Share on
×

Share

New S-Curve ไทย: ส่งออกโตแต่ฟื้นไม่ทั่วถึง เอกชนเสนอทางเพิ่มรายได้ธุรกิจไทย

New S-Curve ไทย: ส่งออกโตแต่ฟื้นไม่ทั่วถึง เอกชนเสนอทางเพิ่มรายได้ธุรกิจไทย

การส่งออกที่ขยายตัวสูงยังไม่เพียงพอจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ทั่วถึง เมื่อแรงขับเคลื่อนหลักกระจุกอยู่ในสินค้าเทคโนโลยีและบริษัทขนาดใหญ่ ขณะที่ผู้ประกอบการไทยอีกส่วนยังแข่งขันด้านราคาได้ยากและปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก ข้อเสนอจากเวทีสัมมนา “New S-Curve Thailand” ในงาน CEO ECONMASS Awards 2026 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จึงให้ความสำคัญกับการเชื่อมการลงทุนใหม่เข้ากับธุรกิจในประเทศ ควบคู่กับการแก้กฎระเบียบ การเข้าถึงเงินทุน และการพัฒนาคน เพื่อให้การเติบโตส่งต่อถึงผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัว

ส่งออกโตสูงทำไมธุรกิจไทยยังฟื้นไม่ทั่วถึง

พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตัวเลขส่งออกที่เติบโตประมาณ 17% สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่างกันอย่างชัดเจน หรือ K Shape โดยสินค้าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและบริษัทขนาดใหญ่มีการส่งออกเพิ่มขึ้นมาก ขณะที่อุตสาหกรรมที่ปรับตัวไม่ทันเทคโนโลยีและกติกาด้านคาร์บอน รวมถึงเอสเอ็มอีที่แข่งขันด้านราคาไม่ได้ ยังเผชิญแรงกดดัน ความแตกต่างนี้เป็นเหตุให้แม้การส่งออกเติบโตสูง แต่ประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ยังอยู่ที่ราว 2.1–2.4% และการผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตถึง 3% ต้องให้ความสำคัญกับธุรกิจกลุ่มที่ยังอ่อนแอด้วย

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองสอดคล้องกันว่า การส่งออกที่เพิ่มขึ้นมากในกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งมีการลงทุนจากต่างประเทศ ยังไม่ได้ทำให้ประโยชน์กระจายเข้าสู่ธุรกิจไทยตลอดห่วงโซ่การผลิตเท่าที่ควร ส่วนสินค้าที่ใช้วัตถุดิบและการผลิตในประเทศ เช่น เกษตร เกษตรแปรรูป และสินค้าอุตสาหกรรมไทย ยังเติบโตได้จำกัด การกำหนดทิศทางเศรษฐกิจจึงควรให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่สร้างรายได้ให้ประเทศ ทั้งภาคเกษตร การแปรรูป การท่องเที่ยว บริการ และธุรกิจสุขภาพ พร้อมกับทำให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีส่วนร่วมกับการลงทุนใหม่มากขึ้น

โอกาสสำคัญอยู่ที่การเชื่อมผู้ผลิตไทย เข้ากับห่วงโซ่การผลิตของบริษัทต่างชาติ โดยดร.พจน์เห็นว่า แรงกดดันจากมาตรการภาษีและเงื่อนไขทางการค้า จะทำให้นักลงทุนต้องพิจารณาการผลิตและการใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น ผู้ประกอบการไทยจึงมีโอกาสเป็นพันธมิตร และผู้ผลิตชิ้นส่วนให้กับบริษัทที่เข้ามาลงทุน ขณะเดียวกัน การส่งเสริมการลงทุน ควรกลับมาช่วยยกระดับอุตสาหกรรมไทยเดิมที่ประสบปัญหาการแข่งขันด้วย เพื่อให้ธุรกิจในประเทศสามารถเติบโตไปกับการลงทุนจากต่างประเทศได้

เพิ่มมูลค่าธุรกิจไทยเชื่อมเอสเอ็มอีถึงแหล่งทุน

ธวัชชัย ชีวานนท์ ประธานผู้บริหาร Product & Business Solutions และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เสนอว่า การสร้างเศรษฐกิจใหม่ต้องพิจารณาห่วงโซ่ธุรกิจให้ครบ โดยเฉพาะบทบาทของผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่จะช่วยให้เอสเอ็มอีในห่วงโซ่เดียวกันเติบโตตามไปด้วย โอกาสของไทยยังครอบคลุมธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เช่น การบริการและการต้อนรับ ซึ่งควรเปลี่ยนจากการมุ่งเพิ่มปริมาณและลดราคา ไปสู่การเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ พร้อมพัฒนาผู้ประกอบการให้มีความสามารถออกไปแข่งขันในระดับภูมิภาคและต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การปรับธุรกิจต้องใช้เงินลงทุน ทั้งการนำเทคโนโลยีมาใช้ การลดคาร์บอน และการพัฒนาธุรกิจให้รับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ ธวัชชัยจึงเห็นว่า ตลาดเงินและตลาดทุนต้องทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน ขณะเดียวกัน ปัญหาเดิมทั้งความเหลื่อมล้ำ หนี้นอกระบบ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อยู่นอกระบบยังต้องได้รับการแก้ไข เพราะเมื่อไม่มีข้อมูลเพียงพอ ทั้งภาครัฐและสถาบันการเงินก็เข้าไปให้ความช่วยเหลือได้ยาก การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม จึงต้องดำเนินควบคู่กับการสนับสนุนเงินทุน หากต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุน

สำหรับข้อจำกัดในการขอสินเชื่อ ธวัชชัย กล่าวว่า ข้อมูลรายได้ รายจ่าย และบัญชีที่เชื่อถือได้เป็นพื้นฐานสำคัญของการพิจารณาเงินกู้ หากผู้ประกอบการยังอยู่นอกระบบหรือมีบัญชีหลายชุด ธนาคารย่อมประเมินความสามารถในการชำระหนี้ได้ยาก หลักการนี้ใช้ได้ตั้งแต่ผู้ค้ารายย่อยไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ โดยยกตัวอย่างผู้ขายหมูปิ้งว่า หากธนาคารเห็นยอดขายและรายรับรายจ่าย ก็สามารถใช้ข้อมูลเหล่านั้นประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ให้เหมาะกับความสามารถในการหารายได้และชำระหนี้ได้ การทยอยนำธุรกิจเข้าสู่ระบบและทำข้อมูลให้โปร่งใสจึงเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาการเข้าถึงเงินทุน

BOI to IPO ดึงธุรกิจใหม่ระดมทุนในไทย

ด้านตลาดทุน อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยมีภาพการเติบโตที่แตกต่างกันเ ช่นเดียวกับเศรษฐกิจโดยรวม แม้ในช่วง 10 เดือนที่กล่าวถึงบนเวที ตลาดปรับขึ้นประมาณ 25% และการซื้อขายเพิ่มขึ้น 60% จากปีก่อน แต่แรงขับเคลื่อนส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่บริษัทขนาดเล็กบางส่วนได้รับความสนใจจากนักลงทุนและมีการซื้อขายลดลง การสร้างโอกาสใหม่ให้ตลาดทุนจึงต้องเพิ่มทั้งธุรกิจใหม่ การลงทุนใหม่ และทางเลือกให้กับนักลงทุน

แนวทางหนึ่งคือ BOI to IPO ซึ่งมุ่งชวนธุรกิจที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย พิจารณาใช้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุน โดยเฉพาะธุรกิจในเศรษฐกิจใหม่ ที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI อัสสเดชมองว่า หากดำเนินการได้สำเร็จ จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้ตลาดทุนและเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าถึงธุรกิจเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเข้าจดทะเบียนยังขึ้นอยู่กับนโยบายระดับโลกของแต่ละบริษัท และปัจจัยอีกหลายด้าน จึงต้องศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว

ยกระดับแรงงาน ลดกฎระเบียบขวางลงทุน

การทำให้ผู้ประกอบการไทยพร้อมรับโอกาสดังกล่าว ยังต้องเร่งปรับตัวทั้งเทคโนโลยี การค้า แรงงาน และสิ่งแวดล้อม พิมพ์ใจเสนอให้ใช้นวัตกรรมและ AI ยกระดับอุตสาหกรรม พร้อมกระจายตลาดผู้ซื้อและแหล่งวัตถุดิบให้กว้างขึ้น โดยใช้ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ของไทย สร้างความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิตทั่วโลก ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานให้รองรับธุรกิจในอนาคต และปรับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับกติกาด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งล้วนมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ

ส่วนอุปสรรคที่ต้องเร่งแก้ ดร.พจน์ให้น้ำหนักกับการทุจริต กฎระเบียบซ้ำซ้อน และขั้นตอนอนุญาตของภาครัฐ โดยเสนอให้เริ่มแก้กฎกระทรวง และประกาศกรมที่เป็นข้อจำกัดก่อน เพราะดำเนินการได้เร็วกว่าการแก้พระราชบัญญัติ พร้อมเชื่อมระบบขออนุญาตผ่านช่องทางดิจิทัล เพื่อลดขั้นตอนและการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ ต้องเร่งปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาทักษะแรงงาน รวมถึงปฏิรูปภาคเกษตรตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำ การจัดพื้นที่เพาะปลูก ต้นทุน พันธุ์พืช ไปจนถึงการตลาด เพราะรายได้ของเกษตรกรและครอบครัวมีผลต่อกำลังซื้อและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ

รัฐ–เอกชนต้องมีเป้าหมาย และผู้รับผิดชอบชัดเจน

การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เป็นอีกเงื่อนไขที่อัสสเดชเห็นว่าต้องเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยยกตัวอย่างการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า ที่ต้องดำเนินนโยบายให้สอดคล้องกัน ทั้งความพร้อมของระบบไฟฟ้า การลงทุนสถานีชาร์จล่วงหน้า และการสนับสนุนด้านการเงิน หากหน่วยงานต่าง ๆ ผลักดันเฉพาะส่วนของตนเอง การลงทุนก็เดินหน้าได้ยาก ขณะที่ธวัชชัยเสนอให้ความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนมีเป้าหมาย ผู้รับผิดชอบ และกรอบเวลาชัดเจน พร้อมติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนแผนให้เกิดการดำเนินงานจริง

สำหรับเงื่อนไขเร่งด่วน ดร.พจน์ย้ำถึงเสถียรภาพทางการเมือง การลดทุจริต การเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน และการปฏิรูประบบราชการ ส่วนพิมพ์ใจให้ความสำคัญกับการเมืองที่มีเสถียรภาพ และการรักษาความเป็นกลางของประเทศ ข้อเสนอเหล่านี้สะท้อนว่า การสร้าง New S-Curve ของไทยต้องเดินไปพร้อมกับการแก้ปัญหาที่ผู้ประกอบการเผชิญอยู่ ทั้งต้นทุนการปรับตัว ข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุน และอุปสรรคจากภาครัฐ เพื่อให้ธุรกิจไทยมีความพร้อมเชื่อมต่อกับการลงทุนใหม่ และสร้างรายได้จากการเติบโตได้มากขึ้น

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

‘สาระ ล่ำซำ’ คว้า ‘สุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน’ ปี 2569 จากงาน CEO ECONMASS Awards 2026

ให้ AI ตัดสินใจแค่ไหน? Omise, Microsoft และ OpenAI ชี้จุดที่คนต้องตัดสินใจเอง

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar