งานวิจัยและนวัตกรรมจะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้จริง ก็ต่อเมื่อสามารถเดินออกจากห้องทดลองไปตอบโจทย์ตลาด และกลายเป็นสินค้าหรือบริการที่มีคนพร้อมจ่ายเงินซื้อ แต่เส้นทางจากความรู้ในมหาวิทยาลัยไปสู่ธุรกิจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีเทคโนโลยีที่ดี หากต้องมีทั้งโจทย์ที่มาจากตลาด ผู้ประกอบการที่มองเห็นโอกาส นักวิจัยที่เข้าใจข้อจำกัดของการผลิตจริง รวมถึงหน่วยงานที่เข้ามาเชื่อมช่องว่างระหว่างสองโลกเข้าด้วยกัน
เวทีเสวนา “From Ideas to Impact” ซึ่งว่าด้วยการตั้งธุรกิจและมองหาโอกาสจากงานวิจัยและนวัตกรรม สะท้อนภาพดังกล่าวผ่านประสบการณ์ของทั้งมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และผู้ประกอบการที่นำเทคโนโลยีไปใช้จริง ตั้งแต่การสร้างธุรกิจบริการอย่าง BeNeat ไปจนถึงการพัฒนาส่วนผสมสำหรับเครื่องสำอางจากข้าวหอมมะลิไทยของ Snowgirl เรื่องราวเหล่านี้มีจุดร่วมสำคัญ คือ ความสำเร็จไม่ได้เริ่มจากงานวิจัยเพียงด้านเดียว แต่เกิดขึ้นเมื่อความรู้ เทคโนโลยี ตลาด และคนทำธุรกิจเดินไปในทิศทางเดียวกัน
เมื่องานวิจัยต้องเริ่มจาก “โจทย์ตลาด”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองว่า โอกาสทางธุรกิจในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและมีช่วงเวลาของโอกาสจำกัด หากผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจไปตามเส้นทางปกติโดยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีหรืองานวิจัยเข้ามาช่วย การเติบโตมักดำเนินไปตามปกติ แต่หากสามารถนำงานวิจัยหรือนวัตกรรมที่พิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้จริงเข้ามาประยุกต์ใช้ ก็มีโอกาสช่วยเร่งการเติบโตและยืดอายุของธุรกิจออกไป
โจทย์สำคัญอยู่ตรงที่งานวิจัยในมหาวิทยาลัยจำนวนมากเริ่มจากความเชี่ยวชาญของอาจารย์หรือนักวิจัย ขณะที่โลกธุรกิจเริ่มจากปัญหาของตลาด ช่องว่างระหว่างสองฝั่งจึงทำให้อุทยานวิทยาศาสตร์ต้องเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางด้านนวัตกรรม หรือ Innovation Intermediary เชื่อมความต้องการของภาคเอกชนเข้ากับความเชี่ยวชาญภายในมหาวิทยาลัยโดยภาคธุรกิจเป็นผู้บอกว่าตลาดต้องการอะไรหรือกำลังเผชิญปัญหาใดก่อนนำโจทย์นั้นมาหาความรู้และเทคโนโลยีที่สามารถตอบคำถามได้
นอกจากการเชื่อมโจทย์แล้ว มหาวิทยาลัยยังพยายามสร้างกลไกที่จะพางานวิจัยออกไปสู่ธุรกิจได้ง่ายขึ้นผ่าน “มหาวิทยาลัยโฮลดิ้งคอมพานี” (University Holding Company) ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยในประเทศไทยเริ่มนำร่องกลไกนี้แล้ว 14 แห่ง เพื่อเปิดทางให้นำทรัพย์สินทางปัญญาหรือผลงานวิจัยของอาจารย์มาแปลงเป็นสัดส่วนหุ้นหรือร่วมลงทุนกับบริษัทภายนอก
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มี “อ่างแก้วโฮลดิ้ง” ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทนวัตกรรมในเครือ 27 บริษัท ส่วนใหญ่เกิดจากการนำงานวิจัยภายในมหาวิทยาลัยมาตั้งบริษัทใหม่ หรือ Spin-off แล้วให้ศิษย์เก่า นักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกเข้ามาบริหารร่วมกับบริษัทมืออาชีพ ขณะที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมี “CU Enterprise” ซึ่งมีบริษัทในเครือมากกว่า 30 บริษัทกลไกเหล่านี้จึงเป็นอีกทางหนึ่งในการพางานวิจัยออกจากมหาวิทยาลัยและนำทรัพย์สินทางปัญญาไปสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
BeNeat จากปัญหาหาแม่บ้าน สู่ยอดจองกว่า 2 ล้านครั้ง
อีกด้านหนึ่งของการสร้างธุรกิจนวัตกรรมเริ่มต้นจากปัญหาใกล้ตัว อานนท์ น้อยอ่ำ CEO บริษัท BeNeat เล่าว่า จุดเริ่มต้นของแพลตฟอร์มจองบริการแม่บ้านออนไลน์เกิดขึ้นในช่วงที่เขาเป็นโฮสต์ Airbnb และพบปัญหาในการหาแม่บ้านที่มีคุณภาพ เพราะตลาดขณะนั้นยังมีทางเลือกไม่มาก เขาจึงนำแนวคิดที่มีอยู่บนกระดาษเพียงแผ่นเดียวเข้าไปขอคำปรึกษาจากอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเริ่มต้นพัฒนาแพลตฟอร์มขึ้นมา
ก่อนจะมาถึง BeNeat คุณอานนท์เคยทดลองทำแอปพลิเคชันจองคิวร้านตัดผม แต่ธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ เพราะนำรูปแบบธุรกิจจากต่างประเทศมาใช้โดยไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคไทย ความล้มเหลวครั้งนั้นจึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญก่อนนำมาปรับใช้กับการสร้างBeNeat ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการเข้าสู่ปีที่ 10 มียอดจองบริการสะสมมากกว่า 2 ล้านครั้ง และมีแม่บ้านที่สร้างรายได้ผ่านระบบมากกว่า20,000 คน
การเติบโตตลอดเส้นทางไม่ได้เกิดขึ้นอย่างราบรื่น ในช่วงแรก BeNeat ต้องเผชิญทั้งค่านิยมของสังคมไทยที่ยังไม่คุ้นเคยกับการทำงานแม่บ้านแบบฟรีแลนซ์ และการตัดสินใจขยายบริการจากเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯและภูเก็ตอย่างรวดเร็วตามแนวทางการทำสตาร์ตอัปในเวลานั้น ซึ่งให้ความสำคัญกับการใช้เงินทุนเพื่อเร่งการเติบโต ผลที่ตามมาคือทรัพยากรของบริษัทไม่เพียงพอและเงินทุนเกือบหมด
คำแนะนำจากทีมอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ตัดส่วนที่ยังไม่ทำกำไรออกและกลับมาสร้างฐานธุรกิจในเชียงใหม่ให้แข็งแรงกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ช่วยให้ BeNeat กลับมาฟื้นตัว ก่อนจะสามารถทำกำไรต่อเนื่องมาเป็นเวลา 6-7 ปี ขณะที่การได้รับการนำเสนอผ่านรายการ“เรื่องเล่าเช้านี้” โดยสรยุทธ สุทัศนะจินดา เมื่อปี 2560 ช่วยเพิ่มการรับรู้และความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันบริษัทตั้งเป้าหมายก้าวต่อไปด้วยการนำธุรกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
โตอย่างไรให้ยั่งยืน เมื่อแพลตฟอร์มต้องมากกว่าแค่ “จับคู่”
สิ่งที่ทำให้ BeNeat แตกต่างไม่ได้อยู่เพียงการนำเทคโนโลยีมาจับคู่ลูกค้ากับแม่บ้าน แต่เป็นการออกแบบระบบบริการโดยวางตำแหน่งตัวเองเป็น“ผู้รับจ้าง” ที่รับผิดชอบต่อลูกค้า ไม่ใช่เพียงตัวกลางเชื่อมคนสองฝ่ายบริษัทจึงมีนโยบายคืนเงินหากลูกค้าไม่พึงพอใจ พร้อมประกันภัยคุ้มครองความเสียหายในวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อการให้บริการแต่ละครั้งเพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า
แพลตฟอร์มยังใช้ระบบคะแนนและรีวิวเข้ามาช่วยสร้างมาตรฐานการทำงาน รวมถึงแสดงข้อมูลอุปกรณ์ทำความสะอาดส่วนตัวของแม่บ้าน เช่นเครื่องดูดฝุ่น ทำให้แม่บ้านบางส่วนเลือกลงทุนซื้ออุปกรณ์ด้วยตัวเองเพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับเลือกจากลูกค้า วิธีนี้ทำให้มาตรฐานบริการสามารถยกระดับขึ้นได้โดยแพลตฟอร์มไม่ต้องรับภาระต้นทุนอุปกรณ์ทั้งหมด
ขณะเดียวกัน การที่ BeNeat ยังคงอยู่ระหว่างลูกค้ากับผู้ให้บริการในฐานะบุคคลที่ 3 ยังช่วยรักษามาตรฐานและความเชื่อมั่นในระบบ เพราะหากลูกค้าและแม่บ้านออกไปจ้างงานกันเอง เมื่อความสัมพันธ์ส่วนตัวเพิ่มขึ้น คุณภาพงานอาจเปลี่ยนแปลงตามความคุ้นเคยได้ การออกแบบระบบจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำให้การจองแม่บ้านสะดวกขึ้น แต่ต้องช่วยรักษาคุณภาพของบริการในระยะยาวด้วย
‘4 ต้อง’ สูตรพางานวิจัยออกจากห้องแล็บสู่ตลาด

ในมุมของหน่วยงานวิจัย ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. เสนอหลักคิด “4 ต้อง” สำหรับการพางานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริง ได้แก่ โจทย์ต้องใช่ เทคโนโลยีต้องตรง ตลาดต้องมี และระบบสนับสนุนต้องผ่าน เพราะการมีเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะสามารถสร้างธุรกิจได้
งานวิจัยที่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์จึงไม่จำเป็นต้องมุ่งไปหาผลลัพธ์สูงสุดหรือ Maximum View เสมอไป แต่ควรหาจุดที่เหมาะสม หรือ Optimum View ซึ่งสร้างสมดุลระหว่างคุณภาพ ต้นทุนการผลิต และความเป็นไปได้ในการขึ้นทะเบียนหรือขอการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพราะหากทำงานวิจัยได้ผลลัพธ์ดีมาก แต่ต้นทุนสูงเกินกว่าจะผลิตขาย หรือไม่สามารถผ่านข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องได้ ผลงานนั้นก็ยากจะเดินทางไปถึงตลาด
สวทช. จึงเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงให้ผู้ประกอบการตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน การวิเคราะห์และทดสอบ ไปจนถึงการเชื่อมผู้เชี่ยวชาญผ่านแพลตฟอร์มบริการผลิตอาหารและส่วนผสมฟังก์ชัน “FoodSERB” ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญกว่า 150 คนร่วมประสานงานและส่งต่องานระหว่างกัน เพื่อช่วยลดความล่าช้าในแต่ละขั้นตอน แนวคิดสำคัญคือไม่จำเป็นต้องรอให้เทคโนโลยีสมบูรณ์ตามลำดับขั้น TRL 1-9 เสมอไป หากเทคโนโลยีพร้อมใช้งานและตลาดพร้อม ก็ควรเร่งนำออกสู่ตลาดเพื่อให้ทันกับการแข่งขัน
Snowgirl เปลี่ยนข้าวหอมมะลิไทยสู่นวัตกรรมความงาม
แนวทางดังกล่าวเห็นผลชัดเจนจากความร่วมมือระหว่าง สวทช. กับ ดร.ธนธรรศ สนธีระ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามเนเชอรัลโปรดักซ์ จำกัด เจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง Snowgirl ซึ่งต้องการแก้โจทย์อุตสาหกรรมความงามไทยที่พึ่งพาส่วนผสมและวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ จึงเริ่มโครงการนำข้าวหอมมะลิไทยทั้งเมล็ดข้าวและต้นอ่อนมาพัฒนาด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ
การพัฒนาไม่ได้หยุดอยู่เพียงการใช้วัตถุดิบไทย แต่ยังนำจุลินทรีย์จากคลังจุลินทรีย์นับแสนสายพันธุ์ของ สวทช. มาคัดกรองอย่างเป็นระบบ จากระดับห้าหมื่นสายพันธุ์ เหลือ 30 เหลือ 8 และสุดท้ายคัดเลือกเหลือเพียงหนึ่งสายพันธุ์ ก่อนนำมาพัฒนาเป็นส่วนผสมภายใต้เครื่องหมายการค้า“Alamala” และส่วนผสมนวัตกรรม “Rice Biome” ซึ่งมีคุณสมบัติทั้งด้านการชะลอวัย ช่วยให้ผิวกระจ่างใส และช่วยป้องกันสิว เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภควัยรุ่น ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ที่นำส่วนผสมดังกล่าวไปใช้วางจำหน่ายแล้วใน Watsons และช่องทางออนไลน์
ความแตกต่างของโครงการนี้อยู่ที่การคิดถึงปลายทางเชิงพาณิชย์ตั้งแต่เริ่มต้น ดร.ธนธรรศวางเป้าหมายเรื่องมาตรฐานและการเตรียมจดแจ้ง อย. ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของงานวิจัย เพื่อให้เมื่อส่วนผสมพร้อมก็สามารถเดินหน้าขึ้นทะเบียนและผลิตจำหน่ายได้โดยไม่ต้องย้อนกลับมาแก้ไขกระบวนการใหม่ภายหลัง
บริษัทยังได้รับการสนับสนุนทุนผ่านโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย หรือ ITAP ของ สวทช. ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการวิจัย และเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีสามารถมีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นของตัวเอง ปัจจุบันมีการยื่นจดสิทธิบัตร 1 ฉบับและอนุสิทธิบัตร 1 ฉบับ ขณะที่ผลงานได้รับรางวัล 7 Innovation Awards ในส่วนของผู้ประกอบการ และรางวัลจากมูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์สำหรับทีมนักวิจัยของ สวทช.
อย่ารอให้พร้อม 100% บทเรียนพานวัตกรรมไปให้ถึงตลาด
บทเรียนจากทั้งมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และผู้ประกอบการ สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นธุรกิจไม่ได้มีสูตรเดียว BeNeat เริ่มจากปัญหาที่ผู้ก่อตั้งพบด้วยตัวเอง ก่อนใช้ระบบสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยช่วยพัฒนาแนวคิดจนกลายเป็นธุรกิจ ขณะที่ Snowgirl เริ่มจากโจทย์ที่ต้องการลดการพึ่งพาส่วนผสมจากต่างประเทศ แล้วทำงานร่วมกับนักวิจัยตั้งแต่การคัดเลือกเทคโนโลยีไปจนถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการผลิตและจำหน่ายจริง
ดร.กอบกุลสรุปบทเรียนสำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ผ่านแนวคิด “สามอย่า” คือ อย่ารอจนพร้อม 100% เพราะความเร็วในการเข้าสู่ตลาดมีผลต่อการแข่งขัน อย่ากลัวตลาด Red Ocean เพราะการมีผู้เล่นจำนวนมากอย่างน้อยสะท้อนว่าตลาดนั้นมีความต้องการอยู่จริง และอย่าเดินคนเดียว แต่ควรใช้เครือข่ายและหน่วยงานสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นอุทยานวิทยาศาสตร์ สวทช. หรือสมาคมการค้า เช่น สมาคมคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย (TCOS) เข้ามาช่วยลดภาระและความเสี่ยงในการพัฒนาธุรกิจ
ประสบการณ์บนเวที “From Ideas to Impact” จึงไม่ได้บอกเพียงว่างานวิจัยไทยสามารถสร้างธุรกิจได้ แต่ชี้ให้เห็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้เกิดขึ้นจริง งานวิจัยต้องเริ่มมองตลาดเร็วขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการต้องรู้ว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีทุกอย่างขึ้นมาใหม่ หากสามารถเชื่อมโจทย์ธุรกิจเข้ากับองค์ความรู้ นักวิจัย โครงสร้างพื้นฐาน และกลไกสนับสนุนที่มีอยู่ การเดินจากไอเดียไปสู่สินค้าหรือบริการที่สร้างรายได้ก็มีโอกาสสั้นลง และทำให้งานวิจัยไม่ได้จบลงเพียงผลงานทางวิชาการ แต่ถูกนำไปใช้สร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจได้จริง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
SME ต้องรอด 2026 เปิดทางเลือกแหล่งทุน ตั้งแต่สินเชื่อ-นวัตกรรมถึงตลาดทุน
กติกาการค้าโลกเปลี่ยน SME ไทยเร่งปรับตัว รับโอกาสตลาดใหม่



