ภัยจากน้ำสร้างความเสียหายได้ตั้งแต่ชีวิต บ้านเรือน อาชีพ ไปจนถึงเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่ความเสี่ยงในอนาคตมีแนวโน้มเกิดซ้ำและรุนแรงขึ้น โจทย์ของการบริหารจัดการน้ำจึงไม่ควรเริ่มต้นเมื่อน้ำท่วมแล้ว แต่ต้องขยับไปสู่การเตรียมพร้อมก่อนเกิดภัย ทำให้คนในพื้นที่เข้าถึงข้อมูล รู้ว่าความเสี่ยงกำลังมาจากไหน และตัดสินใจได้ทันเวลา
แนวคิดนี้เป็นแกนสำคัญของงาน Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “Water Smart Community คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต” ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งนำประสบการณ์จากการรับมือภัยพิบัติ การทำงานของชุมชน และบทบาทของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาวางเป็นโจทย์ร่วมกันว่า ประเทศไทยจะลดความสูญเสียจากน้ำและทำให้ชุมชนสามารถจัดการน้ำด้วยตัวเองได้มากขึ้นอย่างไร
ป้องกันก่อนเกิดภัยลดความสูญเสียจากน้ำ
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงประสบการณ์จากการติดตามสถานการณ์น้ำและช่วยเหลือประชาชนในหลายพื้นที่ ตั้งแต่สกลนคร เชียงราย อุบลราชธานี สุโขทัย หาดใหญ่ จนถึงน่าน ซึ่งทำให้เห็นความเสียหายที่ไม่ได้จบอยู่ที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่หมายถึงบ้านเรือน ไร่นา ทรัพย์สิน อาชีพ รายได้ และชีวิตของผู้คน บางครอบครัวสูญเสียสิ่งที่สะสมมาทั้งชีวิตภายในเวลาไม่ถึงข้ามคืน
ตัวเลขความเสียหายยิ่งตอกย้ำขนาดของปัญหา โดยอุทกภัยครั้งใหญ่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท ขณะที่อุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่และหลายจังหวัดภาคใต้เมื่อปี 2568 ถูกประเมินว่ากระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 25,000 ล้านบาท และธนาคารโลกประเมินว่า หากประเทศไทยเกิดน้ำท่วมขนาดใกล้เคียงกับมหาอุทกภัยปี 2554 อีกครั้งในปี 2030 ประเทศอาจสูญเสียผลผลิตเกือบ 10% ของ GDP
“ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกเราว่า เราไม่ควรรอให้เกิดภัยแล้วจึงเข้าไปช่วยเหลือ แต่ต้องเตรียมพร้อมและต้องป้องกันก่อนเกิดภัย”
การป้องกันจึงต้องลงไปถึงระดับชุมชน เพราะคนในพื้นที่รู้ดีที่สุดว่าน้ำมาจากไหน ไหลไปทางใด จุดไหนมีความเสี่ยง และเมื่อเกิดเหตุแล้วต้องช่วยเหลือกันอย่างไร ความรู้จากพื้นที่ต้องทำงานร่วมกับข้อมูล วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มความสามารถในการรู้ล่วงหน้าและตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น
Water Smart Community เริ่มที่คนและข้อมูล
ตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีมาช่วยชุมชน คือการติดตั้งสถานีวัดปริมาณน้ำฝนบนพื้นที่สูง จากเป้าหมาย 510 แห่งทั่วประเทศ ปัจจุบันติดตั้งแล้วกว่า 300 แห่ง โดยใช้เทคโนโลยีของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายชุมชนเตือนภัยและการฝึกอบรม เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถใช้ข้อมูลในการเฝ้าระวัง เตรียมย้ายทรัพย์สิน อพยพ และช่วยเหลือกันเมื่อเกิดเหตุ
เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากข้อมูลไปไม่ถึงคนหรือสื่อสารจนคนในพื้นที่ไม่เข้าใจ ศ.ดร.สุรเกียรติ์ ยกประสบการณ์จากการพูดคุยกับประชาชนในหาดใหญ่ ซึ่งบางคนบอกว่าฟังข้อมูลเตือนภัยของรัฐแล้วไม่เข้าใจว่า น้ำจะมาทางไหน พื้นที่ใดจะท่วม และควรหนีไปที่ใด จึงเลือกเชื่อข้อมูลจากท้องถิ่นและเทศบาลมากกว่า ปัญหาจึงอยู่ที่การทำให้ชุมชน ท้องถิ่น หน่วยงานรัฐ และเทคโนโลยีสามารถเชื่อมต่อและใช้ข้อมูลร่วมกันได้จริง
“Water Smart Community ไม่ใช่ชุมชนที่มีเทคโนโลยีมากที่สุด แต่คือชุมชนที่มีคนที่มีความรู้ มีข้อมูล มีความร่วมมือ และสามารถนำภูมิปัญญาของชุมชนและการมีส่วนร่วมของชุมชนมาผสานกับวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เพื่อบริหารจัดการน้ำได้ด้วยตัวเองให้มากที่สุด”
แนวทางนี้อยู่ภายใต้หลัก Community Based Disaster Risk Management หรือ CBDRM ซึ่งให้ชุมชนเป็นฐานของการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงสร้างชุมชนต้นแบบ แต่ต้องหาวิธีถ่ายทอดสิ่งที่ชุมชนหนึ่งทำสำเร็จไปสู่ชุมชนอื่น และขยายต่อไปในระดับจังหวัดและทั่วประเทศ
จัดการน้ำตามทางน้ำไม่ใช่เขตปกครอง

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม กล่าวถึงบทเรียนจากการลงพื้นที่รับมือสถานการณ์น้ำท่วมภาคเหนือ ซึ่งใช้รูปแบบ Single Command เชื่อมการทำงานระหว่างจังหวัด หน่วยงานด้านน้ำ ทหาร กระทรวงต่าง ๆ เครื่องจักร และทรัพยากรที่กระจายอยู่ในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้สามารถนำความช่วยเหลือไปยังจุดที่ต้องการได้เร็วขึ้น
ประสบการณ์ดังกล่าวนำไปสู่หลักพื้นฐานในการบริหารจัดการน้ำว่า น้ำไม่ได้ไหลตามเส้นแบ่งจังหวัดหรือเขตการปกครอง แต่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ การวางแผนจึงต้องมองตามเส้นทางน้ำและสภาพภูมิศาสตร์ของพื้นที่
“First Principle ของน้ำคือน้ำไม่รู้จักว่าที่ไหนเป็นที่สำคัญและไม่สำคัญ สิ่งที่เขารู้คือว่าเขาไหลจากบนลงล่างแค่นั้น”
แผนที่น้ำและ Overlay Map จึงมีบทบาทในการทำให้คนรู้ว่าพื้นที่ของตัวเองอยู่บนเส้นทางน้ำหรือไม่ ขณะที่การแบ่งความรับผิดชอบของหน่วยงานจำเป็นต้องคำนึงถึงพื้นที่และเส้นทางน้ำ ไม่ใช่ยึดเฉพาะเขตการปกครอง เพราะเมื่อเกิดน้ำท่วม ปัญหาในพื้นที่หนึ่งสามารถส่งต่อไปยังอีกพื้นที่ได้ทันที
ใช้เทคโนโลยีเสริมความรู้ของชุมชน
ศ.ดร.ยศชนัน เสนอให้เริ่มต้นจากความรู้ที่มีอยู่ในพื้นที่ แล้วใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไปเสริม โดยเทคโนโลยีต้องปรับให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่นำเครื่องมือแบบเดียวไปใช้กับทุกชุมชน
ช่วงเวลาของการเตือนภัยก็ต้องใช้ข้อมูลต่างกัน การเตือนล่วงหน้าประมาณ 24 ชั่วโมงสามารถใช้ข้อมูลจากดาวเทียมเพื่อมองแนวโน้ม แต่เมื่อเข้าสู่ช่วง 12 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง หรือระยะใกล้ก่อนเกิดเหตุ ต้องพึ่งข้อมูลน้ำและการตรวจวัดในพื้นที่มากขึ้น การจัดการน้ำจึงต้องอาศัยองค์ความรู้หลายด้าน ตั้งแต่วิศวกรรมศาสตร์ การจำลองสถานการณ์และ Data Science ระบบเซนเซอร์ GIS ไปจนถึงศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับชุมชน เพราะเป้าหมายสุดท้ายคือทำให้พื้นที่สามารถบริหารจัดการตัวเองได้
บทเรียนจากการรับมือภัยพิบัติยังทำให้เห็นข้อจำกัดของระบบช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ ทั้งการระดมอาหาร การเข้าถึงพื้นที่ที่สะพานขาด การซ่อมแซมบ้านเรือน และกระบวนการจ่ายเงินช่วยเหลือ ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงแนวคิดการทำประกันภัยพิบัติทั่วประเทศ เพื่อให้เมื่อเกิดเหตุสามารถประเมินความเสียหายและดำเนินการช่วยเหลือได้เร็วขึ้น โดยมองว่าถึงระบบปัจจุบันจะทำได้เร็วขึ้นแล้ว แต่ความเดือดร้อนของประชาชนยังรอไม่ได้
ออกแบบเมืองแบบ Dual Use รับมือภัยพิบัติ
อีกแนวทางหนึ่งคือการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานให้ใช้งานได้มากกว่าหนึ่งวัตถุประสงค์ โดยศ.ดร.ยศชนัน ยกตัวอย่างจากญี่ปุ่น ซึ่งนำแนวคิด Dual Use มาใช้ในการออกแบบเมือง สวนสาธารณะในเวลาปกติเป็นพื้นที่พักผ่อนและท่องเที่ยว แต่สามารถทำหน้าที่รองรับน้ำเมื่อเกิดภัย เตาบาร์บีคิวในสวนเปลี่ยนเป็นครัวสำหรับช่วงอพยพ สระน้ำบนอาคารเป็นแหล่งน้ำสำรองเมื่อระบบประปาใช้การไม่ได้ และบันไดภายนอกอาคารช่วยให้ประชาชนอพยพขึ้นสู่พื้นที่ปลอดภัยได้
แนวคิดดังกล่าวทำให้การเตรียมรับมือภัยพิบัติไม่ใช่ระบบที่ถูกสร้างขึ้นแล้วรอใช้เฉพาะวันที่เกิดเหตุ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเมืองและชีวิตประจำวัน โครงสร้างพื้นฐานที่ต้องลงทุนอยู่แล้วจึงสามารถออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งการใช้ชีวิต เศรษฐกิจ และการรับมือภัยในเวลาเดียวกัน
จัดการน้ำถึงต้นทางรับมือ Climate Change
การจัดการปลายทางเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากป่าต้นน้ำและปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังไม่ได้รับการแก้ไข ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ การทำ Circular Economy และการแก้ปัญหา Climate Change ว่าเป็นส่วนของการสร้างความยั่งยืนที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน พร้อมเสนอให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติที่ใช้ทรัพยากรร่วมกันจากหลายกระทรวง
“นี่คือเรื่องเกี่ยวกับคำว่าวาระแห่งชาติ ไม่ใช่วาระแห่งกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง”
โจทย์ของ Water Smart Community จึงไม่ได้อยู่ที่การนำเทคโนโลยีเข้าไปติดตั้งในชุมชนให้มากที่สุด แต่อยู่ที่การทำให้คนรู้จักพื้นที่ของตัวเอง เข้าถึงข้อมูลที่เข้าใจและนำไปใช้ได้ เชื่อมความรู้ของชุมชนกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมกับทำให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถแบ่งปันข้อมูลและทรัพยากรร่วมกัน
เมื่อระบบเหล่านี้เชื่อมถึงกัน การจัดการน้ำจะไม่ต้องเริ่มต้นในวันที่ภัยมาถึง แต่เริ่มได้ตั้งแต่วันที่ชุมชนรู้ว่าน้ำอยู่ตรงไหน จะมาเมื่อไร และต้องเตรียมตัวอย่างไร นั่นคือจุดที่การเปลี่ยนจาก “รอรับมือ” ไปสู่ “เตรียมพร้อม” เกิดขึ้นได้จริง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ไทยทิ้งอาหาร 12,000 ล้านกิโลกรัม เปลี่ยน ‘ขยะ’ เป็น ‘อาหารส่วนเกิน’
Net Zero จากเป้าหมายปี 2593 สู่สิ่งที่ธุรกิจต้องเริ่มทำวันนี้



