Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ชี้โอกาสเชื่อมตลาดทุน ชูโจทย์ลงทุนปรับระบบ

สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ชี้โอกาสเชื่อมตลาดทุน ชูโจทย์ลงทุนปรับระบบ

สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยผลักดันความร่วมมือกับธุรกิจการเงินดั้งเดิม เปิดทางนำบล็อกเชนมาใช้กับกองทุนรวมและหุ้น หวังลดต้นทุน เพิ่มโอกาสลงทุนและระดมทุน ชี้การเปลี่ยนผ่านต้องใช้เงินปรับระบบ ขณะที่ผู้ประกอบการยังต้องประเมินความต้องการใช้บริการใหม่ ควบคู่กับการพัฒนากฎหมายรองรับ

การเชื่อมสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ากับตลาดทุน เป็นโอกาสที่สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยต้องการผลักดัน ผ่านการนำบล็อกเชนมาใช้กับกองทุนรวม หุ้น และบริการทางการเงิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกรรมและขยายโอกาสเข้าถึงเงินทุน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านยังมีโจทย์สำคัญเรื่องเงินลงทุนปรับระบบเบื้องหลัง เพราะแม้ผู้ประกอบการจะเห็นประโยชน์ของเทคโนโลยี แต่ระบบเดิมยังใช้งานได้ และยังต้องประเมินว่าบริการใหม่จะได้รับความสนใจจากผู้ใช้มากเพียงใด

นเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย และ ผู้ก่อตั้ง Ricco คอมมูนิตี้สำหรับผู้ต้องการพัฒนาตัวเองในยุคดิจิทัล กล่าวว่า ทิศทางของอุตสาหกรรมเปลี่ยนไป จากช่วงที่คนในวงการมองว่าคริปโทเคอร์เรนซีจะเข้ามาแทนที่ระบบการเงินเดิม ปัจจุบันทั้ง 2 ฝ่ายกลับเดินเข้าหากันมากขึ้น เพราะผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัลต้องการเข้าถึงเงินทุนในระบบการเงินดั้งเดิมซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า ขณะที่สถาบันการเงินเห็นประโยชน์ของบล็อกเชน ในการลดต้นทุนและเพิ่มความรวดเร็วในการทำธุรกรรม สมาคมจึงวางแนวทางเชื่อมผู้ประกอบการทั้ง 2 กลุ่ม ควบคู่กับการผลักดันสเตเบิลคอยน์ ที่อ้างอิงเงินบาทและการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน

นเรศเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการเงิน สินทรัพย์ดิจิทัล และการลงทุน มีประสบการณ์งานสื่อด้านการเงิน 10 ปี และฟินเทคสตาร์ตอัปกว่า 10 ปี รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและการสื่อสารภาพลักษณ์ ให้กับฟินเทคและองค์กรด้านสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งไทยและต่างชาติ เขามองว่า การสร้างความร่วมมือกับสถาบันการเงินและผู้ประกอบการในตลาดทุน จะช่วยขยายโอกาสให้ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลพัฒนาบริการที่นำไปใช้งานได้กว้างขึ้น ทั้งด้านการลงทุน การระดมทุน และการชำระเงิน

เงินลงทุนปรับระบบโจทย์ใหญ่เชื่อมตลาดทุน

นเรศ กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญของการนำบล็อกเชนมาใช้ในตลาดทุน คือระบบเบื้องหลังที่ใช้งานมานานยังไม่รองรับเทคโนโลยีนี้ การพัฒนาบริการอย่างกองทุนรวมที่แปลงหน่วยลงทุนเป็นโทเคน จึงต้องมีระบบรองรับ แม้ผู้ประกอบการจะเห็นโอกาสลดต้นทุนในระยะยาว แต่การลงทุนปรับระบบในช่วงที่ธุรกิจตลาดทุนเผชิญความยากลำบากก็เป็นภาระที่ต้องพิจารณา โดยเฉพาะเมื่อระบบเดิมยังให้บริการซื้อขายได้ตามปกติ การตัดสินใจจึงต้องชั่งน้ำหนัก ระหว่างค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นกับประโยชน์จากระบบใหม่

ความไม่แน่นอนของผู้ใช้บริการเป็นอีกเงื่อนไขหนึ่ง เพราะการพัฒนาระบบใหม่ ไม่ได้หมายความว่าจะมีผู้ลงทุนเข้ามาใช้งานทันที ผู้ประกอบการยังต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจว่าการนำบล็อกเชนมาใช้ให้ประโยชน์อย่างไร และแตกต่างจากบริการเดิมตรงไหน ขณะเดียวกัน ทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและธุรกิจการเงินดั้งเดิมยังต้องศึกษารายละเอียดของเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจร่วมกัน จึงเป็นเหตุให้ความคืบหน้าในทางปฏิบัติต้องใช้เวลา แม้แนวนโยบายจะเดินหน้าไปแล้วก็ตาม

สมาคมได้หารือกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ และสมาคมบริษัทจัดการลงทุน เพื่อให้ความรู้เรื่องการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน ช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นแนวทางนำไปใช้ชัดเจนขึ้น นเรศมองว่า การสร้างความเข้าใจเป็นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน เพราะผู้เกี่ยวข้องต้องพิจารณารายละเอียดมากกว่าประโยชน์ของเทคโนโลยีในภาพรวม ทั้งวิธีดำเนินงาน ระบบที่ต้องรองรับ และความเหมาะสมในการนำมาใช้กับบริการของตนเอง

แปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนเพิ่มโอกาสลงทุนและระดมทุน

สำหรับการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน หรือ Tokenized Asset นเรศระบุว่ากองทุนรวมและหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่อยู่ในแนวทางผลักดัน ประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการคือการลดต้นทุนงานเอกสารและระบบเบื้องหลัง ส่วนผู้ลงทุนอาจเข้าถึงการลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อยลงจากการแบ่งหน่วยลงทุนให้ย่อยลง ช่วยเพิ่มทางเลือกแก่คนเริ่มทำงานและผู้ที่มีเงินลงทุนจำกัด ทั้งนี้ เขาระบุว่า การแปลงหน่วยลงทุนของกองทุนรวมเป็นโทเคน สามารถดำเนินการได้แล้ว แต่ยังได้รับความสนใจไม่มาก ขณะที่การนำหุ้นมาอยู่บนบล็อกเชนยังต้องรอการปรับกฎหมายหลักทรัพย์ให้รองรับ

โอกาสอีกด้านคือการขยายเวลาซื้อขาย จากความสามารถของบล็อกเชนในการตรวจสอบและส่งมอบสินทรัพย์ได้รวดเร็วขึ้น นเรศมองว่าหากพัฒนาไปสู่การซื้อขายได้ต่อเนื่อง ผู้ลงทุนที่อยู่ต่างเขตเวลาก็จะทำธุรกรรมได้สะดวกขึ้น และอาจนำไปสู่ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น ประโยชน์จึงครอบคลุมทั้งการลดต้นทุนของผู้ให้บริการและการเพิ่มโอกาสทำธุรกรรมของผู้ลงทุน อย่างไรก็ตาม ยังต้องพัฒนากฎหมายและระบบที่เกี่ยวข้องให้รองรับก่อนจะเกิดการใช้งานตามแนวทางดังกล่าว

ในระยะยาว สมาคมมองถึงการเพิ่มทางเลือกระดมทุนให้เอสเอ็มอี ซึ่งมีข้อจำกัดมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ นเรศ กล่าวว่า ธุรกิจรายใหญ่สามารถเข้าตลาดหุ้นหรือออกหุ้นกู้ได้ ขณะที่ธุรกิจรายเล็กอาจไม่พร้อมรับภาระต้นทุนเหล่านี้ แม้การระดมทุนจากผู้ลงทุนจำนวนมากจะเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่การลงทุนในรูปแบบหุ้นยังมีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง เพราะผู้ลงทุนที่ต้องการขายต่ออาจหาผู้ซื้อได้ยาก หากนำบล็อกเชนมาพัฒนาระบบรองรับการเปลี่ยนมือได้เหมาะสม ก็อาจเพิ่มความสะดวกในการลงทุนและโอกาสระดมทุนของธุรกิจ ซึ่งสมาคมยังต้องหารือกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อวางแนวทางต่อไป

เปิดเวทีนโยบายไทย เชื่อมผู้ประกอบการระดับโลก

การสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัลกับภาคการเงิน เป็นเป้าหมายหนึ่งของงานเสวนา Digital Asset Opportunity in Thailand ซึ่งสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยร่วมเป็นเจ้าภาพกับคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร โดยเป็น Official Affiliate Program ของงานประชุม World Bank–IMF เพื่อสื่อสารทิศทางนโยบายของไทยต่อผู้ประกอบการระดับโลก และเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องในประเทศได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อการนำบล็อกเชนมาใช้กับระบบการเงิน

ภายในงาน กรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงอนาคตระบบการเงินไทยที่มีสเตเบิลคอยน์และการแปลงสินทรัพย์ เป็นโทเคนเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน ขณะที่ Marc Forni ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการบริหารความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ธนาคารโลก ร่วมกล่าวถึงโอกาสของประเทศไทย ส่วน ดร.สักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายและกำกับผู้ให้บริการการชำระเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย นำเสนอแนวนโยบายใช้บล็อกเชนเพื่อลดต้นทุนทางการเงิน และการผลักดันสเตเบิลคอยน์เงินบาท และ นภนวลพรรณ ภวสันต์ ผู้ช่วยเลขาธิการสายนวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวถึงนโยบายส่งเสริมสินทรัพย์ดิจิทัล

การนำเสนอนโยบายของทั้ง 2 หน่วยงาน มีเป้าหมายต้องการให้บริษัทต่างชาติรับทราบพัฒนาการของไทยโดยตรง โดยมีบริษัทระดับโลกเข้าร่วม เช่น Solana Foundation, Hashgraph, Stellar และ Circle ตลอดจนผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์และกลุ่มโบรกเกอร์ รวมถึง SCBX, TokenX และ TrueMoney นเรศมองว่า ความคืบหน้าด้านกฎหมายและความพร้อมของผู้ประกอบการไทย เป็นสิ่งที่บริษัทต่างชาติให้ความสนใจ โดยเฉพาะการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน ซึ่งอาจนำไปสู่การพิจารณาขยายการลงทุนในประเทศต่อไป

สเตเบิลคอยน์เงินบาท เพิ่มทางเลือกโอนและชำระเงิน

นอกเหนือจากตลาดทุน สมาคมยังผลักดันสเตเบิลคอยน์ที่อ้างอิงเงินบาท หรือ Thai Baht Stablecoin เพื่อเพิ่มโอกาสนำบล็อกเชนมาใช้ในระบบการเงิน นเรศมองว่าประโยชน์ที่ผู้ใช้น่าจะเห็นได้ชัดคือการโอนเงินระหว่างประเทศ ซึ่งยังมีต้นทุนจากการผ่านตัวกลางหลายทอด หากลดขั้นตอนเหล่านี้ได้ ก็มีโอกาสลดค่าธรรมเนียมและระยะเวลาทำธุรกรรม ส่วนการใช้จ่ายภายในประเทศ อาจไม่ได้ให้ประสบการณ์ต่างจากการโอนผ่านแอปธนาคารมากนัก เพราะระบบปัจจุบันสะดวกอยู่แล้ว ประโยชน์ในช่วงแรกจึงอาจอยู่ที่การลดต้นทุนของผู้ให้บริการทางการเงิน

ในมุมของภาคธุรกิจ การเชื่อมต่อกับสเตเบิลคอยน์ที่ใช้ในต่างประเทศ อาจเพิ่มทางเลือกรับชำระเงินให้สตาร์ตอัป ผู้ส่งออก และผู้ให้บริการที่มีลูกค้าทั่วโลก นเรศยกตัวอย่างผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน ที่ปัจจุบันต้องรับเงินผ่านบัตรเครดิตหรือผู้ให้บริการชำระเงินระหว่างประเทศ หากไทยมีกติกาที่รองรับการรับชำระด้วยสเตเบิลคอยน์ ก็อาจช่วยลดภาระค่าธรรมเนียม และเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกิจกับลูกค้าต่างประเทศได้ สำหรับความคืบหน้าของสเตเบิลคอยน์เงินบาท เขาคาดว่าน่าจะเห็นความชัดเจนในปีหน้า

ส่วนการใช้งานที่นเรศมองว่ามีโอกาสเห็นผลในระยะใกล้คือ Tourist Digipay ซึ่งเปิดทางให้นักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่ทำงานในไทย นำคริปโทเคอร์เรนซีมาขายผ่านผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตในประเทศ แล้วนำเงินบาทที่ได้เข้าสู่กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการผ่านระบบชำระเงินไทย ผู้ถือคริปโทเคอร์เรนซีจึงมีช่องทางใช้จ่ายสะดวกขึ้น ขณะที่ร้านค้ารับชำระเป็นเงินบาท เขาประเมินว่า แนวทางนี้อาจเพิ่มกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม แม้จะยังไม่เพียงพอให้ภาคท่องเที่ยวพลิกฟื้นได้ด้วยมาตรการเดียว

ปรับกฎหมายส่งเสริมนวัตกรรมควบคู่กำกับดูแล

นเรศ กล่าวว่า สมาคมและกรรมาธิการการเงินเห็นตรงกันว่า ควรเพิ่มบทบาทการส่งเสริมนวัตกรรมในกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัล ควบคู่กับการกำกับดูแล โดยเปิดให้ผู้ประกอบการนำประสบการณ์และแนวคิดมาหารือกับภาครัฐ ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลยังมีภารกิจป้องกันการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในทางผิดกฎหมาย การพัฒนากติกาจึงต้องรับฟังทั้งโอกาสทางธุรกิจและข้อกังวลด้านการตรวจสอบ เพื่อให้บริการใหม่เกิดขึ้นได้ภายใต้การกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ

การเป็นศูนย์กลางการเงินดิจิทัล ในมุมมองของนเรศ ต้องมีระบบตรวจสอบที่โปร่งใสและการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพด้วย สมาคมจึงให้ความสำคัญกับการประสานงาน ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน ก.ล.ต. หน่วยงานตรวจสอบแหล่งเงินและปราบปรามอาชญากรรม ตลอดจนผู้ประกอบการ สถาบันการเงิน และบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางที่รองรับการใช้งาน พร้อมป้องกันการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ในทางที่ผิด

เป้าหมายที่สมาคมต้องการเห็นภายใน 1 ปี คือ การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องในการปรับปรุงกฎหมาย ให้ส่งเสริมนวัตกรรม พร้อมกับกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการเกิดความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัล กับธุรกิจการเงินดั้งเดิมอย่างชัดเจนขึ้น นเรศเชื่อว่า ไทยมีโอกาสพัฒนาเป็นศูนย์กลางการเงินดิจิทัล โดยต้องอาศัยความร่วมมือในการนำแนวนโยบายไปปฏิบัติ ทั้งการเตรียมระบบรองรับ การพัฒนาความรู้ และการสร้างบริการที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเติบโตได้

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

‘ศุภจี’ ดันการค้าไทยยุคใหม่ เปลี่ยนจากแข่งราคา สู่สร้างมูลค่าเพิ่ม

AI ดันการค้าสินค้าโลกโตสวนกระแสสงคราม WTO คาดปี 2569 ขยายตัว 3.9%

เศรษฐกิจโต แต่ศักยภาพคนอาจตามไม่ทัน โจทย์จัดสรรทุนยุค AI

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar