1) การสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยไซเบอร์และ AI/Deepfake 2) การยกระดับ E-Commerce Ecosystem บน TikTok Shop และ 3) การป้องกันกลลวงทางการเงินและการลงทุน โดยต่อยอดการให้ความรู้และการแจ้งเตือนภัย ด้วยคอนเทนต์เชิงรุกที่นำเสนอ “แนวทางแก้ไขปัญหา” (Solutions) แบบเชิงรุก และกระตุ้นให้ประชาชนรู้จักปกป้องและรักษาสิทธิ์ของตนเองอย่างจริงจัง

TikTok ยังเพิ่มเกมตอบคำถาม “Safe or Scam” บนแอปพลิเคชัน เพื่อให้ผู้ใช้งานตั้งแต่เยาวชนถึงผู้สูงอายุฝึกสังเกตสถานการณ์ที่อาจเป็นกลโกง ผ่านการตอบคำถามด้วยการส่ายศีรษะซ้ายหรือขวา

ไทยติดอันดับต้น ๆ ตลาดที่ตื่นตัวเรื่องภัยออนไลน์ในภูมิภาค

คุณชนิดาระบุว่า ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการจัดแคมเปญด้านความปลอดภัยออนไลน์ในลักษณะเดียวกัน แต่ปรับรูปแบบและการสื่อสารให้เหมาะกับแต่ละประเทศ

ประเทศไทยเป็น 1 ใน 3 ตลาดหลักของ TikTok ในภูมิภาคที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั้งด้านเนื้อหาและ E-Commerce ขณะเดียวกัน ไทยยังติดอันดับต้น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการตื่นตัวและสร้างการรับรู้เรื่องภัยออนไลน์สูง จากรูปแบบแคมเปญและเนื้อหาที่ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้งาน

“รัก โลภ โกรธ หลง” จุดอ่อนที่มิจฉาชีพนำมาใช้

จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง TikTok กับหน่วยงานภาครัฐ พบว่ากลโกงจำนวนมากอาศัยอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ ได้แก่ “รัก โลภ โกรธ หลง” เพื่อกระตุ้นให้เหยื่อลดความระมัดระวังและตัดสินใจจากผลประโยชน์ที่อยู่ตรงหน้า

ตัวอย่างที่พบในกิจกรรมซื้อขายออนไลน์คือ การชักชวนให้ผู้ซื้อออกไปทำธุรกรรมนอกแพลตฟอร์ม โดยมิจฉาชีพอาจเสนอส่วนลด เช่น ลดราคาทันที 20% แลกกับการโอนเงินโดยตรง

คุณชนิดาอธิบายว่า หากซื้อสินค้าผ่านระบบของแพลตฟอร์ม เงินจะยังไม่ถูกส่งให้ผู้ขายทันที แต่จะถูกพักไว้จนกว่าสินค้าจะถึงผู้ซื้อและได้รับการยืนยัน หากไม่ได้รับสินค้า หรือสินค้าไม่ตรงตามที่สั่ง ผู้ซื้อสามารถยกเลิกรายการและขอคืนเงินได้

แต่หากผู้ซื้อออกไปโอนเงินให้ผู้ขายโดยตรงนอกแพลตฟอร์ม เงินจะออกจากบัญชีทันที และแพลตฟอร์มไม่สามารถตรวจสอบหรือให้ความช่วยเหลือผ่านระบบการซื้อขายได้ ผู้เสียหายต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย ซึ่งทำให้การติดตามเงินคืนทำได้ยากขึ้น

สู้ภัยออนไลน์เป็นงานที่ “ไม่มีวันสิ้นสุด”

ด้านไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า การประสานงานและการยึดทรัพย์เครือข่ายมิจฉาชีพขนาดใหญ่ มีส่วนทำให้จำนวนคดีหลอกลวงออนไลน์โดยรวมของประเทศไทยลดลงกว่า 50% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ชนิดามองว่า การรับมือภัยหลอกลวงออนไลน์ยังเป็นงานที่ต้องดำเนินต่อเนื่อง เพราะมิจฉาชีพสามารถพัฒนาเทคนิคและช่องทางใหม่ได้ตลอดเวลา

“การป้องกันและปราบปรามภัยหลอกลวงหรือ Scam เป็นงานที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะกลุ่มมิจฉาชีพมักพัฒนาเทคนิคและช่องทางใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา แต่เหตุผลสำคัญที่เราหยุดไม่ได้และต้องทำต่อมาจนถึงปีที่ 3 ในแคมเปญ #คนไทยรู้ทัน ซีซัน 3 นี้ ก็เพราะเราต้องการสกัดกั้นและไม่ต้องการให้มีคนไทยตกเป็นเหยื่อรายใหม่เพิ่มขึ้นอีก” คุณชนิดากล่าว

เป้าหมายของ TikTok จึงไม่ได้อยู่เพียงจำนวนการเข้าชมวิดีโอรณรงค์ แต่รวมถึงการเพิ่มทักษะและความรู้ด้านดิจิทัลให้ผู้ใช้งานสามารถป้องกันตัวเองจากภัยออนไลน์ โดยใช้หลัก “Stop, Think, Decide, Act” หรือ “หยุด คิด ตัดสินใจ และลงมือทำ” ก่อนเชื่อข้อมูล แชร์เนื้อหา หรือโอนเงิน เพื่อช่วยลดโอกาสตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

คุมทั้งเนื้อหา AI และผู้ขายกว่า 8 ล้านราย

นอกจากการสร้างความรู้ให้ผู้ใช้งาน TikTok ใช้มาตรการคัดกรองและจัดการเนื้อหาที่เข้าข่ายหลอกลวง ตั้งแต่คลิปปลอม ข้อความสแปม ไปจนถึงเนื้อหาที่ละเมิดหลักเกณฑ์ชุมชน เมื่อระบบตรวจพบหรือได้รับรายงาน แพลตฟอร์มจะดำเนินการกับเนื้อหาที่ละเมิด

ที่ผ่านมา วิดีโอ 99.2% ถูกลบออกจากระบบก่อนที่จะมีการเผยแพร่เพราะละเมิดแนวทางปฏิบัติชุมชน (Community Guideline)

สำหรับเนื้อหาที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AIGC แพลตฟอร์มกำหนดให้มีการระบุว่าเป็นเนื้อหาที่ใช้ AI หากตรวจพบการนำ AI ไปสร้างวิดีโอเพื่อหลอกลวง หรือจงใจไม่เปิดเผยการใช้ AI เนื้อหาดังกล่าวจะถูกนำออกจากแพลตฟอร์ม

ด้าน TikTok Shop ปัจจุบันมีผู้ขายในประเทศไทยมากกว่า 8 ล้านราย  จากประมาณ 20 ล้านรายทั่วภูมิภาค โดยแบ่งเป็น Creator ปักตะกร้า 5 ล้านราย และ Shop Seller 3 ล้านราย ผู้ขายต้องผ่านกระบวนการยืนยันตัวตน โดยบุคคลธรรมดาต้องใช้บัตรประชาชนและบัญชีธนาคาร ขณะที่นิติบุคคลต้องมีเอกสารจดทะเบียนที่ออกโดยกระทรวงพาณิชย์สำหรับการรับเงิน

TikTok ยังร่วมมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาในการจัดการสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยเจ้าของแบรนด์สามารถรายงานร้านค้าที่แอบอ้างได้ ขณะที่ร้านค้ามีระบบคะแนนความประพฤติ หากพบการกระทำผิดร้ายแรง เช่น จำหน่ายสินค้าปลอม สินค้าผิดกฎหมาย หรือสินค้าที่เป็นอันตราย แพลตฟอร์มสามารถใช้มาตรการสูงสุดด้วยการปิดร้านค้า

ขณะเดียวกัน ยังทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพื่อให้ความรู้ผู้ขายรายย่อยเกี่ยวกับข้อกำหนดทางกฎหมายและการตรวจสอบเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เพื่อป้องกันการนำสินค้าที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายเข้ามาจำหน่าย

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

‘สติไฟเตอร์’ เมื่อ 4 ยักษ์ใหญ่ ผนึกกำลังสู้ภัยอาชญากรรมไซเบอร์ระดับชาติ

Whoscall ชี้ไทยเบอร์ 1 อาชญากรรมไซเบอร์เอเชีย ยอดมิจฉาชีพพุ่งสวนทางโลก

เส้นทาง ‘ไก่ซีพี’ จากห้องแล็บ DNA สู่มาตรฐานอาหารอวกาศ

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar