เศรษฐกิจไทยเผชิญโจทย์สำคัญจากการเพิ่มผลิตภาพที่ชะลอลง ขณะที่ประชากรวัยทำงานกำลังลดลงตามสังคมสูงวัย องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เสนอให้ไทยเร่งปรับกติกาการแข่งขัน พัฒนาทักษะแรงงาน และขยายการใช้เทคโนโลยีให้ทั่วถึง เพื่อยกระดับรายได้และมาตรฐานการครองชีพ หลังผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัวของไทยเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ในปี 2567 ยังอยู่ที่ระดับเดียวกับปี 2556 พร้อมมองว่ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะช่วยผลักดันการปฏิรูปที่จำเป็นต่อการเติบโตระยะยาว
มาธิอัส คอร์มันน์ เลขาธิการ OECD กล่าวเปิดงาน Future-Ready Economy 2026 ที่กรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (14 ต.ค.) ว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค สามารถเปิดประเทศ ขยายเศรษฐกิจ และยกระดับชีวิตประชาชนหลายสิบล้านคน แต่ความก้าวหน้าในการลดช่องว่างรายได้กับประเทศพัฒนาแล้วเริ่มหยุดชะงัก โดย GDP ต่อหัวของไทยเพิ่มจาก 30% ของค่าเฉลี่ย OECD ในปี 2543 เป็น 40% ในปี 2556 ก่อนจะยังอยู่ที่ 40% ในปี 2567 ขณะเดียวกัน อัตราการเติบโตของผลิตภาพลดจาก 4.8% ต่อปีในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เหลือ 1.7% ต่อปีนับตั้งแต่ปี 2563
คอร์มันน์มองว่า ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนโอกาสที่ไทยจะยกระดับเศรษฐกิจได้อีก หากทำให้ผลิตภาพกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโต เพราะการเพิ่มจำนวนคนทำงานซึ่งเคยช่วยขยายเศรษฐกิจจะทำได้ยากขึ้น เมื่อแรงงานมีจำนวนน้อยลง คนทำงานแต่ละคนจึงต้องสร้างผลผลิตได้มากขึ้น การเตรียมเศรษฐกิจให้พร้อมรับอนาคตในมุมของ OECD ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัว ซึ่งเกิดจากการตัดสินใจเชิงนโยบาย การทำงานของตลาด ทักษะของประชาชน และความเข้มแข็งของสถาบันต่าง ๆ
เปิดการแข่งขันเพิ่มประสิทธิภาพเงินทุน
จุดเริ่มต้นของการเพิ่มผลิตภาพ คือการเปิดให้ธุรกิจแข่งขันกันได้มากขึ้น OECD พบว่า กฎระเบียบของไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซียยังมีข้อจำกัดมากกว่าค่าเฉลี่ยประเทศสมาชิก โดยไทยมีอุปสรรคต่อการเข้าสู่ตลาดค่อนข้างสูง ขณะที่ภาครัฐยังมีบทบาทมากในกิจการไฟฟ้า ขนส่ง และโทรคมนาคม หากกิจการเหล่านี้ได้รับการปกป้องจากการแข่งขัน ต้นทุนที่สูงขึ้นย่อมส่งต่อไปยังธุรกิจและครัวเรือนทั่วทั้งเศรษฐกิจ ข้อเสนอของ OECD คือปรับปรุงกฎระเบียบให้มีประสิทธิภาพ ลดความซับซ้อนของขั้นตอน ลดอุปสรรคสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ และสร้างเงื่อนไขการแข่งขันที่เท่าเทียมระหว่างกิจการของรัฐกับเอกชน
การจัดสรรเงินทุนเป็นอีกปัจจัยที่ต้องปรับปรุง แม้เอเชียเป็นที่ตั้งของบริษัทจดทะเบียนถึง 56% ของโลก และมีมูลค่าหุ้นกู้คงค้างคิดเป็น 30% ของโลก แต่บริษัทจดทะเบียนครึ่งหนึ่งใน 6 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีมูลค่าตลาดต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์หลังหักหนี้สิน คอร์มันน์ระบุว่า ภาพนี้สะท้อนทั้งการถือหุ้นที่กระจุกตัว การจ่ายเงินปันผลต่ำ การถือเงินสดจำนวนมาก และความไม่มั่นใจของนักลงทุนต่อประสิทธิภาพการใช้เงินทุน แนวทางแก้ไขครอบคลุมการเพิ่มความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริษัท ความโปร่งใสเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุม และการคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย ควบคู่กับการเพิ่มทางเลือกระดมทุนสำหรับธุรกิจที่ยังไม่พร้อมเข้าตลาดหลักทรัพย์
ขยายการใช้ AI ยกระดับทักษะแรงงานไทย
ในด้านเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพ แต่ผลที่เกิดขึ้นจะขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจนำไปใช้ได้กว้างขวางเพียงใด คอร์มันน์เน้นบทบาทของนโยบายรัฐในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การกำกับดูแลข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และความมั่นคงปลอดภัยดิจิทัล รวมถึงช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าถึงเทคโนโลยี เพราะหากการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตยังไม่พร้อม ธุรกิจนอกเมืองใหญ่ก็ยากที่จะใช้ประโยชน์จากคลาวด์และ AI ได้เต็มที่ การลงทุนด้านเทคโนโลยี จึงต้องดำเนินไปพร้อมกับการลดข้อจำกัดในการเข้าถึงของผู้ประกอบการ
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์จากเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นได้มากน้อยเพียงใด ยังขึ้นอยู่กับทักษะของผู้ใช้งาน ซึ่งคอร์มันน์มองว่าเป็นโอกาสสำคัญที่สุดของไทย เขาอ้างผลการประเมิน PISA ปี 2568 ว่า นักเรียนไทยอายุ 15 ปีจำนวน 41% มีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าระดับพื้นฐาน เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 26% ขณะที่นักเรียนไทยเพียง 1% อยู่ในกลุ่มที่มีความสามารถสูง เทียบกับ 7% ของ OECD และ 26% ของสิงคโปร์ สำหรับเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งผลงานของแรงงานแต่ละคนมากขึ้น การยกระดับผลการเรียนรู้เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ตั้งแต่การศึกษาปฐมวัย โรงเรียน อาชีวศึกษา ไปจนถึงการพัฒนาทักษะตลอดชีวิตการทำงาน
การพัฒนาคนยังต้องครอบคลุมการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าสู่งานที่มีคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงและแรงงานสูงวัย พร้อมลดต้นทุนการสร้างงานในระบบ เพื่อให้แรงงานนอกระบบมีโอกาสได้รับความคุ้มครอง การฝึกอบรม และเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น คอร์มันน์เชื่อมประเด็นนี้กับการสร้างความเข้มแข็งให้ชนชั้นกลาง โดยเห็นว่าผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นควรสะท้อนออกมาเป็นค่าจ้าง และตลาดแรงงานต้องเปิดให้คนจำนวนมากขึ้นได้รับประโยชน์จากการเติบโต การเพิ่มประสิทธิภาพของเศรษฐกิจจึงต้องเดินคู่กับการขยายโอกาสให้คนทำงาน
เสริมความมั่นคงพลังงานเตรียมการคลังรับวิกฤต
โจทย์การปฏิรูปของไทย เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน OECD คาดว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 2.9% ในปี 2569 และ 3% ในปี 2570 ส่วนไทยคาดว่าจะเติบโตประมาณ 2.1% ในปี 2570 โดยความเสี่ยงสำคัญมาจากพลังงาน อาหาร และภาวะการเงินที่อาจตึงตัวมากขึ้น หากราคาพลังงานและอาหารยังอยู่ในระดับสูงพร้อมกับภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้น OECD ประเมินว่าการเติบโตของโลกในปี 2570 อาจต่ำกว่าคาดการณ์หลัก 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ และเงินเฟ้ออาจสูงขึ้น 1.1 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่รัฐบาลหลายประเทศมีข้อจำกัดในการใช้จ่ายมากกว่าในอดีตจากภาระหนี้ที่สูงขึ้น
ความมั่นคงด้านพลังงาน มีผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขัน ประเทศที่รับมือกับความผันผวนได้ดีกว่า คือประเทศที่มีแหล่งพลังงานหลากหลาย ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถเปลี่ยนไปใช้พลังงานประเภทอื่นได้ OECD เสนอให้ลงทุนในพลังงานหมุนเวียน ระบบโครงข่ายไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงาน พร้อมปรับกฎระเบียบและภาษีที่เกี่ยวข้องเพื่อลดต้นทุน สำหรับไทยยังต้องลงทุนรับมือความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่กระทบภาคเกษตร โครงสร้างพื้นฐาน และเมืองชายฝั่ง ส่วนมาตรการช่วยเหลือด้านพลังงานควรจำกัดระยะเวลาและมุ่งไปยังผู้ที่จำเป็น เพื่อรักษาความสามารถทางการคลังในการรับมือวิกฤติครั้งต่อไป
ลดอุปสรรคลงทุน เพิ่มโอกาสการค้าอาเซียน
ด้านการค้าและการลงทุน คอร์มันน์เห็นว่า การมีแหล่งจัดหาสินค้าหลากหลาย และสร้างความสัมพันธ์กับคู่ค้าที่เชื่อถือได้ จะช่วยลดความเปราะบางของเศรษฐกิจ การปรับห่วงโซ่อุปทานโลกเปิดโอกาสให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดึงดูดการลงทุนมากขึ้น แต่ผลประโยชน์ที่แต่ละประเทศจะได้รับ ขึ้นอยู่กับนโยบายภายในด้วย ปัจจุบันทุกประเทศในภูมิภาคยังมีข้อจำกัดด้านการลงทุนจากต่างชาติสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง ขนส่ง โทรคมนาคม สื่อ และการเงิน ทั้งที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสามารถนำเทคโนโลยี ทักษะ ความรู้ด้านการบริหาร และโอกาสเข้าถึงตลาดเข้ามาพร้อมกับเงินทุน
โอกาสของไทยยังเชื่อมโยงกับการรวมตัวทางเศรษฐกิจในอาเซียน ซึ่งครอบคลุมบริการ ข้อมูล และการชำระเงินดิจิทัลมากขึ้น OECD ประเมินว่า ความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนที่มีเป้าหมายสูงอาจช่วยเพิ่มการค้าของไทยกับประเทศในภูมิภาคได้ 24% และเพิ่มการค้าโดยรวมได้ 5% ขณะเดียวกัน ยังมีโอกาสลดต้นทุนผ่านการปรับปรุงศุลกากร การใช้เอกสารดิจิทัล และการบริหารจัดการชายแดน การเปิดตลาดภายใต้กติกาที่ชัดเจน จึงช่วยทั้งขยายโอกาสทางธุรกิจ และเพิ่มทางเลือกในการรับมือความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก
เข้า OECD หนุนไทยปฏิรูปเศรษฐกิจ
สำหรับกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD คอร์มันน์มองว่าจะช่วยให้ไทยผลักดันการปฏิรูปด้านผลิตภาพ การแข่งขัน และทักษะได้ต่อเนื่อง หลัง OECD เชิญไทยเปิดการหารือเข้าเป็นสมาชิกเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 และไทยยื่นเอกสารประเมินตนเองเมื่อเดือนธันวาคม 2568 เพื่อเข้าสู่การพิจารณาทางเทคนิค ประโยชน์เริ่มเกิดขึ้นระหว่างการทบทวนกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งด้านการลงทุน ธรรมาภิบาลบริษัท ดิจิทัล การศึกษา การค้า สิ่งแวดล้อม และการบริหารภาครัฐ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและเพิ่มความน่าสนใจของไทยในการดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพ ก่อนส่งต่อผลไปสู่รายได้และมาตรฐานการครองชีพของประชาชน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ชี้โอกาสเชื่อมตลาดทุน ชูโจทย์ลงทุนปรับระบบ
‘ศุภจี’ ดันการค้าไทยยุคใหม่ เปลี่ยนจากแข่งราคา สู่สร้างมูลค่าเพิ่ม
ประธานาธิบดีสิงคโปร์ เตือน AI เพิ่มผลิตภาพ แต่การจ้างงานอาจไม่โตตาม



