เมื่อเกิดภัยพิบัติ คนในชุมชนคือกลุ่มแรกที่เผชิญเหตุและลุกขึ้นมาช่วยเหลือกัน คนในพื้นที่รู้ว่าใครอยู่ตรงไหน มีทรัพยากรอะไร จุดอพยพอยู่ที่ใด หรือเส้นทางใดปลอดภัย แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือความรู้และข้อมูลเหล่านี้กระจัดกระจาย ไม่ได้ถูกจัดเก็บและนำมาใช้วางแผนอย่างเป็นระบบ
โจทย์ของการสร้าง Water Smart Community จึงไม่ได้อยู่ที่การนำเทคโนโลยีเข้าไปติดตั้งในทุกจังหวัดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้คนในพื้นที่รู้จักปัญหาของตัวเอง มีข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจได้ และเชื่อมการทำงานของชุมชนเข้ากับภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่มีข้อมูลและองค์ความรู้
ประเด็นนี้ถูกนำมาหารือในช่วง Leadership Dialogue หัวข้อ “How Can Every Province Become a Water Smart Community? ประเทศไทยจะมี Water Smart Community ทุกจังหวัดได้อย่างไร” ภายในงาน Water Resilient Forum ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือสสน. และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำคณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตั้งแต่การจัดการน้ำในกรุงเทพฯ การใช้ข้อมูลระดับประเทศ ไปจนถึงการสร้างชุมชนที่สามารถจัดการน้ำด้วยตัวเอง
กรุงเทพฯเปลี่ยนการแก้น้ำท่วมจากประสบการณ์สู่ข้อมูล
กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ระดับพื้นที่อยู่ที่ประมาณ 0-2 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และบางจุดต่ำถึงติดลบ 0.3 เมตร การจัดการน้ำจึงต้องอาศัยระบบปิดล้อมเพื่อป้องกันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมสูบน้ำออกจากพื้นที่ผ่านโครงข่ายคลอง ท่อระบายน้ำ และอุโมงค์ระบายน้ำ
รองศาสตราจารย์ ดร.วิศณุ อธิบายว่า อุโมงค์ระบายน้ำเปรียบเสมือน “ทางด่วนน้ำ” ที่ดึงน้ำจากคลองสายหลักออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาโดยตรง แต่ทางด่วนจะทำงานได้ดีเพียงใดขึ้นอยู่กับการนำน้ำจากถนน ผ่านท่อและคลองย่อยเข้าสู่คลองสายหลักให้เร็วที่สุด การปรับปรุง “เส้นเลือดฝอย” ของระบบระบายน้ำจึงมีความสำคัญไม่แพ้โครงสร้างขนาดใหญ่
น้ำท่วมปี 2565 กลายเป็นฐานข้อมูลสำคัญของกรุงเทพฯ เมื่อ กทม. เก็บข้อมูลจุดน้ำท่วม 737 จุด แยกเป็นปัญหาจากน้ำฝน 617 จุด และน้ำเหนือกับน้ำหนุน 120 จุด ก่อนนำพิกัดมาวางบนแผนที่เพื่อหาสาเหตุและกำหนดวิธีแก้เป็นรายพื้นที่ แทนการใช้วิธีเดียวกับทุกจุด
แยกหน้าศาลอาญาบนถนนรัชดาภิเษกเป็นหนึ่งในตัวอย่าง พื้นที่ดังกล่าวเคยมีปัญหาน้ำท่วมซ้ำ กทม. จึงดำเนินโครงการแก้ไขในจุดเดียวถึง 8 โครงการ ตั้งแต่เชื่อมท่อระบายน้ำข้ามฝั่งไปจนถึงปรับเส้นทางนำน้ำเข้าสู่ระบบระบายหลัก
วิธีทำงานของ กทม. ยังขยับจากการพึ่งประสบการณ์ไปสู่การตัดสินใจด้วยข้อมูลมากขึ้น มีการพยากรณ์ฝนล่วงหน้า 3 ชั่วโมงเพื่อเตรียมเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง ติดตั้งเซนเซอร์วัดระดับน้ำในคลองเพื่อใช้บริหารน้ำผ่านศูนย์สั่งการ และเปิดให้ประชาชนช่วยแจ้งจุดน้ำท่วมพร้อมส่งภาพจากพื้นที่จริง ข้อมูลจากประชาชนจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดการน้ำของเมือง
จากข้อมูลระดับประเทศสู่การตัดสินใจของชุมชน
การสร้าง Water Smart Community ในระดับประเทศมีโจทย์ต่างจากกรุงเทพฯ เพราะแต่ละพื้นที่เผชิญปัญหาน้ำไม่เหมือนกัน ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ อธิบายว่า ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศทำให้โอกาสเกิดน้ำท่วมเพิ่มขึ้น ขณะที่ช่วงแล้งก็ยาวนานขึ้น ทุกพื้นที่จึงต้องปรับตัว
สสน. รวบรวมข้อมูลจาก 56 หน่วยงาน ภายใต้ 13 กระทรวงและ 1 องค์กรอิสระ พร้อมพัฒนาแบบจำลองตั้งแต่ชั้นบรรยากาศถึงทะเลรวม 12 แบบจำลอง ก่อนนำข้อมูลไปให้ประชาชนเข้าถึงผ่านแอปพลิเคชัน ThaiWater ซึ่งสามารถชี้เป้าความเสี่ยงล่วงหน้าในระดับตำบล
แต่การมีข้อมูลไม่ได้หมายความว่าชุมชนจะจัดการน้ำได้ทันที งานอีกด้านของ สสน. จึงเป็นการนำข้อมูลไปเชื่อมกับความรู้ของคนในพื้นที่ ให้ชุมชนวิเคราะห์ต้นตอของปัญหา วางกติกาการจัดการ และลงมือแก้ด้วยตัวเอง ปัจจุบันมีเครือข่ายจัดการน้ำมากกว่า 1,800 หมู่บ้านทั่วประเทศ และเกือบ 400 หมู่บ้านที่มีความพร้อมด้านเครือข่ายเตือนภัย
กรณีเทศบาลเมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช แสดงให้เห็นการจัดการที่เชื่อมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การแก้ปัญหาไม่ได้เริ่มจากพื้นที่เทศบาลเพียงจุดเดียว แต่ย้อนกลับไปหาต้นทางของน้ำและทำงานร่วมกับชุมชน โดยเยาวชนในพื้นที่เข้ามามีบทบาทตั้งแต่การทำฝายต้นน้ำ การฟื้นระบบประปา ไปจนถึงการพัฒนาพื้นที่ให้สร้างรายได้ ก่อนเชื่อมเข้าสู่ระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยระหว่างต้นน้ำ กลางน้ำ และเทศบาลเมือง เมื่อทุกฝ่ายมีข้อมูลและเตรียมพื้นที่ร่วมกัน น้ำหลากสามารถผ่านพื้นที่เทศบาลได้ภายในประมาณ 6 ชั่วโมง
อีกตัวอย่างอยู่ที่คลองขวน อำเภอป่าพยอม จังหวัดพัทลุง เมื่อเยาวชนประมาณ 30 คนเข้ามาร่วมวิเคราะห์และแก้ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นมายาวนานกว่า 30 ปี ก่อนขยายการทำงานเชื่อมโยงไปถึง 13 ตำบล ปัจจุบันมีชุมชน 32 แห่งทั่วประเทศที่พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการจัดการน้ำ และผลจากการจัดการน้ำของชุมชนเหล่านี้ช่วยลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐในการชดเชยความเสียหายได้กว่า 8,000 ล้านบาท
จัดการน้ำต้องมองทั้งลุ่มน้ำ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ มองปัญหาน้ำผ่านสามเรื่องหลัก คือ น้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเสีย ซึ่งมักเชื่อมโยงกัน พื้นที่เดียวอาจเผชิญน้ำท่วมในฤดูฝน ก่อนเข้าสู่ภาวะแห้งแล้งและปัญหาคุณภาพน้ำในช่วงถัดมา การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถแยกเป็นส่วน ๆ หรือให้แต่ละหน่วยงานทำงานแบบไซโลได้
กรุงเทพฯ เป็นตัวอย่างชัดเจน เพราะต่อให้ระบบระบายน้ำภายในเมืองมีประสิทธิภาพเพียงใด ก็ยังต้องรับน้ำจากพื้นที่ตอนบนและเผชิญระดับน้ำทะเลที่มีผลต่อการระบายน้ำออกสู่ทะเล การบริหารจัดการจึงต้องมองทั้งลุ่มน้ำ และแต่ละพื้นที่ต้องใช้วิธีที่เหมาะกับสภาพปัญหาของตัวเอง
ความเสี่ยงจากฝนที่ตกหนักในระยะเวลาสั้นยิ่งทำให้การพึ่งโครงสร้างทางวิศวกรรมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ ยกตัวอย่างฝนที่นครศรีธรรมราชซึ่งตกในวันเดียวประมาณ 2 ฟุตว่า ปริมาณฝนระดับนี้สามารถทำให้เกิดน้ำท่วมได้ไม่ว่าจะตกในพื้นที่ใด
การรับมือจึงต้องเพิ่มมาตรการที่ไม่ใช่โครงสร้าง ตั้งแต่การพัฒนาแบบจำลอง การตรวจวัด การพยากรณ์ ไปจนถึงการส่งข้อมูลให้ประชาชนเร็วที่สุด โดยเฉพาะพื้นที่ลาดชันซึ่งเสี่ยงต่อน้ำป่าและโคลนที่เคลื่อนตัวรวดเร็ว การเตือนภัยต้องไม่จบเพียงการบอกว่า “มีความเสี่ยง” แต่ต้องสื่อสารให้คนในพื้นที่รู้ว่าต้องทำอะไร ไปที่ไหน และต้องดำเนินการภายในเวลาใด
Water Smart Community ต้องสร้างคนไม่ใช่ Copy-Paste
คำถามสำคัญคือ หากมีชุมชนต้นแบบที่จัดการน้ำสำเร็จแล้ว จะนำโมเดลเหล่านี้ไปขยายทั่วประเทศอย่างไร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ ชี้ว่า วิธีที่ใช้ได้ผลในพื้นที่หนึ่งไม่สามารถ “Copy-Paste” ไปอีกพื้นที่ได้ เพราะปัญหา ภูมิประเทศ และบริบทของแต่ละชุมชนแตกต่างกัน สิ่งที่ขยายผลได้จึงไม่ใช่แบบก่อสร้างหรือโครงการสำเร็จรูป แต่คือกระบวนการสร้างคนและทำให้ชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของ
ต่อให้มีโครงการจากส่วนกลางหรือหน่วยงานภายนอกเข้าไปสนับสนุนมากเพียงใด หากคนในพื้นที่ไม่สามารถดำเนินงานต่อได้หลังโครงการจบ ความเปลี่ยนแปลงก็ไม่ยั่งยืน บางพื้นที่อาจกลายเป็น “คนช้ำ” จากการมีโครงการเข้าไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สุดท้ายไม่เหลือระบบที่ชุมชนดูแลต่อได้เอง
การขยาย Water Smart Community จึงต้องอาศัยทั้งภาครัฐที่ถือข้อมูลและโครงสร้างระดับประเทศ ภาคเอกชนที่สามารถเข้ามาช่วยเติมข้อจำกัดบางด้านของภาครัฐ ท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และประชาชนในพื้นที่ โดยมีคนในชุมชนเป็นผู้ลงมือทำและตัดสินใจจากข้อมูลของตัวเอง
AI และคนรุ่นใหม่เติมพลังจัดการน้ำ
บทบาทของเยาวชนกลายเป็นอีกประเด็นสำคัญของเวที เพราะคนรุ่นใหม่เติบโตมากับข้อมูล เทคโนโลยี และ AI ซึ่งสามารถนำมาใช้กับการจัดการน้ำได้โดยตรง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ มองว่า AI มีโอกาสเข้ามาช่วยแก้ข้อจำกัดของแบบจำลองที่ต้องเลือกระหว่างความละเอียดกับความรวดเร็ว คนรุ่นใหม่สามารถนำข้อมูลเปิดที่มีอยู่ไปใช้พัฒนาและฝึกโมเดล AI ขณะเดียวกันยังเข้าใจช่องทางการสื่อสารของคนรุ่นเดียวกันมากกว่าคนรุ่นก่อน ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในสถานการณ์ที่การเตือนภัยต้องส่งถึงประชาชนให้เร็วและชัดเจน
แต่ต่อให้มี AI หรือแบบจำลองที่แม่นยำเพียงใด ปลายทางยังอยู่ที่ “Local Action” หรือการลงมือทำในพื้นที่ ชุมชนต้องรู้ว่าเมื่อได้รับข้อมูลแล้วจะตอบสนองอย่างไร และคนในพื้นที่ต้องมีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบระบบไปจนถึงการปฏิบัติจริง
ดร.รอยบุญ ย้ำถึงบทบาทของเยาวชนผ่านเครือข่ายที่ทำงานเรื่องน้ำต่อเนื่องมานานกว่าสิบปี พร้อมการพัฒนาหลักสูตร Non-Degree เพื่อให้คนในพื้นที่เรียนรู้การใช้ข้อมูล วิเคราะห์พื้นที่ และนำความรู้ไปสู่การลงมือทำ โดยมีแนวทางเชื่อมการทำงานกับภาคเอกชนซึ่งมีฐานอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ
ส่วนรองศาสตราจารย์ ดร.วิศณุ ชี้ให้เห็นบทบาทที่ประชาชนทุกคนสามารถเริ่มได้ทันทีผ่านการเป็น Active Citizen เพียงช่วยแจ้งข้อมูลจากพื้นที่จริง เช่น ถ่ายภาพและส่งข้อมูลจุดน้ำท่วม ข้อมูลเล็ก ๆ จากประชาชนเมื่อถูกรวบรวมอย่างเป็นระบบสามารถนำไปวิเคราะห์และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาได้
การทำให้ทุกจังหวัดเป็น Water Smart Community จึงไม่ได้หมายถึงทุกจังหวัดต้องมีระบบเหมือนกรุงเทพฯ หรือเดินตามชุมชนต้นแบบแห่งใดแห่งหนึ่ง แต่ต้องเริ่มจากการเข้าใจพื้นที่ของตัวเอง มีข้อมูลที่ใช้ได้จริง เชื่อมข้อมูลระดับประเทศเข้ากับความรู้ของชุมชน สร้างคนที่สามารถวิเคราะห์และลงมือแก้ปัญหา พร้อมวางระบบให้ภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา เยาวชน และประชาชนทำงานร่วมกัน
เทคโนโลยีช่วยให้มองเห็นปัญหาเร็วขึ้น ข้อมูลช่วยให้ตัดสินใจแม่นขึ้น แต่สิ่งที่จะทำให้ Water Smart Community เกิดขึ้นและอยู่ต่อได้หลังโครงการสิ้นสุด คือคนในพื้นที่ที่รู้ว่าปัญหาของตัวเองคืออะไร รู้ว่าจะใช้ข้อมูลอย่างไร และสามารถลงมือจัดการน้ำของชุมชนด้วยตัวเอง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Water Smart Community เปลี่ยนจากรับมือน้ำท่วม สู่ป้องกันก่อนเกิดภัย
ผศ.ดร.ธรณ์ เตือนโลกทะลุ 1.5 องศา ถึงเวลารับมือวิกฤติที่เลี่ยงไม่ได้



