พิพิธภัณฑ์และพื้นที่ศิลปะ กำลังเปลี่ยนบทบาทจากสถานที่เก็บรักษาและจัดแสดงผลงาน มาเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และมีส่วนร่วมกับความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบต่าง ๆ ความเปลี่ยนแปลงนี้ สะท้อนผ่านการพัฒนาพื้นที่ศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย ทั้ง Dib Bangkok ที่ปรับโกดังเหล็กเก่าให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย และ Khao Yai Art Forest ที่นำศิลปะมาผสานกับธรรมชาติ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สร้างประสบการณ์ของตนเอง โดยมีแนวคิดร่วมกันคือการทำให้ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงได้มากขึ้น
ดร.กุลภัทร ยันตรศาสตร์ สถาปนิกผู้ออกแบบพิพิธภัณฑ์ระดับนานาชาติ ผู้ก่อตั้งสตูดิโอออกแบบสถาปัตยกรรม WHY Architecture และ มาริษา เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้ง Khao Yai Art Forest และ Bangkok Kunsthalle ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในการเสวนาหัวข้อ Building Beyond the Museum ภายในงาน CNN Global Perspectives ที่กรุงเทพฯ โดยมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับบทบาทของพิพิธภัณฑ์และพื้นที่ศิลปะต่อสังคม การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม และความสำคัญของวัฒนธรรมท่ามกลางการพัฒนาเทคโนโลยี
พิพิธภัณฑ์เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรม
ดร.กุลภัทร กล่าวว่า Dib Bangkok ซึ่งปรับปรุงจากโกดังเหล็กที่สร้างขึ้นในทศวรรษ 1980 ให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ โดยมองว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงที่ความคิดสร้างสรรค์ได้รับความสนใจจากนานาชาติมากขึ้น และโลกเริ่มมองเห็นความสามารถของคนไทยในด้านนี้
เขายกตัวอย่าง Dib Bangkok, Khao Yai Art Forest และ Bangkok Art Biennale ว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างแยกส่วน แต่มีความเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายทางวัฒนธรรม ซึ่งช่วยสร้างพื้นที่ให้ผู้คนได้พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และมีส่วนร่วมกับความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบต่าง ๆ
ดร.กุลภัทร กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์ไม่ควรมีหน้าที่เพียงเก็บรักษา หรือจัดแสดงผลงานจากอดีต แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถมารวมตัวกันเพื่อคิดถึงอนาคต โดยเฉพาะในสังคมที่เทคโนโลยีกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ผู้คนยังเผชิญความขัดแย้ง และขาดความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม การมีพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้คนได้พบปะและเรียนรู้จากกันจึงมีความสำคัญ
นอกจากนี้ ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในพิพิธภัณฑ์ แต่ยังรวมถึงงานออกแบบ ดนตรี แฟชั่น และศิลปะบนท้องถนน ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเมือง การพัฒนาพิพิธภัณฑ์จึงไม่ควรถูกแยกออกจากความคิดสร้างสรรค์รูปแบบอื่นที่เกิดขึ้นในสังคม
เปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมสร้างสรรค์งานศิลปะ
มาริษา กล่าวว่า การพัฒนาพื้นที่ศิลปะ ควรเปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้ โดยไม่จำกัดเฉพาะผู้สะสมงานศิลปะ หรือผู้ที่มีความรู้ด้านศิลปะมาก่อน เพราะศิลปะสามารถสร้างแรงบันดาลใจ เชื่อมโยงผู้คนต่างวัฒนธรรมและต่างช่วงวัย รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้คนได้ค้นพบความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง
เธอยกตัวอย่างพื้นที่ศิลปะในกรุงเทพฯ ที่เปิดให้ประชาชนเข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมมีส่วนร่วมกับกระบวนการสร้างสรรค์ผลงาน โดยหนึ่งในกิจกรรมได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของ Yoko Ono ที่สร้างขึ้นในปี 1966 ซึ่งนำเศษเครื่องเคลือบสีขาว เชือก กาว และวัสดุต่าง ๆ มาให้ผู้เข้าชมประกอบเป็นผลงานของตนเอง
กิจกรรมดังกล่าว ได้รับความสนใจจนต้องขยายระยะเวลาจัดแสดง โดยมาริสาเล่าว่า ผู้เข้าร่วมจำนวนมากเป็นคนรุ่นใหม่ที่ได้ทดลองสร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเอง บางคนรู้สึกประหลาดใจกับความสามารถในการสร้างสรรค์ของตนเอง และเธอเชื่อว่าประสบการณ์ลักษณะนี้ อาจช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดศิลปินรุ่นใหม่ในอนาคต
อีกตัวอย่างหนึ่ง คือการนำสิ่งของที่คนในชุมชนใช้กีดขวางพื้นที่จอดรถ เช่น เก้าอี้ชำรุดและยางรถยนต์เก่า มาจัดแสดงเป็นนิทรรศการ Vernacular Objects โดยรวบรวมสิ่งของจำนวน 46 ชิ้น เพื่อแสดงให้เห็นความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้คน
มาริษา กล่าวว่า พื้นที่ศิลปะควรเป็นสถานที่ที่คนในชุมชนรู้สึกคุ้นเคย และสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ โดยไม่รู้สึกว่าศิลปะเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นสิ่งที่สงวนไว้สำหรับคนบางกลุ่ม ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของกุลภัทรที่เห็นว่า การเข้าถึงวัฒนธรรมไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากพิพิธภัณฑ์เสมอไป
Khao Yai Art Forest ชวนสัมผัสศิลปะผ่านธรรมชาติ
มาริษา กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของ Khao Yai Art Forest คือการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้หยุดพักจากชีวิตประจำวันที่เชื่อมต่อกับเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา และกลับมาใช้ประสาทสัมผัสของตนเองผ่านการสัมผัสธรรมชาติและงานศิลปะ
เธอเล่าว่า ผู้เข้าชมบางส่วนเคยแสดงความคิดเห็นว่า พื้นที่มีแผนที่และป้ายบอกทางไม่เพียงพอ แต่การออกแบบดังกล่าวเป็นความตั้งใจ เพราะต้องการให้ผู้เข้าชมได้ลองเดินสำรวจพื้นที่ด้วยตนเอง สังเกตสิ่งรอบตัว และสัมผัสธรรมชาติโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการบอกทางตลอดเวลา
มาริษา กล่าวว่า ในสังคมดิจิทัลที่ผู้คนเชื่อมต่อกันอยู่ตลอดเวลา มนุษย์อาจไม่ได้ใช้ประสาทสัมผัสอย่างเต็มที่เหมือนในอดีต Khao Yai Art Forest จึงต้องการให้ผู้เข้าชมได้หยุดพัก รับฟังเสียงนกหรือแมลง และกลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติ โดยมีศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ดังกล่าว
การพัฒนาพื้นที่ศิลปะในลักษณะนี้ จึงไม่ได้มุ่งให้ผู้เข้าชมเพียงเดินชมผลงาน แต่ยังเปิดโอกาสให้แต่ละคนได้สร้างประสบการณ์ของตนเอง ผ่านการสำรวจพื้นที่และการสัมผัสสิ่งแวดล้อมรอบตัว
ชี้วัฒนธรรมสำคัญต่อมนุษย์ในยุค AI
ดร.กุลภัทร กล่าวว่า ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ผู้คนให้ความสนใจกับความสามารถของเครื่องจักรที่อาจมีความฉลาดเทียบเท่ามนุษย์ แต่ระบบ Machine Learning เรียนรู้จากสิ่งที่มนุษย์เคยเรียนรู้มาแล้ว หากมนุษย์ไม่สร้างบทเรียน ความทรงจำ และประวัติศาสตร์ใหม่ ๆ ก็จะไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้
เขามองว่า วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งฟุ่มเฟือย แต่เป็นสิ่งที่ช่วยให้มนุษย์สร้างความทรงจำ และเรื่องราวของตนเอง โดยพิพิธภัณฑ์ควรเป็นพื้นที่ที่ผู้คนไม่ได้เพียงเข้ามาชมผลงานจากอดีต แต่ยังสามารถมารวมตัวกันเพื่อคิดถึงอนาคต
ดร.กุลภัทร กล่าวว่า แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาอย่างรวดเร็วจากการเชื่อมโยงระบบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แต่มนุษย์ยังเผชิญความขัดแย้งและขาดความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม พื้นที่ศิลปะจึงมีความสำคัญในการเปิดโอกาสให้ผู้คนได้พบปะและสร้างความเข้าใจระหว่างกัน
เขายังเชื่อมโยงบทบาทของวัฒนธรรมเข้ากับคุณภาพชีวิต โดยมองว่าแม้เศรษฐกิจจะต้องอาศัยภาครัฐ ตลาดทุน และภาคเอกชนเป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่สิ่งที่ผู้คนต้องการในท้ายที่สุดคือคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งวัฒนธรรมมีบทบาทสำคัญต่อเรื่องดังกล่าว
เชื่อมศิลปินไทยสู่เวทีศิลปะโลก
ดร.กุลภัทร กล่าวว่า ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีความคิดสร้างสรรค์สูง และการจัดงาน CNN Global Perspectives ในกรุงเทพฯ เป็นโอกาสที่ช่วยให้ความสามารถของคนไทย ได้รับความสนใจจากนานาชาติ รวมถึงสร้างความมั่นใจให้คนไทย สามารถออกไปแข่งขัน และมีส่วนร่วมในวงการวัฒนธรรมระดับโลก
เขามองว่าความโดดเด่นของวัฒนธรรมไทย อยู่ที่ความสามารถในการเปิดรับอิทธิพลจากวัฒนธรรมที่หลากหลาย แล้วนำมาผสมผสานจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง โดยเปรียบเทียบวัฒนธรรมในอนาคตกับผัดไทย ที่มีส่วนผสมจากหลายวัฒนธรรมมารวมกัน สะท้อนแนวคิดที่ว่า วัฒนธรรมโลกในอนาคตจะประกอบด้วยความหลากหลายของอารยธรรม และมุมมองที่แตกต่างกัน
ด้าน มาริษา กล่าวว่า ศิลปินไทยมีเอกลักษณ์และความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงาน โดยพื้นที่ศิลปะที่เธอสนับสนุนมีบทบาทในการเชื่อมโยงศิลปินไทยกับเวทีนานาชาติ พร้อมเปิดเผยว่ามีกำหนดเดินทางไปทางตอนใต้ของฝรั่งเศสเพื่อร่วมจัดนิทรรศการที่ Château La Coste โดยนำผลงานของศิลปินไทยรุ่นใหม่ไปจัดแสดง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ชมต่างชาติได้สัมผัสความโดดเด่นของศิลปะไทย
เธอยังสนับสนุนให้ศิลปินไทยรุ่นใหม่ รักษาเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้ในการสร้างสรรค์ผลงาน โดยเฉพาะคุณลักษณะด้านการเปิดรับสิ่งใหม่ ความยืดหยุ่น การต้อนรับผู้คน และมิติทางจิตวิญญาณของวัฒนธรรมไทย ซึ่งสามารถนำมาผสมผสาน เพื่อสร้างผลงานที่มีเอกลักษณ์ในระดับนานาชาติ
มุมมองของดร.กุลภัทร และมาริษา สะท้อนบทบาทของพิพิธภัณฑ์และพื้นที่ศิลปะ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการจัดแสดงผลงาน แต่ยังเป็นพื้นที่ให้ผู้คนได้พบปะ เรียนรู้ และมีส่วนร่วมกับความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันยังช่วยเปิดโอกาสให้ศิลปินไทย นำเสนอผลงานต่อผู้ชมในระดับนานาชาติ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Tropicana รีแบรนด์รอบ 22 ปี ดัน Deep Tech สร้างเกมโตที่ไม่แข่งราคา
เวอร์จิ้นแอ็คทีฟ ชี้ ‘Recovery Gap’ คนไทยออกกำลังกายหนัก แต่ฟื้นฟูยังไม่พอ
จาก Generation Gap สู่ Generation Power เมื่อ Gen Z เปลี่ยนทั้งตลาดและองค์กร



