Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

LSP ขยายหลักสูตร ISP สู่ประถม ตั้งเป้าปี 2570 ชูโมเดลไฮบริดเชื่อม K-12

LSP ขยายหลักสูตร ISP สู่ประถม ตั้งเป้าปี 2570 ชูโมเดลไฮบริดเชื่อม K-12

เมื่อโจทย์ของการส่งลูกเรียนในยุคนี้ ไม่ได้จบลงแค่การสื่อสารภาษาอังกฤษได้ แต่คือการวางแผนระยะยาวตลอด 15 ปี เพื่อค้นหาว่าเด็กคนหนึ่งจะเติบโตไปในทิศทางใดในโลกอนาคต 

ท่ามกลางแนวโน้มประชากรที่อัตราเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาจึงถูกนำมาคำนวณอย่างรัดกุม ผู้ปกครองเริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการศึกษา ที่ทำให้นักเรียนต้องเสียเวลาไปกับการเรียนกวดวิชาภายนอก 

นำมาสู่ความต้องการของครอบครัวยุคใหม่ ที่มองหาการศึกษาระดับสากล ควบคู่กับการปูรากฐานภาษาและบริบทสังคมไทย ช่องว่างดังกล่าวผลักดันให้ โรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา (LSP School) ภายใต้เครือ บริษัท เลิร์น คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขยายหลักสูตรสากลสู่ระดับประถมศึกษาในปีการศึกษา 2570 เพื่อเชื่อมต่อการเรียนรู้แบบครบวงจรในที่เดียว

ปรับสมดุลรับเด็กเกิดลด ชูโมเดล K-12 จบในที่เดียว

ความท้าทายจากอัตราการเกิดของประชากรที่ลดต่ำลง ส่งผลให้แวดวงการศึกษาเข้าสู่ช่วงเวลาของการปรับสมดุล โรงเรียนที่ไม่สามารถตอบโจทย์การเรียนรู้ได้ตรงจุดเริ่มทยอยปิดตัวลง ขณะที่มุมมองของพ่อแม่ผู้ปกครองปรับเปลี่ยนมาเป็นการวางแผนระยะยาวแบบ K-12 ต่อเนื่อง 15 ปี ตั้งแต่อนุบาล ประถม ไปจนถึงมัธยมศึกษา การตัดสินใจเลือกสถานศึกษาในปัจจุบันจึงพิจารณาจาก 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ความสะดวกในการเดินทาง ความสมเหตุสมผลของค่าธรรมเนียม และแนวคิดของโรงเรียนที่ตอบโจทย์ความต้องการของเด็กแต่ละคน โดยไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการพึ่งพาสถาบันกวดวิชาหรือเอเจนซี่ภายนอก 

โรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา จึงวางบทบาทเป็นโมเดลการศึกษาแบบ Hybrid Education Solution เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้ให้ต่อเนื่องไร้รอยต่อ ยุทธศาสตร์นี้ตอบรับกับพฤติกรรมของผู้ปกครองอย่างชัดเจน จากสถิติในปีการศึกษา 2569 ซึ่งพบว่ามีนักเรียนใหม่ที่ย้ายมาจากโรงเรียนนานาชาติเข้ามาเรียนเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปีการศึกษา 2568 ตัวเลขนี้สะท้อนความต้องการการศึกษาที่ผสานทักษะภาษาอังกฤษระดับสากลเข้ากับภาษาไทยและบริบทสังคมไทย ภายใต้แนวคิด “อินเตอร์ในแบบไทย” 

เศรษฐพล ไกรคุณาศัย ผู้อำนวยการกลุ่มโรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา กล่าวว่า “โรงเรียนเปิดการเรียนการสอนระดับมัธยมในปี 2563 และเริ่มพัฒนา International Pathway ในปี 2566 ทำให้เราเห็นว่าความพร้อมในการเลือกเส้นทางอนาคตต้องค่อย ๆ สร้างผ่านพื้นฐานและประสบการณ์ที่เหมาะสม การต่อยอด International Pathway สู่ระดับประถมจึงไม่ใช่การเร่งให้เด็กตัดสินใจเร็วขึ้น แต่คือการเริ่มวางรากฐานในช่วงวัยที่เหมาะสม” 

เปิด ISP Primary ปี 2570 ชูกลยุทธ์ราคาครึ่งเดียวของอินเตอร์

จากผลตอบรับในระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนจึงเตรียมเปิดสอนหลักสูตร International Signature Programme ในระดับประถมศึกษา หรือ ISP Primary ในปีการศึกษา 2570 โดยเริ่มต้นในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และประถมศึกษาปีที่ 5 ระดับชั้นละ 1 ห้อง ห้องละ 25 คน ก่อนจะขยายให้ครอบคลุมถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในปีการศึกษา 2571 ควบคู่ไปกับหลักสูตร Signature Programme (SP) เดิมที่มีอยู่ เพื่อเปิดทางเลือกที่สอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียน 

เศรษฐพล อธิบายถึงทิศทางด้านราคาว่า โรงเรียนวางตำแหน่งการแข่งขันของหลักสูตร ISP Primary ด้วยการกำหนดค่าธรรมเนียมการศึกษาไว้ที่ประมาณ 40–50% ของโรงเรียนนานาชาติในระดับเดียวกัน (Tier B+) ซึ่งช่วยให้ครอบครัวสามารถเข้าถึงการศึกษาระดับสากลได้จริง โดยไม่ต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงจนเกินไป

ผสานหลักสูตรสากล ดึงพันธมิตรเสริมทักษะเฉพาะทาง

LSP ขยายหลักสูตร ISP สู่ประถม ตั้งเป้าปี 2570 ชูโมเดลไฮบริดเชื่อม K-12

โครงสร้างการเรียนรู้ของหลักสูตร ISP กำหนดสัดส่วนการใช้ภาษาอังกฤษไว้ 70% เพื่อเป็นเครื่องมือหลักในการเรียนรู้วิชาการต่าง ๆ โดยระดับประถมศึกษานำมาตรฐาน UK Academic Foundation ในวิชาด้านภาษา (Literacy) และคณิตศาสตร์ (Numeracy) มาผสานเข้ากับ US Learning Approaches ซึ่งเน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์ การตั้งคำถาม และการทำโครงงาน พร้อมทั้งจัดสรรวิชากลุ่มสมรรถนะสากล (Global Competencies) ไว้สัปดาห์ละ 5 คาบ ครอบคลุมวิชาสังคมศาสตร์ (Humanities) ชมรมการอ่าน (Library / Reading Club) ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) และสุขภาวะ (Well-being) ตลอดจนการทำโครงงานวิจัย Mini Research และ Capstone Project 

ดร.กาญจน์วรินทร์ ผลอนันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา ฝ่ายประถม กล่าวว่า “เด็กที่พร้อมสู่โลกสากลไม่ใช่เพียงเด็กที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ แต่ต้องใช้ภาษาเพื่อเรียนรู้ ตั้งคำถาม รับฟังความแตกต่าง และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ พร้อมเข้าใจบริบทที่ตัวเองเติบโตมา การศึกษาระดับประถมจึงต้องวางรากฐานให้เด็กคิดเป็น อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ และนำความรู้ไปสร้างคุณค่าให้สังคม” 

นอกจากนี้ โรงเรียนยังได้ร่วมมือกับสถาบันเฉพาะทาง เช่น การนำหลักสูตร STEAM และการเขียนโปรแกรม (Coding) จาก Discovery Education การจัดสอนวิชาดนตรีโดยวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และวิชาภาษาจีนโดยสถาบันภาษาเฉพาะทาง โดยจัดการเรียนรู้แบบ Co-teaching ระหว่างครูไทยกับครูต่างชาติประจำชั้น ควบคู่กับการใช้แผนพัฒนาการรายบุคคล (Co-IDP) เพื่อติดตามทั้งพัฒนาการทางวิชาการและสุขภาวะของผู้เรียนเป็นรายคน 

วางกรอบการใช้ AI ควบคู่วัดผลจากการปฏิบัติจริง

ในประเด็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ทางโรงเรียนได้กำหนดขอบเขตและนโยบายตามช่วงวัยของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ สำหรับระดับประถมศึกษาจะมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจและการรู้เท่าทันเทคโนโลยี (AI Literacy) ผ่านวิชาทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) เพื่อให้เด็กเข้าใจศักยภาพและข้อจำกัดของเทคโนโลยี โดยมีครูคอยกำกับดูแลการสืบค้นข้อมูลอย่างปลอดภัย และไม่อนุญาตให้เด็กใช้งานตามลำพัง เพื่อป้องกันการพึ่งพาเทคโนโลยีจนสูญเสียกระบวนการคิดของตนเอง

ขณะที่ระดับมัธยมศึกษาเปิดให้ผู้เรียนใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยสืบค้นข้อมูลเบื้องต้นและฝึกทักษะการตั้งคำสั่ง (Prompt) ในการจัดทำโครงงานวิจัย Capstone Project โดยมีครูผู้สอนคอยตรวจสอบขั้นตอนการคิดและงานเขียนจริงเพื่อป้องกันการพึ่งพา AI อย่างสิ้นเชิง พร้อมทั้งส่งเสริมกิจกรรมกลุ่มเพื่อรักษาทักษะปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Interpersonal Skills) ของนักเรียน ลดปัญหาการแยกตัวจากสังคมอันเนื่องมาจากการใช้งานหน้าจอมากเกินไป ซึ่งสอดรับกับแนวทางหลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency-Based) ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เปลี่ยนการประเมินผลจากการท่องจำมาเป็นการวัดผลลัพธ์จากการลงมือปฏิบัติจริง (Practical Hands)

เปิดสถิติความสำเร็จผู้เรียน พร้อมแจงค่าเทอมปี 2570

ภคสิรี ศุภเมธีสิริ รองผู้อำนวยการ หลักสูตร ISP กล่าวว่า หลักสูตร ISP ในระดับมัธยมศึกษาเปิดดำเนินการมาเป็นปีที่ 3 มีนักเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 110 คน จากปีแรกที่มีจำนวนประมาณ 20 คน โดยผลการประเมินมาตรฐานภาษาอังกฤษผ่าน Cambridge Assessment ชี้ว่านักเรียนกว่า 83% มีระดับพัฒนาการทางภาษาเพิ่มขึ้น 1 ระดับต่อปี และมีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 บางส่วนที่สามารถทำคะแนนได้ตามเกณฑ์ระดับ C1

ผลลัพธ์การศึกษาต่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีสถิติเฉลี่ย 91.29% สอบเข้าศึกษาต่อในคณะและมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ตามเป้าหมายส่วนบุคคล ภายใต้แนวคิด “be the best in your way” โดยผู้เรียนกระจายไปตามความถนัด แบ่งเป็นกลุ่มวิชาการเข้มข้น เช่น แพทยศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ 40% ส่วนอีก 60% อยู่ในกลุ่มบริหารธุรกิจ ศิลปศาสตร์ ภาษา ดนตรี และการออกแบบ ซึ่งมีศูนย์แนะแนว Consulting Counseling Center (CCC) ทำหน้าที่วางแผนการศึกษาและเตรียมแฟ้มสะสมผลงานเป็นรายบุคคล 

ในแต่ละรุ่นการศึกษาซึ่งมีนักเรียนจบประมาณ 120–140 คน มีนักเรียนราว 10% (14–15 คน) เดินทางไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก โดยครึ่งหนึ่งหรือ 50% เลือกศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาแถบเอเชีย เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ และจีน เนื่องจากเปิดรับทุนการศึกษาและมีสาขาวิชาชีพยุคใหม่ เช่น มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) มอบทุนการศึกษาเต็มจำนวนแก่นักเรียนของโรงเรียนต่อเนื่องกันถึง 3 รุ่น ส่วนสัดส่วน 25–30% เลือกศึกษาต่อในประเทศแคนาดา เช่น University of British Columbia (UBC) และส่วนที่เหลือกระจายไปยังสหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย 

ในส่วนของโครงสร้างค่าธรรมเนียมการศึกษาประจำปีการศึกษา 2570 ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–6 กำหนดไว้ดังนี้

  • หลักสูตร Signature Program (SP) มีค่าเทอมต่อปีอยู่ที่ประมาณ 337,500 – 363,000 บาท
  • หลักสูตร International Signature Program (ISP) มีค่าเทอมต่อปีอยู่ที่ประมาณ 417,900 – 446,000 บาท
  • หลักสูตรทางเลือก WA Dual Diploma สำหรับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 มีค่าเทอมต่อปีอยู่ที่ประมาณ 493,000 – 501,000 บาท

ทั้งนี้มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า 50,000 บาท ซึ่งชำระเพียงครั้งเดียว และค่าสมัครสอบคัดเลือก 1,000 บาทต่อรอบสอบ 

ในยุคที่การศึกษาผันแปรตามเทคโนโลยีและการแข่งขัน คุณค่าของสถานศึกษาอาจไม่ได้วัดกันเพียงที่การถ่ายทอดเนื้อหาความรู้ หากแต่อยู่ที่การวางรากฐานการเรียนรู้ระยะยาวที่ช่วยให้เด็กค้นพบตัวตน เติบโตสู่โลกกว้างได้อย่างมั่นใจ และยังคงผูกพันกับรากเหง้าของตนเองอย่างสมดุล

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ชมโรงงาน BYD ระยอง ดูรถหนึ่งคันเกิดขึ้นอย่างไร ในวันที่ผลิตครบ 100,000 คัน

BOI to IPO ดึง New Economy ปักฐานไทยโตต่อผ่านตลาดทุน

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar