ประเทศไทยต้องการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่เพื่อขยับไปสู่ประเทศรายได้สูง แต่นวัตกรรมที่จะสร้างการเติบโตไม่อาจเกิดขึ้นจากกิจกรรมระยะสั้นเพียงอย่างเดียว การเปิดพื้นที่ให้คนต่างสาขามาพบกัน จับคู่ธุรกิจ หรือรวมทีมผ่านกิจกรรมอย่าง Hackathon เป็นเพียงจุดเริ่มต้น หลังจากนั้นต้องมีกระบวนการบ่มเพาะและเร่งการเติบโต เพื่อพาแนวคิดไปสู่โมเดลธุรกิจและเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปขยายออกสู่ตลาดโลก
แนวคิดดังกล่าวอยู่เบื้องหลังความร่วมมือระหว่าง OpenAI และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ภายใต้ OpenAI and MHESI: Accelerating Thailand’s AI Innovators ในงาน Techsauce Global Summit 2026 พร้อมเปิดตัว OpenAI MHESI AI Accelerator 2026 โดยรุ่นแรกมีสตาร์ตอัป 10 ทีม เข้าร่วมโครงการเป็นเวลา 8 สัปดาห์ มุ่งเน้นด้านการแพทย์และสุขภาพ และการศึกษา พร้อมรับการสนับสนุนจากทีม OpenAI ทั้งด้านธุรกิจ กลยุทธ์ ผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยี ก่อนนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ กรณีการใช้งาน และแผนการเดินหน้าของแต่ละทีมมานำเสนอใน Demo Day เมื่อสิ้นสุดโครงการ
จาก Hackathon สู่การสร้างธุรกิจจริง
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม อธิบายว่า เป้าหมายของประเทศคือการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่เพื่อยกระดับไทยไปสู่ประเทศรายได้สูง โดยนวัตกรรมเป็นหนึ่งในหนทางสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่การสร้างนวัตกรรมต้องมีกิจกรรมและกลไกรองรับอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถหยุดอยู่เพียงการจัดกิจกรรมเป็นครั้งคราว
กิจกรรมอย่าง Hackathon มีบทบาทในการนำคนจากหลากหลายสาขามาพบกัน ทำความรู้จัก และเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจ ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่สามารถเปิดโจทย์ผ่าน Open Innovation เพื่อให้ทีมสตาร์ตอัปเข้ามาพัฒนาแนวทางแก้ปัญหา หากสามารถตอบโจทย์ได้ บริษัทอาจสนับสนุนเงินลงทุนหรือเงินทุนให้กับสตาร์ตอัป แต่เมื่อทีมก่อตัวขึ้นและผ่านโจทย์จากภาคธุรกิจแล้ว ขั้นตอนต่อไปต้องมี Accelerator หรือ Incubator เข้ามาช่วยพัฒนาโมเดลธุรกิจต่อไป
ศ.ดร.ยศชนันมองว่า การทำงานร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้สตาร์ตอัปไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว เพราะประเทศไทยมีประชากรราว 60 ล้านคน จึงไม่ควรคิดเพียงการสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายในประเทศ แต่ต้องมองไปยังตลาดโลก การทำงานร่วมกับบริษัทที่มีตลาดอยู่แล้วเปิดโอกาสให้ไทยนำองค์ความรู้เข้าไปต่อยอดในห่วงโซ่มูลค่า และใช้ความสำเร็จที่มีอยู่เป็นฐานในการพัฒนาแนวคิดใหม่ต่อไป
ทำไม OpenAI เลือกประเทศไทย
ในมุมของ OpenAI ประเทศไทยมีแรงส่งทั้งจากระบบนิเวศสตาร์ตอัปและการใช้งาน AI โดย Sandy Kunvatanagarn หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะประจำภูมิภาคอาเซียนของ OpenAI กล่าวว่า ข้อมูลของ OpenAI พบว่าไทยอยู่ใน 20 อันดับแรกของประเทศที่มีผู้ใช้งาน ChatGPT และ Codex รายสัปดาห์ ขณะที่การใช้งาน Codex เพิ่มขึ้น 350 เท่านับตั้งแต่ต้นปี สะท้อนการเติบโตของการใช้งาน AI ในประเทศไทย
OpenAI ยังมองว่าไทยมีองค์ประกอบหลายด้านที่เอื้อต่อการเติบโตของระบบนิเวศนวัตกรรมและสตาร์ตอัป ทั้งบุคลากรด้านเทคโนโลยี ความมุ่งมั่นของหน่วยงานภาครัฐ ระบบการชำระเงินที่มีความก้าวหน้า และนักพัฒนาที่สนใจแก้ปัญหาเฉพาะด้านพร้อมกับมองโอกาสในการขยายสู่ตลาดโลก เมื่อประกอบกับเครื่องมือ AI ที่ช่วยเพิ่มสิ่งที่ผู้ก่อตั้งหรือสตาร์ตอัปขนาดเล็กสามารถทำได้ในระยะเวลาสั้น OpenAI จึงเห็นศักยภาพของประเทศไทยและต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุน
คุณ Sandy มองว่า ผู้ประกอบการไม่ควรเริ่มต้นจากคำถามว่าเทคโนโลยีสามารถทำอะไรได้ แต่ควรเริ่มจากปัญหาที่ต้องการแก้ หรือสิ่งที่ยังไม่มีใครสร้างขึ้น แล้วจึงใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือไปสู่เป้าหมายนั้น ขณะเดียวกัน นวัตกรรมที่จะสร้างประโยชน์ให้คนไทยไม่สามารถเกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยผู้ประกอบการไทยที่เข้าใจปัญหาของสังคม เข้าใจความต้องการของผู้คน และตั้งใจสร้างสิ่งที่ผู้ใช้เห็นคุณค่า
ปิดช่องว่างจาก AI สู่การใช้งานจริง
อีกโจทย์ที่ OpenAI มองเห็นคือ เมื่อเทคโนโลยีมีความสามารถเพิ่มขึ้น กลับเกิดช่องว่างที่กว้างขึ้นระหว่างสิ่งที่เทคโนโลยีสามารถทำได้กับสิ่งที่ผู้คนนำเทคโนโลยีไปใช้จริง ความร่วมมือกับกระทรวง อว. และการจัด Accelerator จึงมุ่งช่วยลดช่องว่างดังกล่าว ด้วยการให้เครื่องมือและการสนับสนุนที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยก้าวจากการสร้างต้นแบบที่มีศักยภาพ ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ เชื่อถือได้ และสร้างขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัว
ตลอด 8 สัปดาห์ สตาร์ตอัป 10 ทีมจะได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากทีม OpenAI ทั้งด้านธุรกิจ กลยุทธ์ ผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยี รวมถึงการให้คำปรึกษาจากทีมงาน โดยเมื่อสิ้นสุดโครงการ ทั้ง 10 ทีมจะนำเสนอสิ่งที่ได้เรียนรู้จากกระบวนการพัฒนา กรณีการใช้งาน และทิศทางที่จะเดินหน้าต่อไป
สำหรับ OpenAI ความสำเร็จของ Accelerator คือการที่สตาร์ตอัปเรียนรู้ว่าจะใช้เทคโนโลยี AI ให้ดีขึ้นเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับวัตถุประสงค์ได้อย่างไร รวมถึงสามารถปรับกลยุทธ์ธุรกิจเพื่อขยายไปสู่ตลาดโลก กระบวนการดังกล่าวอาจทำให้ผู้ประกอบการต้องวางแนวคิดบางอย่างลงและเลือกแนวคิดใหม่ แต่ OpenAI มองว่าการทดลองและปรับปรุงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาที่จำเป็น หากต้องการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มีตลาดเฉพาะประเทศไทย แต่สามารถออกไปสู่ตลาดโลกได้
สุขภาพ–การศึกษาจุดแข็งที่ไทยต่อยอดได้
Accelerator รุ่นแรกเริ่มต้นจาก 2 สาขา คือการแพทย์และสุขภาพ และการศึกษา โดยแบ่งสตาร์ตอัปออกเป็นด้านละ 5 ทีม ศ.ดร.ยศชนันอธิบายว่า ด้านสุขภาพและการแพทย์เป็นพื้นที่ที่ประเทศไทยมีฐานอยู่แล้ว ทั้งความหลากหลายทางชีวภาพและการเป็นจุดหมายปลายทางด้านบริการทางการแพทย์ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดกับอุปกรณ์การแพทย์ ข้อมูลด้านจีโนมิกส์ และการประยุกต์ใช้ AI ในด้านดังกล่าวได้
การพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพยังต้องดำเนินไปพร้อมกับองค์ประกอบอื่น ตั้งแต่การทดลองทางคลินิก กฎระเบียบ organoid การทดลองในสัตว์ organ-on-chip ไปจนถึงการสร้างข้อมูลใหม่จากเซ็นเซอร์ ไบโอเซ็นเซอร์ เซ็นเซอร์ด้านสิ่งแวดล้อม และเซ็นเซอร์ภายในร่างกาย ศ.ดร.ยศชนันมองว่าข้อมูลใหม่เหล่านี้สามารถนำไปสู่การเกิดอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศ และการทำงานร่วมกับ OpenAI อาจเปิดโอกาสให้เกิดแนวทางการใช้ข้อมูลรูปแบบใหม่ได้
ส่วนด้านการศึกษา ศ.ดร.ยศชนันมองว่า AI จะเข้ามาเร่งการเรียนรู้ และกล่าวถึงความเป็นไปได้ของ Personalized Education โดยมองว่าประเทศไทยสามารถเป็นพื้นที่สำหรับทดลองว่าจะนำแนวทางดังกล่าวมาใช้กับผู้เรียนได้อย่างไร ก่อนนำสิ่งที่เกิดขึ้นไปสร้างประโยชน์ในวงกว้างขึ้น
ในมุมของ OpenAI โอกาสของ AI ในสองสาขานี้มีตั้งแต่การเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพและโอกาสทางการศึกษา ไปจนถึงการสร้างเครื่องมือที่ช่วยให้การเรียนรู้สนุกและน่าสนใจขึ้น สนับสนุนให้เด็กทดลองสมมติฐาน และใช้ AI ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ กิจกรรม และการค้นพบทั้งด้าน STEM และศิลปะ ขณะที่ด้านสุขภาพสามารถใช้ AI ลดความยุ่งยากในกระบวนการบริการ เพื่อช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ทางคลินิก
3 แนวทางต่อยอด AI จากจุดแข็งของไทย
นอกเหนือจาก Accelerator รุ่นแรก ศ.ดร.ยศชนันยังเสนอ 3 แนวทางที่ไทยสามารถทำงานร่วมกับ OpenAI ต่อไป โดยแนวทางแรกคือ Thai World Models on Physical AI ซึ่งเชื่อมกับฐานการผลิตของประเทศไทยและข้อมูลจากภาคการผลิต เพื่อนำไปต่อยอดด้าน Physical AI และ Foundation Model
แนวทางที่ 2 คือ Thai Multimodal Foundation ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะข้อมูลภาษา แต่ครอบคลุมข้อมูลหลายรูปแบบ ตั้งแต่ภาพ ข้อมูลจีโนมิกส์ genotype, phenotype ไปจนถึงข้อมูลสิ่งแวดล้อม เพื่อนำมาใช้กับสุขภาพและความเป็นอยู่ รวมถึงต่อยอดจากจุดแข็งของไทยด้านการแพทย์ อาหาร และการเรียนรู้
ส่วนแนวทางที่ 3 คือ Thai LLM ซึ่งมุ่งรวบรวมและเสริมองค์ความรู้ภาษาไทย ก่อนนำความสำเร็จจากประเทศไทยไปต่อยอดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทดสอบร่วมกับ OpenAI เพื่อหาโอกาสใหม่ต่อไป
ศ.ดร.ยศชนันมองตลาดในระดับภูมิภาคด้วย โดยประเทศไทยมีประชากรราว 60 ล้านคน ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีประชากรราว 600 ล้านคน ไทยจึงสามารถใช้โอกาสจาก AI และจุดแข็งที่มีอยู่เป็นฐานในการพัฒนาและทดลอง ก่อนขยายไปสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้น
สร้างระบบนิเวศพาสตาร์ตอัปไทยสู่ Scale-up

การผลักดันสตาร์ตอัปให้เติบโตไม่ได้ขึ้นอยู่กับ Accelerator เพียงส่วนเดียว ศ.ดร.ยศชนันวางบทบาทของกระทรวง อว. ไว้ที่การสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัย บริษัทขนาดใหญ่ และภาครัฐเข้าด้วยกัน ขณะที่ภาครัฐต้องปรับกฎระเบียบและนโยบายให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นสำหรับผู้ประกอบการ พร้อมดึง VC นักลงทุนหลัก และธนาคารเข้ามาร่วมสนับสนุนตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การเริ่มต้นของสตาร์ตอัป การเติบโตเป็น Scale-up ไปจนถึงโอกาสในการเข้าตลาดหลักทรัพย์
อีกด้านหนึ่งคือการเตรียมพร้อมรับเทคโนโลยีใหม่ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทุนมนุษย์ โครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย และ Science Park ในภูมิภาคต่าง ๆ เพราะหากประเทศไม่มีโครงสร้างพื้นฐานและความสามารถของบุคลากรรองรับ ก็อาจพลาดโอกาสจากเทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้น ศ.ดร.ยศชนันไม่ได้มองว่าไทยต้องเป็นศูนย์กลางเพียงลำพัง แต่สามารถเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่พร้อมเชื่อมต่อกับสิงคโปร์ ไต้หวัน จีน สหรัฐอเมริกา และยุโรป รวมถึงใช้ตำแหน่งที่ตั้งของไทยเชื่อมต่อไปยังตลาดอินเดีย จีนตอนใต้ อินโดนีเซีย และเวียดนาม
ขณะเดียวกัน หนึ่งในภารกิจที่ ศ.ดร.ยศชนันให้ความสำคัญตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งคือการเชื่อมโยงบุคลากรไทยที่ทำงานอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก และสร้างโอกาสให้คนเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกับบริษัทระดับโลก พร้อมนำทรัพยากรและความสามารถของคนไทยมาเชื่อมโยงกัน
ในระยะต่อไป ศ.ดร.ยศชนันต้องการเห็น Accelerator รุ่นใหม่ที่ขยายออกไปนอกเหนือจากสุขภาพและการศึกษา พร้อมใช้โครงการเป็นช่องทางเรียนรู้ว่าบุคลากรด้านเทคโนโลยีต้องการให้ภาครัฐลงทุนในเรื่องใดเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานการวิจัย เครื่องมือและอุปกรณ์ใหม่ สิ่งอำนวยความสะดวก สำนักงาน หรือกลไกอื่นที่จะช่วยสนับสนุนการทำงาน คนไทยที่มีความสามารถไม่จำเป็นต้องกลับมาอยู่ในประเทศไทยตลอดเวลา แต่สามารถทำงานอยู่ทั่วโลกและกลับมาเชื่อมโยงหรือสร้างบริษัทในไทยได้ ขณะที่โครงการรุ่นต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องจำกัดเฉพาะบริษัทไทย แต่อาจมีบริษัทจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชีย ยุโรป สหรัฐอเมริกา และจีน เข้ามาทำงานร่วมกัน
สำหรับ OpenAI โครงการนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น โดยต้องการทำงานร่วมกับกระทรวง อว. NIA, Techsauce และผู้ประกอบการไทยต่อไป เพื่อค้นหาแนวทางสนับสนุนให้ผู้ก่อตั้งธุรกิจไทยไม่ได้สร้างผลิตภัณฑ์สำหรับประเทศไทยเพียงตลาดเดียว แต่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดโลกได้
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ศิริราชดันสุขภาพ เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ปูทางไทยสู่ Global Medical Hub
ซินเน็ค จับมือ AWS เปิด ‘AI Hub’ ดันธุรกิจไทยเปลี่ยน AI เป็นผลลัพธ์จริง



