การเปิดให้ครัวเรือนผลิตไฟฟ้าใช้เองและขายไฟระยะยาว 20 ปี เป็นหนึ่งในแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ปี 2570 ที่รัฐบาลเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี โดยให้ธนาคารรัฐสนับสนุนเงินทุนติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดภาระค่าไฟและเพิ่มรายได้ให้ประชาชน ควบคู่กับการใช้ AI ช่วยร้านค้ารายย่อย การเร่งดึงเงินลงทุน และการพัฒนาทักษะแรงงาน ภายใต้แนวทางใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดผลต่อการประกอบอาชีพในระยะยาว พร้อมรักษาวินัยการคลังเพื่อรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในการบรรยายหัวข้อ Thailand’s Next Economy 2027 ในงาน CEO ECONMASS Awards 2026 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า ไทยต้องแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่สะสมมานาน พร้อมรับมือแรงกดดันจากการแบ่งขั้วระหว่างประเทศ สงครามการค้า อัตราดอกเบี้ย การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และความผันผวนของภูมิอากาศ การดำเนินนโยบายจึงต้องช่วยให้ตรงกลุ่ม โดยให้ความสำคัญกับประชาชนที่เปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งมีความสามารถรับผลกระทบจากวิกฤตได้น้อยกว่า ขณะเดียวกันต้องลงทุนเพื่อให้เศรษฐกิจสร้างรายได้ในอนาคตได้มากขึ้น
เร่งพลังงานสะอาด ลดค่าไฟ และสร้างรายได้ให้ครัวเรือน
เอกนิติระบุว่า ไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติคิดเป็นมูลค่าเกือบ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP เมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกสูงขึ้นจึงกระทบต่อเศรษฐกิจและรายจ่ายของประชาชนโดยตรง ขณะที่สงครามและวิกฤติพลังงานยังไม่มีความแน่นอนว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด สิ่งที่ต้องเร่งทำคือช่วยให้ประชาชนเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด โดยเขากล่าวว่า จะนำมาตรการเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันจันทร์ตามกำหนดที่ระบุในการบรรยาย เพื่อสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งบนหลังคาและบนพื้นดิน
แนวทางดังกล่าวมุ่งให้ประชาชนลดค่าใช้จ่าย และเปลี่ยนจากผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นผู้ผลิตที่ขายไฟได้ในระยะยาว โดยเบื้องต้นกำหนดระยะเวลาไว้ 20 ปี พร้อมให้ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเข้ามาช่วยด้านเงินทุน เอกนิติอธิบายว่า ผู้ที่ไม่มีเงินทุนจะสามารถติดตั้งระบบได้โดยไม่ต้องออกเงินล่วงหน้า ส่วนภาครัฐต้องลงทุนปรับปรุงระบบสายส่ง เปิดให้ประชาชนขายไฟฟ้า และเปลี่ยนมิเตอร์เป็นสมาร์ตมิเตอร์ เพื่อรองรับการดำเนินงาน ผลที่ต้องการจึงครอบคลุมทั้งการลดค่าไฟ การสร้างรายได้ให้ครัวเรือน และการเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดของประเทศ
ใช้ AI ช่วยร้านค้าขายเก่งขึ้น และเข้าถึงเงินทุน
การช่วยเหลือที่ทำให้ประชาชนมีความสามารถหารายได้ต่อไปได้ เป็นหลักคิดเดียวกับการดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส เอกนิติกล่าวว่า รัฐมีทรัพยากรไม่เพียงพอที่จะช่วยทุกคนพร้อมกัน จึงต้องเลือกช่วยผู้ที่ได้รับผลกระทบมากก่อน นี่เป็นเหตุผลที่โครงการมุ่งให้เงินถึงร้านค้ารายย่อย แล้วจึงหมุนเวียนต่อไปยังธุรกิจอื่น การสนับสนุนยังต้องช่วยให้ผู้ประกอบการพัฒนาการค้าขาย เพื่อให้ประโยชน์ที่ได้รับดำเนินต่อไปได้หลังมาตรการระยะสั้นสิ้นสุดลง
เครื่องมือหนึ่งที่นำมาใช้คือ AI “นกกระซิบ” ซึ่งช่วยผู้ค้ารายย่อยวิเคราะห์ยอดขายและวางแผนเตรียมสินค้า เช่น ดูว่าวันใดขายดีเพื่อเตรียมสินค้าเพิ่ม หรือวันใดขายน้อยเพื่อลดของเหลือและการขาดทุน เอกนิติระบุว่า ข้อมูลรายได้ย้อนหลังยังช่วยผู้ค้าที่ไม่มีหลักประกันหรือหลักฐานรายได้ชัดเจนให้มีข้อมูลประกอบการขอสินเชื่อได้ เทคโนโลยีจึงช่วยทั้งการบริหารร้านและการเข้าถึงเงินทุน ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญของผู้ประกอบการขนาดเล็ก
เอกนิติ กล่าวว่า แนวทางนี้ได้รับความสนใจในการประชุมธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF และการประชุมรัฐมนตรีคลังเอเปค โดยธนาคารโลกแสดงความสนใจนำประสบการณ์ของไทยไปเป็นต้นแบบ และอาจส่งทีมมาช่วยประเมินผลเพื่อขยายการใช้งานต่อไป ส่วนการพัฒนาทักษะขายสินค้าออนไลน์ในโครงการคนละครึ่งพลัส เขาระบุว่าทำให้ร้านค้าที่เรียนรู้ช่องทางดังกล่าวขายสินค้าได้มากขึ้นแม้โครงการจบแล้ว สะท้อนความสำคัญของการเพิ่มทักษะควบคู่กับการช่วยเหลือ เพื่อให้ร้านค้ามีโอกาสสร้างรายได้ต่อเนื่องด้วยตนเอง
ดึงเงินลงทุนให้เกิดงาน เชื่อมมหาวิทยาลัยพัฒนาทักษะคนไทย
สำหรับการเติบโตในระยะต่อไป เอกนิติให้น้ำหนักกับการลงทุน โดยมองว่าไทยต้องใช้ความสนใจจากต่างประเทศให้เกิดโครงการจริง เขายกตัวอย่างนักลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารที่ลงทุน 23,000 ล้านบาท และสามารถเปิดโรงงานได้หลังจากพบกันเมื่อหกเดือนก่อน โครงการดังกล่าวจ้างงานหลายพันคน และมุ่งใช้ไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจอาหาร รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยง โดยนักลงทุนให้เหตุผลที่เลือกไทยว่ามีความเป็นกลางและดำเนินโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเขาเชื่อมโยงกับการเร่งอำนวยความสะดวกผ่าน Thailand Fast Pass หรือ BOI Fast Pass
อย่างไรก็ตาม การดึงเงินลงทุนต้องเดินคู่กับการพัฒนาคนไทยให้มีทักษะรองรับความต้องการของธุรกิจ เอกนิติจึงเสนอให้เชื่อมความร่วมมือระหว่างผู้ลงทุนกับมหาวิทยาลัยไทยผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อฝึกคนให้ตรงกับงานที่เกิดขึ้น ในการหารือ นักลงทุนสะท้อนปัญหาว่าแรงงานที่ผ่านการฝึกแล้วอาจย้ายไปทำงานโรงงานอื่น แต่เขามองว่าการฝึกยังเป็นประโยชน์ต่อประเทศ เพราะช่วยเพิ่มความสามารถให้คนไทย การสนับสนุนการลงทุนจึงต้องเชื่อมไปถึงการศึกษาและการพัฒนาทักษะใหม่ เพื่อให้คนไทยได้รับโอกาสจากธุรกิจที่เข้ามาลงทุนด้วย
รักษาวินัยการคลัง เพื่อให้รัฐพร้อมดูแลเศรษฐกิจ
เอกนิติย้ำว่า การช่วยประชาชนและการลงทุนเพื่ออนาคต ต้องดำเนินไปพร้อมกับการรักษาวินัยการคลัง เพราะประเทศที่ขาดดุลสูงและไม่มีวินัย กำลังเผชิญแรงกดดันจากตลาดผ่านต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น สำหรับไทย เขาระบุว่าเมื่อปิดปีที่ผ่านมา การขาดดุลต่ำกว่าที่คาดไว้ และบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับมุมมองจากลบเป็นมีเสถียรภาพ พร้อมยกตัวเลขอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีที่ 2.4% เทียบกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุเท่ากันที่สูงกว่า 5% เพื่ออธิบายความเชื่อมั่นของตลาดต่อไทย
ในมุมของเอกนิติ ต้นทุนกู้ยืมของรัฐบาลที่ต่ำ มีส่วนช่วยสร้างสภาพแวดล้อมด้านต้นทุนเงินทุนให้ภาคเอกชนด้วย การรักษาวินัยจึงเกี่ยวข้องกับความสามารถในการดูแลเศรษฐกิจโดยรวม และช่วยผู้เปราะบางไปพร้อมกัน หากใช้จ่ายโดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัด ตลาดเงินและตลาดทุนอาจตอบสนองผ่านต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น การเลือกใช้ทรัพยากรให้ตรงกลุ่ม จึงเป็นทั้งวิธีช่วยผู้ที่เดือดร้อนมากที่สุด และการรักษาความพร้อมของรัฐสำหรับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า
ลงทุนรับมือภูมิอากาศใช้ความร่วมมือจากเวทีโลก
ความผันผวนของภูมิอากาศ เป็นอีกความเสี่ยงที่ไทยต้องเตรียมรับมือ ด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เอกนิติยกเหตุการณ์น้ำท่วมหนักก่อนการประชุมธนาคารโลกและ IMF เป็นตัวอย่าง พร้อมกล่าวถึงความเสี่ยง Super El Niño ในปีถัดไป เขาระบุว่า ธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชียพร้อมสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ธนาคารโลกให้คำมั่นสนับสนุนงานด้านเมืองคาร์บอนต่ำ และเงินช่วยเหลือเพื่อศึกษาปัญหาน้ำท่วม การเป็นเจ้าภาพจึงเปิดโอกาสให้ไทยนำปัญหาของประเทศเข้าสู่การหารือ และต่อยอดความร่วมมือเพื่อดำเนินงานต่อไป
นอกจากความร่วมมือด้านเงินทุน ไทยยังใช้เวทีประชุมนำเสนอแนวคิดการสร้างภูมิคุ้มกันท่ามกลางโลกที่แบ่งขั้ว และนำเสนอปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงผ่าน Royal Pavilion เอกนิติกล่าวว่า การจัดงานเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมผ่านผ้าไทย อาหารไทย มวยไทย และงานฝีมือ โดยยกตัวอย่างกระเป๋าจากชุมชนในจังหวัดราชบุรี และงานวาดสำหรับตกแต่งสถานที่จาก 37 ชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เห็นสินค้าและวัฒนธรรมไทย พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้าถึงผู้คนจากต่างประเทศ
เอกนิติมองว่า โจทย์หลังการเป็นเจ้าภาพการประชุมธนาคารโลกและ IMF คือการเปลี่ยนความเชื่อมั่นให้เป็นการลงทุนและโอกาสทางเศรษฐกิจ เขาเปรียบการเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2534 ว่าเป็นช่วงที่ไทยเริ่มทะยานขึ้นในเวทีโลก และต้องการใช้การกลับมาเป็นเจ้าภาพในปี 2569 ทำให้เกิด “Second Take Off” อีกครั้ง การลดภาระพลังงาน การเพิ่มความสามารถให้ผู้ประกอบการรายย่อย การพัฒนาคน และการดึงเงินลงทุน จึงเป็นงานที่ต้องเดินหน้าต่อ เพื่อให้ความสนใจที่โลกมีต่อไทยส่งผลถึงรายได้และความสามารถของคนไทยในระยะยาว
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
นวัตกรรมไทยติดอะไร จบวิทยาศาสตร์อันดับ 7 แต่สิทธิบัตรยังต่ำ
เศรษฐกิจโต แต่ศักยภาพคนอาจตามไม่ทัน โจทย์จัดสรรทุนยุค AI
โลกยุค ‘No Peace No War’: ผ่า 8 ดิสรัปชัน และ 6 ทางรอดประเทศไทย



