AI กำลังทำให้สิ่งที่เคยยาก ใช้เวลานาน หรือต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง กลายเป็นสิ่งที่ทำได้เร็วและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ตั้งแต่การสร้างสไลด์และเนื้อหา ไปจนถึงการวิเคราะห์โปรตีน รหัส DNA หรือข้อมูลเพื่อพยากรณ์อากาศ แต่ยิ่ง AI ขยายขอบเขตความสามารถออกไปมากเท่าไร คำถามสำคัญสำหรับคนทำงานกลับไม่ใช่ว่า AI จะทำอะไรแทนมนุษย์ได้อีก หากอยู่ที่มนุษย์จะใช้ความสามารถของ AI เพื่อขยายศักยภาพของตัวเองอย่างไร
สรุจ ทิพเสนา Country Manager, Google Cloud Thailand มองว่า AI ไม่ควรถูกจำกัดความเป็นเพียงเครื่องมือช่วยทำงาน เพราะหากมองเช่นนั้น การใช้งานก็จะหยุดอยู่กับการทำสิ่งเดิมให้เร็วขึ้น เขาชวนให้มอง AI ในฐานะการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ ซึ่งเปิดโอกาสให้มนุษย์ทำสิ่งที่ไม่เคยทำได้มาก่อน และเมื่อ AI กลายเป็น “ตัวคูณ” ความสามารถ สิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องพัฒนาให้แข็งแรงขึ้นจึงเป็นความสามารถของตัวเอง
“AI คือตัวคูณ มันคือ Accelerator สิ่งที่ AI มันช่วยทำ คือมันช่วยให้เราทำเรื่องที่เราเก่งอยู่แล้ว เก่งได้เร็วขึ้น เก่งได้มากขึ้น ถ้าเรายังไม่เก่งเรื่องไหน เราต้องไปฝึกให้เราเก่งก่อน แต่ถ้าเราเก่งอยู่แล้ว จงใช้ AI ทำให้เราเก่งได้มากขึ้น”
แนวคิดนี้เปลี่ยนโจทย์จากความกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่คนหรือไม่ ไปสู่การตั้งคำถามว่า คนจะใช้ AI ขยายความสามารถที่มีอยู่ และก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมของตัวเองได้อย่างไร
จาก Productivity สู่สิ่งที่ไม่เคยทำได้
การใช้ AI เพื่อเพิ่ม Productivity เช่น ช่วยตอบอีเมล เตรียมข้อมูล หรือทำสไลด์ เป็นเพียงจุดเริ่มต้น สรุจมองว่า ศักยภาพของ AI จะเปิดกว้างขึ้นเมื่อคนเลิกคิดเพียงว่าจะทำงานเดิมให้เร็วขึ้นอย่างไร แล้วเริ่มมองว่าเทคโนโลยีจะช่วยให้ทำสิ่งที่ไม่เคยทำได้อย่างไร
ตัวอย่างเช่น การถ่ายภาพในอดีตต้องอาศัยทั้งอุปกรณ์ ความรู้เรื่องฟิล์ม การวัดแสง และการใช้งานเลนส์ ก่อนที่สมาร์ทโฟนจะทำให้กล้องอยู่ในมือของคนทั่วไปและลดข้อจำกัดด้านทักษะลง เทคโนโลยีไม่ได้เพียงช่วยให้คนถ่ายภาพได้เร็วขึ้น แต่ทำให้คนจำนวนมากที่ไม่เคยมีทักษะการถ่ายภาพมาก่อนสามารถสร้างภาพของตัวเองได้
AI กำลังเปิดโอกาสในลักษณะเดียวกัน แต่ครอบคลุมความสามารถที่กว้างกว่ามาก จากสิ่งที่เคยต้องพึ่งพาความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ไปสู่การเข้าถึงความรู้และความสามารถใหม่ได้ง่ายขึ้น
งานด้าน Cybersecurity เป็นอีกตัวอย่างที่เห็นภาพได้ชัด เดิมเป็นองค์ความรู้ที่ซับซ้อน มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญ การมี AI ทำให้คนทั่วไปสามารถเริ่มต้นเรียนรู้เรื่องที่เคยเข้าถึงยากได้ง่ายขึ้น เพียงตั้งคำถามเพื่อให้ AI อธิบายหลักการหรือสรุปสิ่งที่จำเป็นต้องรู้
ในมุมนี้ AI จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง Chatbot หรือ Search แต่เป็นคลังความรู้ที่อยู่ในมือของแต่ละคน และจะเกิดประโยชน์มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้สามารถเข้าถึงและนำความรู้นั้นไปต่อยอดได้อย่างไร
ยุค AI คำถามสำคัญกว่าคำตอบ
เมื่อ AI ทำให้การหาคำตอบและสร้างเนื้อหาเป็นเรื่องง่ายขึ้น ความสามารถที่สำคัญจึงค่อย ๆ เคลื่อนจากการเป็นคนที่มีคำตอบ ไปสู่การเป็นคนที่รู้ว่าควรถามอะไร
ตัวอย่างเช่น การประชุมในองค์กร ซึ่งโดยพื้นฐานเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มยอดขาย การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ให้เร็วขึ้น หรือการรับมือกับปัญหาของลูกค้า สิ่งที่กำหนดคุณภาพของผลลัพธ์จึงไม่ได้อยู่เพียงว่าคนในห้องประชุมหาคำตอบได้หรือไม่ แต่อยู่ตั้งแต่ต้นว่ากำลังตั้งคำถามกับปัญหาที่ถูกต้องหรือไม่
เพราะหาก AI เป็นตัวคูณ การเริ่มต้นด้วยคำถามผิดก็หมายความว่า AI สามารถขยายความผิดนั้นให้ไปได้ไกลและเร็วขึ้นเช่นกัน
ทักษะการตั้งคำถามจึงต้องทำงานคู่กับความสามารถในการเลือกข้อมูลและตัดสินใจว่าอะไรสำคัญ อะไรเร่งด่วน และอะไรควรให้ความสนใจ ในโลกที่เนื้อหาสามารถถูกสร้างขึ้นจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ปัญหาอาจไม่ใช่การขาดข้อมูลอีกต่อไป แต่เป็นการรู้ว่าจะจัดการกับข้อมูลจำนวนมหาศาลที่อยู่ตรงหน้าอย่างไร
Google DeepMind เร่งขีดความสามารถนักวิทยาศาสตร์
ภาพของ AI ในฐานะตัวคูณเห็นได้ชัดจากงานของ Google DeepMind ตั้งแต่ AlphaGenome ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อทำความเข้าใจรหัส DNA ของมนุษย์ และช่วยในการสร้างสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์ การออกแบบ DNA Sequence และการศึกษาการทำงานของ DNA ไปจนถึง AlphaFold ที่ช่วยนักวิทยาศาสตร์ทำงานเกี่ยวกับโปรตีนซึ่งเดิมต้องใช้เวลานานมากให้เร็วขึ้น
การมาถึงของ AI เมื่ออยู่ในมือนักวิทยาศาสตร์ สามารถเปลี่ยนงานที่ปกติใช้เวลาเป็นปีให้เสร็จได้ภายในช่วงสุดสัปดาห์ การลดระยะเวลาของกระบวนการวิจัยเปิดทางให้นักวิทยาศาสตร์สามารถคิดค้นและผลิตผลงานวิจัยได้เร็วขึ้น
แนวคิดเดียวกันยังถูกนำไปใช้กับงานด้านอื่น อัลกอริทึมของ AlphaFold ถูกประยุกต์กับงานด้านสารเคมีเพื่อช่วยวิจัยพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้ด้วยตัวเอง ส่วน WeatherNext ซึ่งพัฒนาโดย Google DeepMind ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมแบบเรียลไทม์ร่วมกับ AI เพื่อเพิ่มความละเอียดของการพยากรณ์อากาศ และช่วยให้ข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจรับมือภัยพิบัติมีความละเอียดมากขึ้น
ตัวอย่างเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า AI เข้ามาแทนนักวิทยาศาสตร์ แต่ทำให้เห็นบทบาทของเทคโนโลยีในการลดข้อจำกัดด้านเวลาและการประมวลผล เพื่อให้ความรู้และความเชี่ยวชาญของมนุษย์เดินหน้าได้เร็วกว่าเดิม
เมื่อ AI สร้างชิ้นงานได้คุณค่ากลับมาที่คน
การเปลี่ยนแปลงที่อาจใกล้ตัวคนทำงานมากที่สุดเกิดขึ้นเมื่อ AI สามารถสร้างชิ้นงานจำนวนมากแทนมนุษย์ได้ ตั้งแต่ข้อความ เนื้อหา ไปจนถึงสไลด์นำเสนอ สรุจมองว่า เมื่อชิ้นงานผลิตได้ง่ายขึ้น คุณค่าของคนทำงานจะไม่ได้อยู่ที่ชิ้นงานเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
ตัวอย่างเช่น การนำเสนองาน ในวันที่ผู้ฟังสามารถถ่ายภาพสไลด์แล้วนำข้อมูลไปค้นหาต่อได้ทันที สิ่งที่สร้างความแตกต่างจึงไม่ใช่จำนวนข้อมูลที่อยู่บนสไลด์ แต่เป็นความสามารถของผู้พูดในการเล่าเรื่อง ทำให้คนฟังเข้าใจ และทำให้เรื่องที่นำเสนอยังคงอยู่ในความทรงจำหลังจบการนำเสนอ
การทำงานร่วมกับคนก็เช่นเดียวกัน เมื่อ AI รับภาระการผลิตชิ้นงานได้มากขึ้น ความสามารถในการทำงานกับเพื่อนร่วมงาน การเข้าใจลูกค้า การฟัง การสื่อสาร การประสานงาน และ Empathy กลับมีน้ำหนักมากขึ้น เพราะเป็นคุณค่าที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน
“ยิ่ง AI มันเก่งขึ้นขนาดไหน Value ของเราจะไม่ได้อยู่ที่ชิ้นงานที่เราผลิต แต่ Value ของเราจะอยู่ที่ตัวเรา”
คุณค่าของคนจึงกลับไปอยู่ที่ความเป็นมนุษย์ ความเข้าใจ ทักษะในการฟัง การสื่อสาร การประสานงาน และการเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน เพราะแต่ละคนมีความแตกต่าง และ AI ไม่สามารถเข้ามาทำหน้าที่แทนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ได้
อนาคตเป็นของมนุษย์ที่ใช้ AI ขยายศักยภาพ
“The future belongs to human amplified with AI” คือข้อความที่สรุจฝากไว้กับคนทำงานในยุค AI
แนวคิดนี้ไม่ได้วางมนุษย์และ AI ไว้คนละฝั่ง แต่ให้ AI ทำหน้าที่ขยายความสามารถของคน สิ่งที่เราเชี่ยวชาญอยู่แล้วสามารถทำได้เร็วและมากขึ้น ความรู้ที่เคยเข้าถึงยากสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และงานบางอย่างที่เคยเกินขีดความสามารถอาจกลายเป็นสิ่งที่เริ่มต้นทำได้
แต่การมีตัวคูณที่ทรงพลังไม่ได้ลดความสำคัญของพื้นฐานความสามารถของมนุษย์ ตรงกันข้าม ยิ่ง AI ทำงานได้มาก คนยิ่งต้องรู้ว่ากำลังแก้ปัญหาอะไร ตั้งคำถามให้ถูก เลือกข้อมูลเป็น ตัดสินใจได้ และมีความเชี่ยวชาญเพียงพอที่จะรู้ว่าจะใช้ AI ขยายความสามารถไปในทิศทางใด
เมื่อ AI รับภาระการสร้างชิ้นงานได้มากขึ้น เวลาของมนุษย์จึงมีโอกาสกลับไปอยู่กับสิ่งที่เทคโนโลยีทำแทนไม่ได้ ทั้งการคิด การฟัง การสื่อสาร การเข้าใจผู้อื่น และการสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบตัว
AI จึงอาจไม่ได้ทำให้ “ความเป็นมนุษย์” มีความสำคัญน้อยลง หากกำลังทำให้คุณค่าของความเป็นมนุษย์เห็นชัดขึ้นกว่าเดิม
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
NECTEC ดัน Pathumma Connect แพลตฟอร์ม Agentic AI เชื่อมข้อมูลรัฐ สู่ One Chatbot
Smart Enough City เมืองที่ฉลาดอย่างพอดี เมื่อเทคโนโลยีต้องรับใช้คน
ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์: Agentic AI เปลี่ยนโลกการทำงาน คนต้องรู้จัก ‘ขี่ AI’



