เป้าหมายเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 กำลังท้าทายเศรษฐกิจไทยที่เติบโตเฉลี่ยเพียง 2.2% ต่อปีนับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ธนาคารโลกประเมินว่า ไทยต้องเพิ่มอัตราการเติบโตเป็นประมาณ 5.4% ต่อปีจึงจะไปถึงเป้าหมาย โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การเพิ่มผลิตภาพ เปิดโอกาสให้ธุรกิจใหม่เข้าสู่ตลาดและธุรกิจขนาดเล็กเติบโต ควบคู่กับการส่งเสริมการแข่งขันและเชื่อมโยงการค้ากับอาเซียนให้มากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันจากกำลังแรงงานที่ลดลงและกติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนไป
สตีเฟน เอ็นเดกวา (Stephen N. Ndegwa) ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก กล่าวในงาน Decoding Thailand 2027 หัวข้อ “Decoding Thailand’s Resilience” โดยอ้างอิงรายงาน Building Thailand’s Future Today ซึ่งจัดทำร่วมกับภาครัฐและเอกชนว่า ไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งจากเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค โครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ ระบบสาธารณสุขที่ครอบคลุมประชาชนเกือบทั้งหมด การเปิดกว้างทางการค้า และฐานการผลิตที่แข่งขันได้ ปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้ไทยลดความยากจนลงได้เกือบทั้งหมดและสร้างงานมากกว่า 10 ล้านตำแหน่งนับตั้งแต่ปี 2534 แต่การเติบโตที่ชะลอลงต่อเนื่องในแต่ละทศวรรษสะท้อนว่า ไทยต้องเร่งเพิ่มความสามารถในการสร้างมูลค่าของทั้งธุรกิจและแรงงาน
ข้อจำกัดด้านแรงงานทำให้เรื่องนี้เร่งด่วนขึ้น ธนาคารโลกคาดว่ากำลังแรงงานไทยจะลดจาก 40.2 ล้านคนในปี 2568 เหลือ 37.2 ล้านคนในปี 2583 หรือลดลง 3 ล้านคน การขยายตัวทางเศรษฐกิจ จึงต้องอาศัยแรงงานแต่ละคนทำงานได้มีประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าได้มากขึ้น ขณะที่ผลิตภาพซึ่งเคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ หลังวิกฤติการเงินเอเชียกลับมีส่วนสนับสนุนการเติบโตลดลง นับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 การปฏิรูปเพื่อเพิ่มผลิตภาพจึงเป็นสิ่งที่ไทยต้องลงมือทำ และเป็นปัจจัยที่ไทยสามารถกำหนดได้เอง แม้สภาพแวดล้อมภายนอกจะไม่แน่นอน
ธุรกิจเล็กต้องโตได้ การแข่งขันต้องเปิดกว้าง
ปัญหาสำคัญอยู่ที่ธุรกิจขนาดเล็กยังขยายตัวได้จำกัด รายงานพบว่า กิจการขนาดย่อยมีสัดส่วนประมาณ 81% ของผู้ประกอบการภาคการผลิต แต่สร้างงานเพียง 16% ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กสร้างมูลค่าเพิ่มต่อแรงงานได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ และกิจการขนาดเล็กเหล่านี้มีอายุมากขึ้น เมื่อธุรกิจที่มีศักยภาพไม่สามารถเติบโตได้ เศรษฐกิจก็สูญเสียโอกาสสร้างงาน เพิ่มค่าจ้าง และพัฒนานวัตกรรม แม้จำนวนธุรกิจเกิดใหม่ของไทยจะเพิ่มจาก 0.9 รายต่อแรงงาน 1,000 คนในปี 2551 เป็น 1.7 รายในปี 2567 แต่ยังมีช่องว่างอีกมากในการส่งเสริมให้ธุรกิจใหม่เข้าสู่ตลาดและขยายกิจการ
เอ็นเดกวาระบุว่า การแข่งขันเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การเกิดธุรกิจใหม่นำไปสู่การเติบโต เพราะผลการศึกษาพบว่า อุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันน้อย หรือมีการกระจุกตัวของตลาดสูงมีผลิตภาพต่ำกว่า แนวทางที่ธนาคารโลกเสนอ จึงครอบคลุมการลดกฎระเบียบ และต้นทุนในการเริ่มต้นหรือขยายธุรกิจ การทยอยลดสิทธิประโยชน์ทางภาษีเมื่อกิจการเติบโตและตั้งตัวได้ ตลอดจนการสร้างเงื่อนไขการแข่งขันที่เท่าเทียมระหว่างรัฐวิสาหกิจกับเอกชน ส่วนการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ควรกำหนดระยะเวลา และผูกกับผลลัพธ์ด้านผลิตภาพที่วัดได้ พร้อมเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุน ด้วยการพิจารณากระแสเงินสดและข้อมูลธุรกิจ เพื่อให้กิจการที่ไม่มีหลักประกันสามารถขอสินเชื่อได้
เชื่อมตลาดอาเซียน เพิ่มโอกาสส่งออกให้เอสเอ็มอี
การเปิดทางให้เอสเอ็มอีเข้าสู่ตลาดส่งออก เป็นอีกโอกาสเพิ่มผลิตภาพและรายได้แรงงาน ปัจจุบันการส่งออกของไทยยังกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กมีส่วนร่วมน้อย ทั้งที่ผลการศึกษาพบว่า กิจการส่งออกมีผลิตภาพสูงกว่า และจ่ายค่าจ้างสูงกว่ากิจการที่ไม่ส่งออกอย่างน้อย 10% ธนาคารโลกมองว่า อาเซียนเป็นตลาดสำคัญที่ไทยควรเชื่อมโยงให้มากขึ้น เพราะเป็นตลาดใกล้บ้านที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น แต่การค้าภายในอาเซียนยังมีสัดส่วนเพียงประมาณ 1 ใน 5 ของการค้าทั้งหมดของภูมิภาค เทียบกับสหภาพยุโรปที่มีสัดส่วนเกือบ 2 ใน 3 โดยแบบจำลองของธนาคารโลกชี้ว่า หากลดต้นทุนการค้าภายในอาเซียนลง 15% จะช่วยเพิ่มค่าจ้างที่แท้จริงในไทยได้ 2%
สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ คือการอำนวยความสะดวกทางการค้า เชื่อมโยงระบบศุลกากร และประสานกฎระเบียบระหว่างประเทศ พร้อมลดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี โดยต้นทุนการปฏิบัติตามข้อกำหนดการนำเข้าปัจจุบันอยู่ที่เฉลี่ย 17.5% ของมูลค่านำเข้า เทียบกับ 11% ในประเทศรายได้สูง ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโต และกำไรของผู้ส่งออกรายเล็ก นอกจากนี้ ไทยควรผ่อนคลายข้อจำกัดการค้าภาคบริการ เพื่อให้ผู้ผลิตเข้าถึงบริการโลจิสติกส์ การเงิน และดิจิทัลที่แข่งขันได้มากขึ้น และช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การเปิดกว้างในระยะต่อไปจึงต้องช่วยให้เกิดมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ และเชื่อมโยงธุรกิจไทยเข้ากับตลาดได้ลึกขึ้น
AI พลังงานสะอาด และตลาดผู้สูงอายุ โอกาสเพิ่มผลิตภาพไทย
สำหรับเทคโนโลยี เอ็นเดกวามองว่า โอกาสของไทยยังอยู่ที่การนำ AI มาใช้ในธุรกิจอย่างแพร่หลาย แม้ในปี 2568 ไทยจะอยู่ในอันดับ 6 ของโลกด้านเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในศูนย์ข้อมูล แต่มีธุรกิจไทยเพียง 12% ที่นำ AI มาใช้ เทียบกับ 43% ในสหรัฐฯ และสัดส่วนการใช้ในเอสเอ็มอียังอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 3 ของอัตรารวมของไทย ช่องว่างนี้เป็นโอกาสเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงทางการค้าโลกที่ทำให้บริษัทต่าง ๆ กระจายแหล่งจัดซื้อและฐานการผลิต ไทยได้รับประโยชน์แล้วจากการส่งออกไปสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นและการลงทุนจากภายในภูมิภาค แต่ผลประโยชน์ในระยะต่อไป จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพและสร้างมูลค่าในประเทศได้มากขึ้น
ด้านพลังงานและสังคมสูงวัย ต่างมีโอกาสทางธุรกิจอยู่ภายใต้แรงกดดันที่ไทยเผชิญ วิกฤติพลังงานสะท้อนความสำคัญของการมีแหล่งพลังงานภายในประเทศ ขณะที่ไทยยังผลิตและใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในสัดส่วนต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่นำมาเปรียบเทียบ แม้ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนจะลดลงต่อเนื่อง การเพิ่มพลังงานหมุนเวียน จึงช่วยได้ทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงานและต้นทุน ส่วนสังคมสูงวัย แม้ทำให้กำลังแรงงานลดลง แต่ธนาคารโลกคาดว่า การบริโภคของผู้สูงอายุจะมีมูลค่าประมาณ 3.5 ล้านล้านบาทภายในปี 2576 โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าและบริการที่ผลิตในไทย จึงเป็นตลาดที่สามารถสนับสนุนการเติบโตและสร้างงานได้
เอ็นเดกวา ยกประสบการณ์โปแลนด์ ซึ่งเปลี่ยนจากประเทศรายได้ปานกลาง เป็นรายได้สูงภายในเวลาไม่ถึง 20 ปี ผ่านการเปิดตลาดให้เกิดการแข่งขันทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ การเสริมความเข้มแข็งของสถาบันกำกับดูแลตลาด และการเชื่อมโยงกับตลาดร่วมสหภาพยุโรปอย่างจริงจัง โดยผลิตภาพมีส่วนสร้างการเติบโตประมาณ 40% จากการปฏิรูปดังกล่าว สำหรับไทย พื้นฐานเศรษฐกิจที่สะสมมาเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่การไปถึงเป้าหมายรายได้สูงขึ้นอยู่กับการเปิดโอกาสให้ธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโต และทำให้แรงงานกับเงินทุนเข้าไปอยู่ในกิจการที่สร้างมูลค่าได้สูงขึ้น ซึ่งต้องอาศัยทั้งการแข่งขันที่เป็นธรรมและการเปิดตลาดอย่างต่อเนื่อง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ


