เมื่อโลกออนไลน์กลายเป็นพื้นที่สำหรับการเรียน การค้นหาข้อมูล การพักผ่อน และการสื่อสารของเด็กและเยาวชน การสร้างความปลอดภัยจึงไม่อาจใช้วิธีห้ามหรือควบคุมเพียงอย่างเดียว เพราะภัยออนไลน์เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ขณะที่เด็กแต่ละช่วงวัยมีวิธีใช้แพลตฟอร์มและต้องการพื้นที่ส่วนตัวแตกต่างกัน
โจทย์จึงอยู่ที่การทำให้เด็กมีทักษะคิด วิเคราะห์ ประเมินสถานการณ์ รู้จักปกป้องตัวเอง และรู้ว่าเมื่อพบสิ่งผิดปกติหรือไม่ปลอดภัย ยังมีผู้ใหญ่ที่ไว้ใจและสามารถขอความช่วยเหลือได้โดยไม่ถูกด่วนตัดสิน
เวทีเสวนา “Enhancing Teen Safety — A Shared Social Responsibility” ในงานเปิดตัวแคมเปญ #วัยทีนรู้ทัน (#TeensAware) ของ TikTok นำตัวแทนจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น ผู้ปกครอง เยาวชน และครีเอเตอร์ มาร่วมพูดคุยถึงการสร้างความปลอดภัยให้เด็กบนโลกออนไลน์ ตั้งแต่การออกแบบแพลตฟอร์ม กฎหมาย การรู้เท่าทันดิจิทัล ไปจนถึงความสัมพันธ์ในครอบครัว
เมื่อเด็กใช้ชีวิตส่วนหนึ่งอยู่บนโลกออนไลน์ ความปลอดภัยจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถสร้าง “เกราะ” ที่แข็งแรงที่สุด แต่ต้องอาศัยหลายฝ่ายทำงานร่วมกัน แพลตฟอร์มต้องออกแบบบริการโดยคำนึงถึงความปลอดภัย ภาครัฐต้องมีกฎหมายและกลไกคุ้มครอง เด็กต้องมีทักษะรู้เท่าทันสิ่งที่พบเจอ ส่วนครอบครัวต้องเป็นพื้นที่ที่เด็กสามารถกลับมาพูดคุยได้เมื่อเกิดปัญหา
จาก “ควบคุม” สู่การสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็ก
ซินดี้-สิรินยา บิชอพ จากช่อง TikTok Cindysirinya ในฐานะผู้ปกครองที่มีลูกวัยรุ่น มองว่า พ่อแม่ไม่ควรกลัวแพลตฟอร์มหรือสิ่งที่กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของลูก แต่ต้องศึกษา ทำความเข้าใจ และเปิดรับ เพราะการป้องกันหรือควบคุมเพียงอย่างเดียวไม่น่าจะได้ผล สิ่งที่ครอบครัวควรสร้าง คือภูมิคุ้มกันจากภายใน ให้เด็กรู้จักตัดสินใจ วิเคราะห์ และมองเห็นสัญญาณอันตรายด้วยตัวเอง
ความท้าทายอยู่ที่การหาสมดุลระหว่างการให้อิสระกับการปกป้อง เด็กแต่ละคนและแต่ละครอบครัวมีวิธีสื่อสารและวัฒนธรรมในบ้านไม่เหมือนกัน กติกาจึงไม่ควรเป็นคำสั่งตายตัว แต่ควรปรับตามช่วงวัยและสร้างร่วมกัน
คุณซินดี้ยกตัวอย่างการพูดคุยกับลูกเรื่องการเล่นเกม โดยไม่ได้เริ่มจากการกำหนดว่าลูกต้องเล่นได้กี่ชั่วโมง แต่ชวนกันคิดว่าช่วงเปิดเทอมควรจัดเวลาอย่างไร เมื่อได้ข้อสรุปจึงค่อยกำหนดกติการ่วมกัน วิธีนี้ทำให้เด็กมีส่วนในการตัดสินใจและไม่ได้รู้สึกว่าถูกควบคุมจากผู้ใหญ่ฝ่ายเดียว
กติกาเดียวกันยังต้องใช้กับพ่อแม่ด้วย หากกำหนดว่าโต๊ะอาหารเป็นพื้นที่ไม่ใช้โทรศัพท์ ผู้ใหญ่ก็ต้องทำตาม เพราะเด็กไม่ได้ทำตามเพียงสิ่งที่ผู้ใหญ่พูด แต่ยังทำตามสิ่งที่เห็น การเป็นแบบอย่างในการใช้สื่อและการสื่อสารด้วยความเคารพจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภูมิคุ้มกันในครอบครัว
บ้านต้องเป็นพื้นที่ที่เด็กพูดแล้วไม่ถูกตัดสิน
มีมี่-ณพัชรวัลย์ มหาเศรษฐวรกุล คณะทำงานสภาเด็กและเยาวชน จังหวัดนนทบุรี 2569 มองว่า เกราะป้องกันที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่รู้ทุกอย่างตั้งแต่แรกแล้วเข้ามาเตือน แต่คือผู้ใหญ่ที่พร้อมเติบโตและเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็ก
โลกออนไลน์อยู่ในชีวิตของเด็กยุคนี้ทั้งการศึกษา การค้นคว้า การทำงานผ่านโทรศัพท์มือถือ และการพักผ่อน จึงยากที่จะแบ่งโลกออนไลน์กับออฟไลน์ออกจากกันอย่างเด็ดขาด เมื่อพื้นที่เดียวกันมีทั้งประโยชน์และความเสี่ยง เด็กจึงต้องมีความตระหนักรู้ รู้จักคิด วิเคราะห์ คิดก่อนแชร์และคิดก่อนเชื่อ เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม การล่อลวง การคุกคามทางเพศ หรือการนำข้อมูลส่วนตัวไปเผยแพร่
เมื่อเกิดปัญหา สิ่งที่เยาวชนต้องการจากผู้ใหญ่ไม่ใช่คำถามว่า “ทำไมถึงใช้โซเชียลแบบนี้” หรือ “ทำไมถึงเล่นแอปนี้” เพราะหากการเล่าปัญหาครั้งแรกจบลงด้วยการถูกตัดสิน ครั้งต่อไปเด็กอาจเลือกไม่พูด และเมื่อไม่สามารถเล่าให้ครอบครัวฟังหรือไม่รู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร ความเสี่ยงที่จะหันไปหาคนบนโลกออนไลน์ก็เพิ่มขึ้น
น้องมีมี่เสนอให้เปลี่ยนจากการ “สอน” มาเป็นการแนะนำหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เริ่มจากคำถามธรรมดาในชีวิตประจำวันว่า วันนี้เป็นอย่างไร เจออะไรมาบ้าง หรือมีอะไรอยากเล่าหรือไม่ เมื่อเด็กรู้ว่าตัวเองสามารถพูดสิ่งที่คิดออกมาได้ก่อนและมีคนรับฟัง วันต่อไปเมื่อเจออะไร เขาก็จะอยากกลับมาเล่า และเมื่อเกิดปัญหาก็ยังรู้ว่ามีผู้ใหญ่คอยให้คำแนะนำ
เมื่อเด็กไม่มีคนฟัง ความเสี่ยงออนไลน์ยิ่งเปิดกว้าง
กฤษณ์วรรณ วรมิศร์ ผู้อำนวยการ ศูนย์ประสานงานขับเคลื่อนการส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนในการใช้สื่อออนไลน์ (COPAT) กองคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรมกิจการเด็กและเยาวชนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อธิบายจากการทำงานกับเด็กและเยาวชนว่า ปัญหาภัยออนไลน์ไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่อาจเชื่อมโยงทั้งตัวเด็ก ความสัมพันธ์ในครอบครัว และสภาพแวดล้อมรอบตัว
เด็กที่รู้สึกเหงา ต้องการการยอมรับ ต้องการคนรับฟัง แต่รู้สึกว่าไม่สามารถสื่อสารกับพ่อแม่ได้ อาจหันไปหาพื้นที่ออนไลน์เพราะรู้สึกว่ามีคนฟังและเข้าใจ ความเปราะบางตรงนี้สามารถกลายเป็นช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีเข้าหาและล่อลวงเด็กได้
เมื่อเด็กบอกผู้ใหญ่ช้า การช่วยเหลือหรือยับยั้งความเสียหายที่อาจทำได้ตั้งแต่แรกก็เกิดขึ้นช้าตามไปด้วย การลดช่องว่างจึงต้องเริ่มจากผู้ใหญ่เข้าใจธรรมชาติและพัฒนาการตามช่วงวัย โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ต้องการอิสระและพื้นที่เป็นตัวของตัวเอง การพูดคุยจึงไม่ควรมีเป้าหมายเพื่อควบคุม แต่ควรสร้างความเข้าใจและหาข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับขอบเขตการใช้สื่อออนไลน์
กรมกิจการเด็กและเยาวชนเตรียมนำ Digital Safety Playbook ไปเผยแพร่ผ่านกลไกบ้านพักเด็กและครอบครัว 77 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงสภาเด็กและเยาวชนในระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล ตลอดจนเครือข่ายคนทำงานด้านเด็ก เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือทำกิจกรรมกับพ่อแม่และผู้ปกครอง และทำให้เรื่องออนไลน์เป็นเรื่องที่พูดคุยกันได้ในชีวิตประจำวัน
จับสัญญาณเล็ก ๆ ก่อนปัญหาออนไลน์ลุกลาม

ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ TikTok Safety Advisory Council และจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น อธิบายว่า ไม่มีสัญญาณชุดเดียวที่ใช้ได้กับทุกครอบครัว เพราะต้องดูว่าเดิมเด็กเป็นคนอย่างไร ครอบครัวใกล้ชิดกันเพียงใด และมีวิธีพูดคุยกันแบบไหน
ปัญหาที่พบคือ หลายครอบครัวไม่ทันสังเกตความผิดปกติจนกระทั่งเกิดปัญหาใหญ่ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นอาจมีสัญญาณเล็ก ๆ ปรากฏอยู่ เพียงแต่ไม่มีใครสังเกตอย่างใกล้ชิดหรือมีเวลาอยู่ใกล้เด็กมากพอ
เด็กที่เคยพูดมากแล้ววันหนึ่งเงียบลงอาจเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ควรสังเกต ขณะที่เด็กซึ่งปกติเป็นคนเงียบแต่วันหนึ่งพยายามเข้ามาพูดบางอย่างก็เป็นสัญญาณได้เช่นกัน สิ่งที่ผู้ปกครองต้องรู้ก่อนคือ ลูกของตัวเองเป็นอย่างไรในภาวะปกติ จึงจะมองเห็นเมื่อพฤติกรรม การพูด ความคิด หรืออารมณ์เปลี่ยนไป
บางสัญญาณอาจไม่ได้เกิดที่บ้าน แต่อยู่ที่โรงเรียน เช่น เด็กเริ่มไม่คุยกับเพื่อน เก็บตัว หรือแยกไปกินข้าวคนเดียว การสังเกตจึงไม่ได้เป็นหน้าที่ของพ่อแม่เท่านั้น ครู ผู้ปกครอง และคนรอบตัวเด็กสามารถช่วยกันมองเห็นความเปลี่ยนแปลงก่อนปัญหาจะขยายใหญ่ขึ้น
Safety by Design ต้องมาพร้อมกฎหมายและ Digital Literacy
ครอบครัวไม่สามารถรับผิดชอบความปลอดภัยของเด็กบนโลกออนไลน์ได้เพียงฝ่ายเดียว ดร.นพ.วรตม์มองว่าเด็กจะปลอดภัยได้ต้องมีระบบนิเวศที่เอื้อต่อความปลอดภัยโดยมีทั้งแพลตฟอร์มกฎหมายและตัวเด็กเป็นองค์ประกอบ
แพลตฟอร์มต้องคำนึงถึง Safety by Design หรือการออกแบบโดยยึดความปลอดภัยเป็นหลัก รวมถึง Age Appropriateness Design ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับช่วงวัยและกำหนดค่าเริ่มต้นแตกต่างกันตามอายุ ส่วนภาครัฐต้องมีกรอบกฎหมายรองรับความเสี่ยงทั้งด้าน Content, Contact, Conduct และ Commerce ตั้งแต่เนื้อหาที่เป็นอันตราย การเข้าถึงเด็กเพื่อหวังผล พฤติกรรมกลั่นแกล้งทางออนไลน์ ไปจนถึงการแสวงหาประโยชน์จากเด็ก
ตัวเด็กต้องมีความรอบรู้ทั้ง Digital Literacy, Social Literacy และ Mental Literacy เพื่อสร้างเกราะป้องกันของตัวเอง เพราะเมื่อเผชิญสถานการณ์จริง เด็กยังต้องมีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจด้วยตัวเอง
ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย มองจากประสบการณ์ทำงานกับครอบครัวและการรับแจ้งปัญหาว่า เด็กที่ถูกละเมิดหรือถูกกระทำส่วนหนึ่งไม่มีคนคุยด้วย เมื่อไม่มีพื้นที่พูดคุยในชีวิตจริงจึงหันไปหาคนบนโลกออนไลน์ ซึ่งหากเป็นผู้ไม่หวังดีก็พร้อมเข้ามาแสวงหาประโยชน์
Digital Safety Playbook จึงเป็นเครื่องมือช่วยเริ่มต้นการพูดคุย โดยเฉพาะสำหรับพ่อแม่ที่รักและเป็นห่วงลูก แต่อาจไม่รู้เท่าทันเทคโนโลยีหรือไม่รู้ว่าจะเริ่มคุยเรื่องนี้อย่างไร ดร.ศรีดาให้ความสำคัญกับภาษาของคู่มือที่ไม่ใช้ถ้อยคำเชิงลบหรือตัดสินพฤติกรรมเด็ก รวมถึงข้อตกลงที่เปิดให้ครอบครัวค่อย ๆ พูดคุยและปรับไปด้วยกัน แทนการกำหนดข้อห้ามจากผู้ใหญ่ฝ่ายเดียว
ภัยออนไลน์เนียนขึ้น เด็กต้องคิดและแยกแยะให้เป็น
ธนิสสรา ลิ้นสุวรรณ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการพิเศษ กองป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า รูปแบบอาชญากรรมออนไลน์พัฒนาไปจากเดิม การหลอกลวงที่เคยเข้ามาอย่างตรงไปตรงมาเริ่มแฝงอยู่ในโฆษณา อินฟลูเอนเซอร์ หรือคอนเทนต์ที่ผู้ใช้ไว้วางใจ เพื่อสร้างความเชื่อใจมากขึ้น
หนึ่งในรูปแบบที่พบคือการใช้โฆษณาชวนเชื่อดึงเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชีหรือเปิดซิม จนเข้าไปพัวพันกับคดี หากเด็กไม่มีภูมิคุ้มกันก็อาจตกเป็นเหยื่อของวงจรอาชญากรรมได้ง่าย
การบังคับใช้กฎหมายจึงต้องเดินคู่กับการสร้าง Digital Literacy ให้เยาวชนฝึกคิดและแยกแยะด้วยตัวเอง ตั้งแต่การตรวจสอบข่าวจริงข่าวปลอม ไปจนถึงการไม่หลงเชื่อโฆษณาหลอกลวง ขณะที่การพูดคุยในครอบครัวช่วยให้พ่อแม่และเด็กติดตามรูปแบบภัยใหม่ ๆ และคอยเตือนกันเมื่อพบสิ่งผิดปกติ
ครีเอเตอร์มีพลังมากกว่ายอดวิว
พล-นวพล เชื่อมวราศาสตร์ จากช่อง TikTok SaySci:เซย์ไซน์ ในฐานะนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ มองว่า การย่อยเรื่องยากให้เข้าใจง่ายต้องเริ่มจากผู้สื่อสารเข้าใจเรื่องนั้นจริงก่อน เพราะหากข้อมูลตั้งต้นผิด เมื่อส่งต่อออกไปก็จะยิ่งกระจายความผิดพลาด
จากนั้นผู้สร้างคอนเทนต์ต้องกลับมาคิดจากมุมของผู้ชมว่า ศัพท์เทคนิคหรือภาษาอังกฤษบางคำอาจเป็นกำแพงอย่างไร และ Key Message ที่ต้องการสื่อจากคอนเทนต์คืออะไร
สำหรับคุณพล เป้าหมายของคอนเทนต์ไม่ควรหยุดอยู่ที่การให้ความรู้หรือจำนวนยอดวิว แต่ควรสร้างการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในสังคมได้ เขาให้น้ำหนักกับบทบาท Social Change Maker เพราะสิ่งที่ครีเอเตอร์โพสต์สามารถส่งผลต่อสังคมโดยตรง เมื่อครอบครัวกำลังสร้างเกราะให้เด็ก ผู้ผลิตคอนเทนต์ก็สามารถเสริมเกราะอีกชั้นผ่านเนื้อหาที่ดี สนุก ถูกต้อง และเป็นประโยชน์
ความปลอดภัยของเด็ก คือการลงทุนของสังคม
ความปลอดภัยออนไลน์ไม่ได้มีเจ้าภาพเพียงคนเดียว แพลตฟอร์มต้องออกแบบบริการโดยคำนึงถึงความปลอดภัย ภาครัฐต้องมีกฎหมายและกลไกคุ้มครอง ภาคประชาสังคมและโรงเรียนช่วยนำความรู้ไปสู่เด็กและครอบครัว ครีเอเตอร์ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่สื่อสาร ส่วนเด็กต้องได้รับการพัฒนาทักษะให้คิด วิเคราะห์ และรู้จักปกป้องตัวเอง
ดร.นพ.วรตม์ ทิ้งท้ายว่า การทำให้เด็กและวัยรุ่นปลอดภัยไม่ควรถูกมองเป็นต้นทุนที่ต้องเสียไป แต่ควรมองเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศและสังคมออนไลน์ แพลตฟอร์มสามารถลงทุนด้วยการพัฒนาฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย ส่วนคนอื่นสามารถลงทุนผ่านบทบาทของตัวเอง ตั้งแต่การนำความรู้ไปเผยแพร่ การพูดคุยกับพ่อแม่และเด็ก ไปจนถึงการช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยขึ้น
“อยากให้ทุกคนมองเป็น Investment เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศชาติของพวกเราทุกคน ของสังคมโลกออนไลน์ทุกคน Investment by Social Responsibility การลงทุนโดยมีฐานของความรู้สึกรับผิดชอบต่อสังคม”
สิ่งที่ผู้ร่วมเสวนาต้องการเห็นจึงไม่ใช่สังคมที่เด็กต้องเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดจากภัยออนไลน์ตามลำพัง แต่เป็นพื้นที่ที่เด็กสามารถใช้ชีวิตทั้งออนไลน์และออฟไลน์ด้วยความรู้สึกปลอดภัย ไว้วางใจ และกล้าพูดคุยกับคนรอบตัวเมื่อพบสิ่งที่ไม่เข้าใจหรือไม่ปลอดภัย
สำหรับครอบครัว จุดเริ่มต้นอาจไม่จำเป็นต้องเป็นการรู้จักทุกแพลตฟอร์มหรือรู้เท่าทันเทคโนโลยีมากกว่าลูก แต่คือการทำให้เด็กมั่นใจว่า เมื่อเกิดปัญหา เขายังกลับมาคุยกับพ่อแม่ได้โดยไม่ถูกด่วนตัดสิน จากนั้นจึงค่อยเรียนรู้เทคโนโลยี ทำความเข้าใจความเสี่ยง และสร้างกติกาที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน
เมื่อความปลอดภัยในโลกดิจิทัลกลายเป็นเรื่องที่พูดกันได้ในชีวิตประจำวัน การปกป้องเด็กจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากคำว่า “ห้าม” หรือ “ควบคุม” เสมอไป แต่อาจเริ่มจากคำถามธรรมดาที่พ่อแม่ถามลูกว่า “วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง มีอะไรอยากเล่าไหม” แล้วพร้อมรับฟังคำตอบของเขาจริง ๆ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ทีทีบีปั้น ‘รุ่นพี่การเงิน’ ใช้บอร์ดเกมสอนเด็ก ‘คิดเป็น ใช้เป็น ออมเป็น’
TikTok ลุย #คนไทยรู้ทัน ซีซัน 3 ผนึก 13 พันธมิตร ยกระดับสู้ภัยไซเบอร์-AI หลอกลวง



