Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

‘นิวอีโคโนมี’ กับมลภาวะใหม่

'นิวอีโคโนมี' กับมลภาวะใหม่

ภาพเศรษฐกิจบ้านเราทำท่าจะสดใส… เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ประกาศว่าระหว่างร่วมคณะนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล และรมว.มหาดไทย เดินทางเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าเศรษฐกิจไทยได้เป็นส่วนหนึ่งของของนิวอีโคโนมีแล้ว โดยอ้างถึงชุดข้อมูลเศรษฐกิจไตรมาสสองที่ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ฯ ออกมาแถลงเมื่อวันก่อนหน้านั้นว่า การลงทุนภาคเอกชนโตอย่างน่าประทับใจ

ข้อมูลสภาพัฒน์ฯ ระบุว่า แม้ไตรมาสที่ผ่านมาเศรษฐกิจขยายตัวย่อลงมาที่ 1.9% ลดลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 2.8% แต่การลงทุนภาคเอกชนเหมือนได้ยาโด๊ปโตพรวด 13% ถือว่าสูงสุดในรอบ 11 ปี และยังขยายตัวสองหลักต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สองอีกด้วย โดยการนี้รองนายกฯเอกนิติ ยกให้เป็นผลจากนโยบาย Thailand Fast Pass ของบีโอไอ ที่ทำให้ตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนไตรมาส 2 ปีนี้ สูงถึง 2.5 แสนล้านบาทโตขึ้น 31%

พร้อมกับฉายภาพว่า การลงทุนของเอกชนที่เพิ่มขึ้นนั้นส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรม New S-Curve หรืออุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีสูง อย่างอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิคส์ AI พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป และในภาคส่งออก (ไตรมาส 2) ที่โต 12.5% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าเช่นกัน โดยมีสินค้าที่ขยายตัว คือกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่สอดคล้องกับความต้องการของโลก

การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ที่และตลาดส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิสก์ที่โตโดดเด่น คือ 2 ปัจจัยหลักที่รองนายกฯเอกนิติ ใช้อ้างอิงว่า ณ บัดนี้ เศรษฐกิจไทยได้เป็นส่วนหนึ่งของนิวอีโคโนมี (เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ข้อมูล ความคิดสรรค์ ) ของโลกแล้ว แต่ผลสำเร็จที่เริ่มปรากฎนั้น ยังมีโจทย์ใหญ่ที่รออยู่คือ ทำอย่างไรที่ประเทศไทยจะสามารถสร้างโอกาสให้ไทยเป็น Global supply chain เพื่อส่งต่อไปยังอุตสาหกรรมประเทศให้ได้จริงที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย

จุดนี้สำคัญหากสำเร็จจะเป็นแรงขับให้เกิดปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบใหม่ของไทย คงต้องตามดูกันต่อไปว่า  รัฐบาลโดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจพลัสของรัฐบาล ที่มีนักเศรษฐศาสตร์เลือดใหม่มาร่วมงานกันหลายคน จะวางหมากพาเศรษฐกิจไทยให้ หันไปทันโลกหรือเลี้ยวผิดต้องวนกลับมาตั้งต้นนับหนึ่งกันใหม่  

เรื่องมุ่งหน้าสู่เศรษฐกิจใหม่เป็นเป้าหมายของรัฐบาลชุดที่ผ่าน ๆ มาจนถึงรัฐบาลอนุทิน เดินตามแนวนี้มาตลอด ส่วนรัฐบาลอนุทินล่าสุด นายกฯ ประกาศแต่งตั้งบอร์ดเซมิคอนดัคเตอร์ โดยตั้งเป้าผลิตชิปเมดอินไทยแลนด์ ตามด้วยการประกาศยกระดับการลงทุนในอุตสหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ด้วยการตั้งคณะกรรมการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ฯลฯ หวังว่าทั้งสองคณะฯที่ตั้งขึ้น นอกจากเป็นกลไกหนุนสร้างอุตสาหกรรมทันสมัยแล้วจะดูแลผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นด้วย

หนึ่งในตัวอย่างผลข้างเคียงจากการบุกเบิกสู่อุตสาหรรมใหม่เพื่อกรุยทางสู่นิวอีโคโนมี คือกรณีอุตสาหกรรม ดาต้าเซ็นเตอร์ที่โตอย่างก้าวกระโดด บีโอไอระบุว่าในช่วง 3 ปี (2567-2569) มีการขอส่งเสริมการลงทุนใน ดาต้าเซ็นเตอร์ 42 โครงการ มูลค่าการลงทุนสูงถึง 7.5 แสนล้านบาท รัฐบาลมองในเชิงยุทธศาสตร์ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นฐานต่อยอดระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในอนาคต

ด้วยมูลค่าการลงทุนจำนวนมหาศาล ดาต้าเซ็นเตอร์จึงเปรียบเหมือนหัวหอกที่นำไปสู่เศรษฐกิจใหม่ให้ไทย แต่อีกมุม ดาต้าเซ็นเตอร์เริ่มสร้างความกังวลต่อสาธารณชนถึงผลข้างเคียงที่ตามมา และความคุ้มค่าต่อเศรษฐกิจ เพราะอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลกินไฟ ใช้น้ำเยอะ เสียงดัง แต่จ้างงานน้อย ยิ่งผนวกกับกระแสต้าน ดาต้าเซ็นเตอร์ในหลายประเทศ ความไม่ไว้วางใจอุตสาหกรรมนี้จึงสูงขึ้นเรื่อย ๆ

เรื่องนี้ทางบีโอไอ เริ่มไหวตัวออกมาวางกรอบการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ว่าต้องคำนึงถึง 4 ด้าน 1) ประเทศจะได้อะไร 2) ความเพียงพอของกระแสไฟฟ้า 3) ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ 4) ความเพียงพอของน้ำ 

ส่วนภาพใหญ่คงต้องรอดูว่า คณะกรรมการฯดาต้าเซ็นเตอร์จะวางแนวปฏิบัติอย่างไรกับ ให้เกิดสมดุลระหว่างเงินลงทุน กับผลตอบแทน และผลข้างเคียงที่จะตามมา ซึ่งถือเป็นโจทย์หินเพราะหลักการ ได้ กับ ได้ ในโลกเศรษฐกิจเป็นปรากฎการณ์หายาก

กรณีด้านต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ ไม่มีปล่องควันแต่สร้างมลภาวะได้เช่นกัน เป็นหลักฐานว่า นิวอีโคโนมีนั้นไม่ใช่มีแต่พลังงานสะอาดสีเขียว ฯลฯเท่านั้น.. เศรษฐกิจใหม่มลภาวะก็อย่างใหม่ด้วย

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ไทยจะขึ้นชั้นประเทศรายได้สูง

ไทย-จีน จากวาระอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ถึง ‘เถียนมีมี่’

ไทย: จากคนป่วย เป็น ‘ดาวรุ่ง’ ได้อย่างไร

×

Share

ผู้เขียน

จิตติศักดิ์ นันทพานิช Avatar