Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

WBCSD ชี้ธุรกิจเอเชียฯ 95% เดินหน้าลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศ แม้ต้นทุนพุ่ง

WBCSD ชี้ธุรกิจเอเชียฯ 95% เดินหน้าลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศ แม้ต้นทุนพุ่ง

แม้เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอน จากความขัดแย้งทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ แต่ภาคธุรกิจทั่วโลกยังคงเดินหน้าลงทุน เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ซึ่งผู้บริหารธุรกิจประมาณ 95% ยังคงรักษาระดับหรือเพิ่มการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศในช่วงปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ธุรกิจจำนวนมากเริ่มกังวลว่า การเปลี่ยนผ่านอาจไม่เป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งจากความไม่แน่นอนของนโยบาย ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และผลกระทบจากภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น

Joe Phelan, Executive Director, Asia Pacific, World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวในปัจจุบัน ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นแรงผลักดันสำคัญ บริษัทต่าง ๆ ต้องพิจารณาว่าการลงทุนด้านความยั่งยืน จะช่วยเพิ่มผลกำไร เปิดโอกาสเข้าสู่ตลาดใหม่ ลดความเสี่ยงจากกฎระเบียบและภัยพิบัติ รวมถึงยกระดับความสามารถในการแข่งขันได้อย่างไร

ข้อมูลดังกล่าวมาจากรายงาน Business Breakthrough Barometer ของ WBCSD ซึ่งติดตามการตอบสนองของภาคธุรกิจทั่วโลกต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยผลสำรวจพบว่า ผู้บริหารธุรกิจทั่วโลกเกือบ 90% ยังคงรักษาระดับหรือเพิ่มการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกมีสัดส่วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนด้านความยั่งยืนยังคงมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ แม้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเมืองจะมีความซับซ้อนมากขึ้น

50% ของธุรกิจเอเชียฯ กังวลการเปลี่ยนผ่านไม่ราบรื่น

Joe Phelan กล่าวว่า เทคโนโลยีพลังงานสะอาด การใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างแพร่หลาย การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน เกษตรกรรมฟื้นฟู และเศรษฐกิจหมุนเวียน มีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้มากขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจมองว่าการลงทุนในด้านเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานและการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่เพียงการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจเดียวกันพบว่า 50% ของบริษัทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกมองว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่การเปลี่ยนผ่าน จะเกิดขึ้นอย่างไม่เป็นระบบ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างฉับพลัน ความผันผวนของราคา ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือความไม่สงบทางสังคม ความกังวลดังกล่าวสอดคล้องกับสถานการณ์ทั่วโลก ที่บริษัทเกือบครึ่งหนึ่งรายงานว่า ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา

ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน และเบี้ยประกันภัยที่สูงขึ้น โดยผู้บริหารธุรกิจที่คาดว่าต้นทุนเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นต่อในปีนี้ มีจำนวนมากกว่ากลุ่มที่ไม่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ภาคธุรกิจต้องรับมือกับความท้าทาย 2 ด้านพร้อมกัน คือ การเดินหน้าลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการบริหารความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น

ผลสำรวจยังพบว่า 85% ของผู้ตอบแบบสำรวจทั่วโลกต้องการทิศทางนโยบายที่ชัดเจน กฎระเบียบที่มีเสถียรภาพ และความมุ่งมั่นระยะยาวจากภาครัฐ เพื่อให้สามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างมั่นใจ โดย Joe Phelan มองว่า สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการไม่ใช่นโยบายที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นความชัดเจนและความต่อเนื่องที่ช่วยให้สามารถตัดสินใจลงทุนในระยะยาวได้

อาเซียนกับโอกาสสร้างความสามารถในการแข่งขันจากเศรษฐกิจสีเขียว

สำหรับอาเซียน Joe Phelan มองว่า ภูมิภาคนี้มีโอกาสสำคัญในการใช้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากอาเซียนมีขนาดเศรษฐกิจประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีแรงงานวัยหนุ่มสาว และเป็นฐานการผลิตที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก การตัดสินใจด้านพลังงาน อุตสาหกรรม และการใช้ที่ดินในช่วงทศวรรษนี้ จะส่งผลต่อทิศทางการพัฒนาของภูมิภาคในระยะ 30 ปีข้างหน้า

เขากล่าวว่า อาเซียนไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน กับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด หรือเลือกระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ กับการกระจายโอกาสให้ประชาชน เพราะหากมีนโยบายและความร่วมมือที่เหมาะสม เป้าหมายเหล่านี้สามารถดำเนินไปพร้อมกันได้ ทั้งการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และการเตรียมพร้อมรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

WBCSD จึงให้ความสำคัญกับการผลักดันข้อเสนอจากการหารือ ESG Symposium ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน และชุมชน เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างทั่วถึง ผ่าน 3 วาระสำคัญ ได้แก่ Energy Transition, Just Transition และ Climate Adaptation

พลังงานหมุนเวียนต้นทุนต่ำกว่าฟอสซิล แต่ยังติดข้อจำกัดด้านเงินทุนและโครงข่ายไฟฟ้า

ในด้าน Energy Transition หรือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน Joe Phelan กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียว เพราะในปี 2567 โครงการพลังงานหมุนเวียนที่เริ่มดำเนินการใหม่ถึง 91% มีต้นทุนต่ำกว่าทางเลือกที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ปัญหาคือจะทำอย่างไรให้โครงการเหล่านี้เข้าถึงเงินทุนได้รวดเร็วขึ้น และสามารถเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อเสนอจากการหารือ จึงมุ่งให้ภาคธุรกิจสามารถจัดซื้อไฟฟ้าสะอาดได้สะดวกขึ้น ลดความเสี่ยงด้านตลาดและการชำระเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนของโครงการพลังงานหมุนเวียน รวมถึงกระจายแหล่งพลังงานสะอาดให้หลากหลาย และเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า ให้สามารถรองรับพลังงานหมุนเวียนได้มากขึ้น โดยต้องคำนึงถึงความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า เพื่อให้การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ดำเนินไปพร้อมกับการรักษาความมั่นคงทางพลังงานและต้นทุนที่แข่งขันได้

แนวทางดังกล่าว สอดคล้องกับการหารือ ESG Symposium 2026 ที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถของโครงข่ายไฟฟ้า การพัฒนาเทคโนโลยี Grid-forming และการเชื่อมโยงระบบพลังงานในระดับภูมิภาคผ่าน ASEAN Power Grid เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานในอนาคต

เศรษฐกิจสีเขียวอาเซียน มีโอกาสสร้างงาน 30 ล้านตำแหน่งภายในปี 2573

สำหรับ Just Transition หรือการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม Joe Phelan กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวต้องทำให้แรงงาน ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม และชุมชนได้รับประโยชน์จากโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น โดยข้อมูลจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวของอาเซียนมีศักยภาพสร้างงานได้สูงถึง 30 ล้านตำแหน่งภายในปี 2573

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวอาจทำให้แรงงานบางกลุ่มสูญเสียงาน โดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ประเมินว่า การเปลี่ยนผ่านในภาคถ่านหินของไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม อาจส่งผลให้ตำแหน่งงานหายไปประมาณ 500,000 ตำแหน่งภายในปี 2050 จึงจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับแรงงานและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่

ข้อเสนอจากการหารือ มุ่งเพิ่มความต้องการสินค้าและบริการสีเขียว ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐและภาคธุรกิจ รวมถึงสนับสนุนให้ผู้ประกอบการทุกขนาดและชุมชน เข้าใจทั้งโอกาส ความท้าทาย และความช่วยเหลือที่จำเป็นต่อการปรับตัว เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไม่สร้างความเหลื่อมล้ำ หรือทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กเสียโอกาสในการแข่งขัน

สำหรับประเทศไทย แนวทางการสนับสนุน SMEs ยังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน และตลาด ผ่านกลไกอย่าง Funding Connect และ SME Green Transition Plus โดยมีเป้าหมายช่วยให้ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานสามารถปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้ตามระดับความพร้อมของแต่ละธุรกิจ

ความเสียหายจากภัยพิบัติ 78,000 ล้านดอลลาร์ ตอกย้ำความจำเป็นในการลงทุนรับมือความเสี่ยง

Joe Phelan กล่าวว่า Climate Adaptation หรือการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นเรื่องที่ภาครัฐและภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะผลกระทบทางกายภาพจากสภาพภูมิอากาศกำลังสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน ห่วงโซ่อุปทาน ระบบน้ำ และการลงทุน โดยยกตัวอย่างสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงในกรุงเทพฯ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ

ในปีที่ผ่านมา ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานมากกว่า 78,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ความเสียหายที่มีประกันภัยรองรับมีสัดส่วนไม่ถึง 10% แสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของภาคธุรกิจโดยตรง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

WBCSD จึงเสนอให้ประเทศต่าง ๆ เปลี่ยนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม พัฒนาฐานข้อมูลความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่เชื่อถือได้และเปิดให้เข้าถึงได้ในระดับภูมิภาค เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ ตลอดจนพัฒนากลไกทางการเงินระยะยาวสำหรับโครงการปรับตัวและเสริมความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ

ในประเทศไทย การหารือ ESG Symposium 2026 ยังมีข้อเสนอให้พัฒนา One Water Data Center เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลน้ำ ระบบคาดการณ์ และการแจ้งเตือนภัยร่วมกับท้องถิ่น รวมถึงการใช้ AI Simulation Platform เพื่อประเมินความเสี่ยงน้ำท่วมและความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐาน โดยมุ่งเปลี่ยนจากการแก้ไขปัญหาหลังเกิดภัยพิบัติไปสู่การคาดการณ์และลดความเสี่ยงล่วงหน้า

WBCSD จับมือเอสซีจี ผลักดัน 3 วาระเปลี่ยนผ่านสีเขียวอาเซียน

Joe Phelan กล่าวว่า แม้ประเทศสมาชิกอาเซียนจะมีเป้าหมายร่วมกัน ในการสร้างเศรษฐกิจที่มีความสามารถในการแข่งขัน มีความมั่นคงทางพลังงาน และพร้อมรับมือความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ แต่แต่ละประเทศมีโครงสร้างพลังงาน และความสามารถในการดำเนินงานแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องกำหนดแนวทางการเปลี่ยนผ่านให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง

ภาคอุตสาหกรรมควรมีบทบาทในการนำเสนอข้อมูล และประสบการณ์จากการดำเนินงานจริง เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายของภาครัฐ รวมถึงขยายผลแนวทางที่พิสูจน์แล้วว่า สามารถดำเนินการได้ โดยข้อเสนอจากการหารือ ESG Symposium ได้รับการรวบรวมเป็น White Paper ซึ่งมีข้อมูลจากบริษัทในเครือข่าย WBCSD ทั่วภูมิภาคและพันธมิตรระดับโลกประกอบการจัดทำด้วย

เขากล่าวว่า การผลักดันข้อเสนอเหล่านี้ มีความสำคัญต่อทิศทางการพัฒนาอาเซียนในช่วงทศวรรษหน้า โดยเฉพาะเมื่อภูมิภาคกำลังเข้าสู่ช่วงการหารือด้านเศรษฐกิจและสภาพภูมิอากาศในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งการประชุมประจำปีของ IMF และ World Bank Group การประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุม COP31 ซึ่งการตัดสินใจในเวทีเหล่านี้ จะส่งผลต่อการกำหนดนโยบายและทิศทางการลงทุนในอนาคต

WBCSD พร้อมทำงานร่วมกับเอสซีจี บริษัทในภูมิภาค หน่วยงานกำหนดนโยบาย และธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ เพื่อหารือรายละเอียดและผลักดันข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติ โดยมีเป้าหมายเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่สร้างความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอาเซียน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ESG Symposium 2026 เร่งขับเคลื่อน 3 วาระเศรษฐกิจสีเขียว

Green Finance ไทย ลงทุนอย่างไรให้เปลี่ยนผ่านได้จริง

Transition Finance ปลดล็อกเงินทุน พาอุตสาหกรรมไทยสู่การเปลี่ยนผ่าน

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar