การระดมทุนอาจเป็นเป้าหมายของผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย แต่ในมุมของนักลงทุน คำถามไม่ได้มีเพียงว่าธุรกิจขายอะไร ตลาดใหญ่แค่ไหน หรือจะเติบโตได้เร็วเพียงใด เพราะก่อนตัดสินใจนำเงินเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ นักลงทุนยังต้องพิจารณาตั้งแต่ระบบบัญชี กระแสเงินสด ความสามารถในการขยายธุรกิจ ไปจนถึงคุณสมบัติของผู้ก่อตั้ง ทั้งความซื่อสัตย์ ความมุ่งมั่น และความสามารถในการรับฟังและปรับตัว
มุมมองจาก ธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด (Beacon VC), คมสันต์ แซ่ลี CEO Flash Group และ ศรัณย์ สุตันติวรคุณ จาก Evergreen Partners สะท้อนให้เห็นว่า การเตรียมธุรกิจให้พร้อมสำหรับนักลงทุนไม่ได้เริ่มต้นในวันที่ต้องการเงิน แต่ต้องเริ่มจากการทำให้กิจการมีระบบที่สามารถตรวจสอบได้ รู้สถานะทางการเงินของตัวเอง และสร้างธุรกิจที่เดินต่อไปได้อย่างมีทิศทาง
ก่อนหาเงินทุนต้องรู้สถานะธุรกิจตัวเอง
ศรัณย์ สุตันติวรคุณ จาก Evergreen Partners มองว่า ปัญหาที่พบในผู้ประกอบการไทยจำนวนมากอยู่ที่ระบบบัญชีและการจัดการต้นทุน ตั้งแต่การมีบัญชีหลายเล่ม ไปจนถึงการบันทึกต้นทุนที่ไม่ชัดเจน เมื่อนักลงทุนเข้ามาตรวจสอบจึงต้องใช้เวลาในการรื้อระบบเพื่อหาต้นทุนที่แท้จริง บางกรณีปัญหาเดิมสะสมมากจนต้องตั้งบริษัทใหม่และย้ายธุรกิจเดิมเข้าไปแทน
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่หรือมีกำไรก่อนจึงจะเข้าหานักลงทุนได้ คุณศรัณย์มองว่า ธุรกิจขนาดประมาณ 20 ล้านบาทก็สามารถเริ่มพูดคุยได้ สิ่งสำคัญกว่าคือผู้ประกอบการต้องมีข้อมูลทางการเงินที่สะท้อนสถานะจริง สามารถจัดทำงบการเงินรายเดือนได้ และอย่างน้อยต้องคาดการณ์ได้ว่าอีกหนึ่งเดือนข้างหน้ากระแสเงินสดของกิจการจะเป็นอย่างไร
เขาเปรียบระบบบัญชีหลังบ้านเหมือน Smart Watch ที่ช่วยวัดชีพจรและการนอน เพราะผู้บริหารจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ช่วยบอกว่าธุรกิจอยู่ในสภาพใด ไม่ใช่ประเมินจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว หากธุรกิจมุ่งสร้างยอดขายแต่ไม่ได้จัดระบบหลังบ้าน เมื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบกิจการหรือ Due Diligence แล้วพบว่างบการเงินไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น ลืมบันทึกต้นทุน หรือลงบัญชีผิดเดือน กระบวนการลงทุนก็อาจยืดเยื้อออกไป
ปัญหาเดียวกันเกิดขึ้นเมื่อผู้ประกอบการต้องการเงินลงทุนจำนวนมาก แต่กลับไม่รู้ว่าเงินสดของบริษัทในสัปดาห์ถัดไปจะเป็นอย่างไร สำหรับนักลงทุน ข้อมูลเหล่านี้จึงไม่ใช่รายละเอียดปลีกย่อย แต่เป็นพื้นฐานที่สะท้อนว่าผู้ประกอบการเข้าใจและควบคุมธุรกิจของตัวเองได้มากน้อยเพียงใด
ยอดขายโตไม่ได้หมายความว่าธุรกิจพร้อมขยาย
อีกเรื่องที่คุณศรัณย์มองว่าผู้ประกอบการมักสับสน คือความแตกต่างระหว่างการเติบโตกับการขยายขนาดธุรกิจ การเพิ่มยอดขายสามารถทำได้ด้วยการเพิ่มเงินโฆษณา แต่การขยายขนาดหรือ Scale ต้องทำให้กระบวนการทางธุรกิจสามารถนำไปทำซ้ำและขยายออกไปได้อย่างเป็นระบบ โดยคุณภาพของธุรกิจไม่ลดลง
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อการตัดสินใจของนักลงทุน เพราะเงินลงทุนไม่ได้มีเป้าหมายเพียงช่วยให้บริษัทขายได้มากขึ้น แต่ต้องนำไปสู่ธุรกิจที่สามารถขยายตัวต่อไปได้ หากทุกครั้งที่ยอดขายเพิ่มขึ้น บริษัทต้องเพิ่มคน เพิ่มต้นทุน หรือแก้ปัญหาด้วยวิธีเฉพาะหน้าในสัดส่วนเดียวกัน การเติบโตที่เกิดขึ้นอาจยังไม่ใช่การขยายธุรกิจที่นักลงทุนต้องการเห็น
เงินจากนักลงทุนไม่ใช่คำตอบของทุกธุรกิจ
แม้เงินลงทุนจะช่วยเปิดโอกาสให้ธุรกิจเติบโต แต่คุณศรัณย์มองว่าเงินจากนักลงทุนร่วมทุนเป็นเงินทุนที่มีต้นทุนสูง เพราะผู้ประกอบการต้องแลกด้วยหุ้นของบริษัท ไม่ใช่เพียงจ่ายดอกเบี้ยเหมือนเงินกู้ สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการมีนักลงทุนเข้ามาเป็นเพื่อนร่วมทาง ช่วยพัฒนาระบบหลังบ้าน การตลาด การขาย และนำข้อมูลต่าง ๆ มาวางบนโต๊ะเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างชัดเจน
ธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ Beacon VC มีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า หากธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคงและสามารถกู้เงินจากธนาคารได้ การใช้สินเชื่ออาจเหมาะสมกว่าการแบ่งหุ้นให้กับนักลงทุน เพราะผู้ประกอบการยังสามารถรักษาสัดส่วนความเป็นเจ้าของธุรกิจเอาไว้ได้
แต่เมื่อธุรกิจเลือกเส้นทางร่วมทุนและผ่านการคัดเลือกจาก Beacon VC แล้ว กองทุนจะเข้ามาสนับสนุนมากกว่าเงินทุน ทั้งการจัดโครงสร้างองค์กร การพัฒนาระบบหลังบ้าน และการวางแผนถอนการลงทุน โดยมีเป้าหมายปลายทางอย่างการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไป (IPO) หรือการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ภายในระยะเวลาห้าปี
เงินร่วมทุนช่วยแบ่งความเสี่ยง
คมสันต์ แซ่ลี CEO Flash Group มีมุมมองต่างออกไป เขาเห็นว่า หากผู้ประกอบการสามารถระดมเงินจากผู้ร่วมลงทุนได้ ควรพิจารณาทางเลือกนี้มากกว่าการกู้เงินจากธนาคาร เพราะเงินกู้มาพร้อมภาระที่ต้องชำระคืน ขณะที่การมีผู้ร่วมลงทุนช่วยให้มีผู้เข้ามาร่วมรับความเสี่ยงของธุรกิจ
แต่บทเรียนสำคัญที่คมสันต์ฝากไว้คือ ผู้ประกอบการควรเก็บเงินทุนก้อนสุดท้ายของตัวเองเอาไว้ เพราะวันที่ธุรกิจเดินมาถึงทางตันและไม่สามารถระดมทุนเพิ่มเติมได้ เงินก้อนนี้อาจกลายเป็นทุนสำคัญที่ช่วยพยุงธุรกิจและเปิดโอกาสให้กลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง
มุมมองที่แตกต่างกันระหว่างนักลงทุนสะท้อนว่า ไม่มีสูตรเดียวสำหรับการเลือกแหล่งเงินทุน ผู้ประกอบการจึงต้องพิจารณาจากสถานะและความต้องการของธุรกิจว่า เงินที่กำลังมองหานั้นต้องการเพียงสภาพคล่อง หรือจำเป็นต้องมีหุ้นส่วนที่เข้ามาร่วมรับความเสี่ยงและช่วยพัฒนาธุรกิจไปพร้อมกัน
ธุรกิจดีแค่ไหนถ้าผู้ก่อตั้งมีปัญหานักลงทุนก็ถอย
นอกจากขนาดตลาดและโอกาสเติบโต สิ่งที่นักลงทุนทั้ง 3 คนให้ความสำคัญไม่แพ้ตัวธุรกิจคือตัวผู้ประกอบการเอง คุณศรัณย์ระบุว่า หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักลงทุนปฏิเสธการลงทุน คือผู้ประกอบการขาดความสามารถในการรับฟังคำแนะนำและเรียนรู้สิ่งใหม่ หรือ Coachability
หากระหว่างการพูดคุย นักลงทุนพบว่าผู้ประกอบการไม่รับฟัง คิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่าง หรือรับปากว่าจะปรับปรุงแต่ไม่ได้ลงมือทำจริง ก็อาจเป็นเหตุผลให้ยุติการเจรจา เพราะความสัมพันธ์ระหว่างนักลงทุนกับผู้ประกอบการไม่ได้จบลงหลังโอนเงิน แต่ต้องทำงานร่วมกันอีกหลายปี การเลือกคนที่สามารถเรียนรู้และปรับตัวจึงมีความสำคัญไม่ต่างจากการเลือกธุรกิจ
สำหรับคุณธนพงษ์ สิ่งที่เป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่สุดคือการขาดธรรมาภิบาลและความไม่ซื่อสัตย์ โดยเฉพาะการจงใจบิดเบือนข้อมูลหรือตกแต่งรายงานทางการเงิน ตัวอย่างเช่น การสร้างใบสั่งซื้อที่ไม่มีลายเซ็นหรือไม่มีหมายเลขในระบบเพื่อทำให้เห็นรายได้ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง หากพบพฤติกรรมลักษณะนี้ ต่อให้สินค้าและตลาดมีศักยภาพเพียงใด นักลงทุนก็พร้อมปฏิเสธทันที
เหตุผลสำคัญคือ หลังการลงทุน นักลงทุนไม่ได้เข้าไปบริหารกิจการประจำวันแทนผู้ก่อตั้ง แต่ต้องมอบความไว้วางใจให้ผู้ประกอบการนำเงินทุนไปบริหารและสร้างการเติบโต ดังนั้น ความซื่อสัตย์และความสามารถในการทำงานร่วมกันจึงเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ตั้งแต่ก่อนตัดสินใจลงทุน
นักลงทุนต้องการผู้ก่อตั้งที่ทุ่มให้กับธุรกิจจริง
คุณคมสันต์มีเกณฑ์พิจารณาผู้ประกอบการในอีกมุมหนึ่ง โดยเขาระบุว่า จะหลีกเลี่ยงผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจหลายอย่างพร้อมกันจนขาดสมาธิกับธุรกิจหลัก ก่อนตัดสินใจลงทุนจึงมีการตรวจสอบทั้งชื่อของผู้ประกอบการและบุคคลใกล้ชิดในครอบครัวว่าถือครองบริษัทใดอยู่บ้าง หากพบว่ามีหลายบริษัทที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ก็เป็นปัจจัยที่สร้างความกังวล
ในมุมของคุณคมสันต์ นักลงทุนต้องการหุ้นส่วนที่พร้อมทุ่มเทให้กับธุรกิจอย่างเต็มที่ เพราะเมื่อทั้ง 2 ฝ่ายต้องร่วมรับความเสี่ยงไปด้วยกัน ความมุ่งมั่นของผู้ก่อตั้งย่อมมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้ที่จะนำเงินเข้ามาร่วมลงทุน
สำหรับผู้ประกอบการที่ยังคิดว่าตัวเองไม่พร้อม คุณคมสันต์กลับแนะนำให้เริ่มเข้าหานักลงทุน เพราะการนำเสนอธุรกิจแล้วถูกปฏิเสธยังทำให้ได้รับความคิดเห็นกลับมาเพื่อนำไปแก้ไขข้อบกพร่อง เมื่อกลับไปพัฒนาธุรกิจแล้ว ผู้ประกอบการสามารถส่งข้อมูลความคืบหน้าให้นักลงทุนทุกสามถึงสี่เดือน เพื่อให้นักลงทุนเห็นพัฒนาการและยังคงรู้จักธุรกิจอยู่
อย่ารอถึงวันที่ต้องการเงินแล้วค่อยรู้จักนักลงทุน
การเข้าถึงนักลงทุนเองก็มีวิธีที่เพิ่มโอกาสได้รับความสนใจ คุณศรัณย์และคุณธนพงษ์เห็นตรงกันว่า การส่งแผนธุรกิจเข้าอีเมลโดยไม่มีการแนะนำมาก่อนมีโอกาสได้รับการตอบกลับค่อนข้างต่ำ เพราะนักลงทุนได้รับข้อมูลจำนวนมาก วิธีที่มีโอกาสนำไปสู่การพูดคุยมากกว่าคือการได้รับการแนะนำจากบุคคลที่นักลงทุนเชื่อถือ หรือ Referral รวมถึงการได้รับคำแนะนำจากสตาร์ตอัปที่เคยทำงานกับกองทุนนั้นมาก่อน
คุณศรัณย์แนะนำให้ผู้ประกอบการศึกษาพอร์ตของนักลงทุนที่ต้องการเข้าหา และทำความรู้จักกับผู้ประกอบการที่กองทุนนั้นเคยลงทุน เพื่อเรียนรู้ทั้งแนวทางและลักษณะการทำงานของนักลงทุน หากผู้ประกอบการในพอร์ตเห็นความจริงใจและศักยภาพของธุรกิจ ก็อาจช่วยแนะนำต่อไปยังนักลงทุนได้
ที่สำคัญ ความสัมพันธ์กับนักลงทุนไม่ควรเริ่มในวันที่เงินกำลังจะหมด ผู้ประกอบการสามารถเริ่มทำความรู้จักนักลงทุนตั้งแต่ธุรกิจยังเล็กและยังไม่ได้ต้องการระดมทุน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีเวลาเรียนรู้วิธีคิดและการทำงานของกันและกัน ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะร่วมเดินทางด้วยกันหรือไม่
ท้ายที่สุด การทำธุรกิจให้พร้อมสำหรับนักลงทุนจึงไม่ได้หมายถึงการสร้างบริษัทขึ้นมาเพื่อให้นักลงทุนพอใจ แต่คือการทำให้กิจการมีพื้นฐานที่แข็งแรง รู้ตัวเลขของตัวเอง มีระบบที่ตรวจสอบได้ มีผู้ก่อตั้งที่ซื่อสัตย์ เปิดรับการเรียนรู้ และสามารถสร้างสิ่งที่ตลาดต้องการได้จริง เพราะเมื่อธุรกิจตอบโจทย์ลูกค้าและเติบโตได้อย่างมั่นคง โอกาสในการเข้าถึงเงินทุนก็ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการวิ่งตามหานักลงทุนเพียงฝ่ายเดียว นักลงทุนเองก็พร้อมเข้ามามองหาโอกาสร่วมเติบโตกับธุรกิจเช่นกัน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
กติกาการค้าโลกเปลี่ยน SME ไทยเร่งปรับตัว รับโอกาสตลาดใหม่
ศุภจีชี้ทางรอด SME ไทย สร้างมูลค่า–ใช้ข้อมูล–โตผ่านเครือข่าย



