Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ชูตลาดทุน-มาตรการ BOI สานพลังเอกชน ปี 3 เปลี่ยนวิกฤติสู่โอกาสชุมชน

สานพลังเอกชน ปีที่ 3: เปลี่ยนวิกฤติซ้อนวิกฤติ สู่โอกาสของชุมชน ด้วยตลาดทุนและมาตรการ BOI

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบห่วงโซ่อุปทาน สังคมสูงวัย และภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้น ผู้นำโลกในเวที COP30 ตั้งเป้าขยายเงินทุนเพื่อการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าภายในปี 2578 ขณะที่ผู้ลงทุนกว่า 80% พร้อมเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเพื่อความยั่งยืนเพื่อกระจายความเสี่ยง คำถามสำคัญคือประเทศไทยจะมีกลไกใดรองรับกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างเป็นระบบ

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย (THAI LCA) สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม ร่วมกันจัดงาน “สานพลังเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมจากฐานรากสู่ความยั่งยืน ปีที่ 3” เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ พร้อมต่อยอดพลังภาคเอกชนในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชนและขยายผลสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

บทบาทใหม่ของตลาดทุนไทยในโลกวิกฤติซ้อนวิกฤติ

ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ สายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ สายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ สายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้มีบทบาทเป็นเพียงศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์เท่านั้น แต่ยังมุ่งมั่นพัฒนาตลาดทุนให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการขยายโอกาสและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมไทยในหลากหลายด้าน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “เส้นทางแห่งความเชื่อมั่น สู่โอกาสของทุกคน”

ตัวอย่างความพยายามดังกล่าวปรากฏผ่าน SETCarbon แพลตฟอร์มบริหารจัดการและรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และการเตรียมพร้อมทุกภาคส่วนให้รองรับ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการยกระดับการกำกับดูแลกิจการที่ดีโดยร่วมกับ ก.ล.ต. จัดทำ 6 มาตรฐานองค์ความรู้กรรมการไทย ขณะเดียวกันยังดำเนินโครงการคอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน และสนับสนุนรถพยาบาลและอุปกรณ์การแพทย์แก่มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ภายใต้โครงการ 50 ปี ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนทำความดีเพื่อสังคม

สุชา บุณยเนตร รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กล่าวถึงบริบทความท้าทายที่โลกเผชิญอยู่ในขณะนี้ว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน การแบ่งขั้วทางการค้า สังคมสูงวัย และภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้น สิ่งเหล่านี้สร้างความผันผวนต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจ การเร่งสร้างภูมิคุ้มกันจึงกลายเป็นวาระเร่งด่วน โดยในเวที COP30 ผู้นำโลกได้ตั้งเป้าขยายเงินทุนเพื่อการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าภายในปี 2578 และพบว่าผู้ลงทุนกว่า 80% พร้อมที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเพื่อความยั่งยืนเพื่อกระจายความเสี่ยง ด้วยเหตุนี้ ตลาดทุนจึงต้องยกระดับจากการเป็นเพียงแหล่งระดมทุนธรรมดา ให้กลายเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโตแบบยั่งยืน

สถาปัตยกรรมระบบนิเวศ 6 ด้านของ ก.ล.ต. เพื่อความยั่งยืน

คุณสุชา กล่าวว่า ก.ล.ต. ได้เดินหน้าแผนงานเพื่อพัฒนาระบบนิเวศ 6 ด้าน ซึ่งถือเป็นความจำเป็นในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ด้านแรกคือการเปิดเผยข้อมูล ก.ล.ต. ผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูลผ่านแบบ 56-1 One Report มาตั้งแต่ปี 2565 และกำลังก้าวสู่มาตรฐานโลกผ่าน Thailand ISSB Roadmap โดยใช้แนวทางค่อยเป็นค่อยไป พร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้ภาคธุรกิจสามารถสื่อสารศักยภาพการบริหารความเสี่ยงให้นักลงทุนรับทราบ

ด้านที่สองคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อความยั่งยืน มีการสนับสนุนมาตรการจูงใจ เช่น ยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับ ESG Bond และผลักดันการนำคาร์บอนเครดิตเข้าสู่ตลาด ส่งผลให้ตลาด ESG Bond เติบโตขึ้นถึง 29% ในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์สำคัญในปีนี้คือการสนับสนุนกิจกรรมสีเหลืองหรือ Transition Finance เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมที่ลดคาร์บอนได้ยากสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดก๊าซเรือนกระจก และลดการพึ่งพาทรัพยากรที่มีความเสี่ยง

ด้านที่สามคือการสร้างเข็มทิศให้ผู้ลงทุนในด้าน ESG ก.ล.ต. มุ่งผลักดันการสกัดกั้นการฟอกเขียวหรือ Greenwashing โดยกำหนดให้กองทุน SRI ต้องมีตราสัญลักษณ์ที่ชัดเจน และล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ได้เปิดโอกาสให้ Thai ESG Fund สามารถลงทุนในหุ้นกลุ่ม CG Plus ที่มีคะแนน CGR 90 ขึ้นไปได้

ด้านที่สี่คือการรับรองความน่าเชื่อถือ สนับสนุนให้มีผู้ประเมินอิสระ ซึ่งปัจจุบันมี 4 ราย เข้ามาตรวจสอบและรับรองมาตรฐานด้าน ESG เพื่อให้ข้อมูลมีความแม่นยำ

ด้านที่ห้าคือความคล่องตัวของข้อมูล ก.ล.ต. เปิดตัว ESG Product Platform เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงและเปรียบเทียบข้อมูลได้อย่างฉับไว

และด้านที่หกคือพลังของความร่วมมือ ท่ามกลางแนวโน้มการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจโลก การเดินหน้าเพียงลำพังเป็นไปไม่ได้ ก.ล.ต. จึงมุ่งมั่นสานพลังกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างตาข่ายรองรับความเสี่ยงที่เข้มแข็งให้กับภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทย

5 ปัจจัยสร้างความยั่งยืนของ BOI กับมาตรการ ลึกขึ้น ใหญ่ขึ้น ยาวขึ้น

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (ฺBOI)
นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (ฺBOI)

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (ฺBOI) กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวน ทั้งสงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี และความขัดแย้งต่างๆ ที่นำไปสู่ระเบียบโลกใหม่ที่ไร้กติกาและคาดเดาไม่ได้ การจะสร้างความยั่งยืนได้นั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมีฐานรากที่แข็งแกร่งตั้งแต่ระดับประเทศลงไปจนถึงระดับชุมชน

ในด้านเศรษฐกิจและการลงทุน BOI มองว่าการสร้างความยั่งยืนประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ 5 ด้าน ด้านแรกคือโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน แม้ไทยจะมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีเป็นอันดับต้นๆ ในภูมิภาค แต่การจะรองรับคลื่นการลงทุนใหม่ ๆ ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า จำเป็นต้องลงทุนเพิ่ม โดยเฉพาะพลังงานเพราะอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น Data Center, AI, Semiconductor และ Electronics ใช้พลังงานสูงมาก จึงต้องเตรียมพลังงานให้เพียงพอ ขณะเดียวกันพลังงานสะอาดก็เป็นที่ต้องการของบริษัทชั้นนำระดับโลกเพื่อเป้าหมายลดคาร์บอน ไทยจึงต้องมีพลังงานสะอาดที่เพียงพอและราคาแข่งขันได้ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำที่ต้องแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งอย่างยั่งยืน เพื่อไม่ให้น้ำและไฟฟ้ากลายเป็นข้อจำกัดในการลงทุน ตลอดจนระบบโลจิสติกส์ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ

ด้านที่สองคือคน เพื่อรับมือกับโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยซึ่งทำให้กำลังแรงงานลดลง BOI มีแนวทาง 2 ด้านคือ การสร้างหรือพัฒนาคนไทยให้มีความสามารถรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น AI, EV, แบตเตอรี่ และหุ่นยนต์ และการดึงดูดหรือใช้กลไกวีซ่า เช่น LTR Visa, Smart Visa และศูนย์บริการเบ็ดเสร็จเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีความสามารถจากทั่วโลกเข้ามาทำงานในไทย

ด้านที่สามคือห่วงโซ่อุปทาน ต้องสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจร เข้มแข็ง และมีคุณภาพ เพื่อเป็นตัวช่วยยึดโยงและตรึงฐานการผลิตของบริษัทต่างชาติให้อยู่ในประเทศไทยในระยะยาว ป้องกันการย้ายฐานการผลิต ด้านที่สี่คือกองทัพผู้ประกอบการรุ่นใหม่หรือ SMEs ต้องผลักดันให้ SME ไทยซึ่งมีกว่า 3 ล้านราย ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี โดย BOI มีมาตรการช่วยเหลือและอุดหนุนให้ SME ปรับปรุงประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่

ด้านที่ห้าคือชุมชนที่เข้มแข็ง ความเข้มแข็งของชุมชนมีความเกี่ยวโยงกับอุตสาหกรรมและการลงทุน BOI จึงมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคม เพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนนำศักยภาพไปช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสให้ชุมชน โดยตั้งเป้าหมายให้การช่วยเหลือมีลักษณะ ลึกขึ้น ไม่ใช่แค่การบริจาคเงิน แต่เอกชนต้องนำความรู้ ความเชี่ยวชาญ บุคลากร และเครือข่ายธุรกิจลงไปช่วยชุมชนอย่างลึกซึ้ง ใหญ่ขึ้น โดยเข้าไปแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของชุมชน และ ยาวขึ้น คือช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำครั้งเดียวจบเพื่อเอาสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ต้องทำจนกว่าชุมชนจะสามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน

โรคตานขโมย กับภารกิจพลิกฟื้นชุมชนด้วยพลังเอกชน

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และอุปนายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย กล่าวว่า มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาชุมชนของ BOI เป็นหนึ่งในมาตรการที่ดีที่สุดของประเทศไทย และเป็นทางที่ใช่ในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ฝังรากลึก

ดร.กอบศักดิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยพัฒนาเศรษฐกิจแบบโรคตานขโมยหรือหัวโตขาลีบ คือเน้นการเติบโตเฉพาะเมืองหลวง เช่น กรุงเทพมหานครและ EEC และบริษัทขนาดใหญ่ แต่ปล่อยให้ส่วนภูมิภาคและชนบทผอมแห้ง อ่อนแอ และมีแต่หนี้สิน การละทิ้งฐานรากนำไปสู่ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมมากมาย เช่น ปัญหา PM 2.5 ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง และสลัมในเมือง หากปล่อยไว้โดยไม่ให้เอกชนเข้าไปช่วยยกระดับชุมชน คลื่นการลงทุนและเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI จะยิ่งทำให้ชุมชนตามไม่ทันและเกิดความแตกแยกทางชนชั้นที่รุนแรงขึ้น

การจะทำให้ชุมชนเข้มแข็งได้ ต้องประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ Wealth Restoration หรือการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ การดึงทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า กลับคืนมา โดยชุมชนต้องรวมพลังกันพึ่งพาตนเองโดยไม่ต้องรอรัฐบาล เช่น การตั้งกองทุนออมเงินวันละบาทเพื่อดูแลป่าชุมชนและแหล่งน้ำ ซึ่งบางพื้นที่สามารถรวบรวมเงินออมได้ถึงหลักร้อยล้านหรือพันล้านบาท ถัดมาคือ Wealth Preservation หรือการรักษาความอุดมสมบูรณ์ การสร้างผู้นำชุมชน การสืบทอดความรู้ และการนำเครื่องมือหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้บริหารจัดการสวัสดิการและกองทุนชุมชนให้มีความโปร่งใสและยั่งยืน

ส่วน Wealth Creation หรือการสร้างความมั่งคั่ง เป็นขั้นที่ยากที่สุด ชุมชนมักมีปัญหาคือผลิตสินค้าได้แต่ทำการตลาดไม่เป็น ทำให้ขายไม่ออกและกลายเป็นหนี้ ในจุดนี้เอกชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมีความรู้เรื่องตลาดและเทคโนโลยีที่จะเข้ามาอุดช่องโหว่ให้ชุมชนได้

ดร.กอบศักดิ์ยกตัวอย่างรูปธรรมที่เอกชนเข้าไปช่วยชุมชนสร้างความมั่งคั่ง เช่น โครงการไทยเด็ดของ ปตท. OR ที่เข้าไปช่วยชาวบ้านขายไก่ย่างซึ่งเดิมมีรายได้ 4 ล้านบาทต่อปี โดยนำเข้าไปขายในซุ้มของปั๊มน้ำมัน PTT Station กว่า 100 แห่ง ทำให้รายได้พุ่งสูงกว่า 200 ล้านบาทต่อปี หรือกรณีการอัปเกรดเครื่องสีข้าวที่จังหวัดชัยภูมิ โดยบริษัท Innovation ใช้มาตรการ BOI นำเครื่องสีข้าวที่ได้มาตรฐานไปให้ชุมชน ทำให้ชาวบ้านสามารถขายข้าวอินทรีย์ได้ในราคากิโลกรัมละ 120 บาท จากเดิมที่เคยขายได้ 40 บาท และเทียบกับราคาที่ขายให้รัฐบาลเพียงกิโลกรัมละ 10 กว่าบาท

Fast Track โดย BOI: ช้อปปิ้งลิสต์เพื่อสังคม ลดระยะเวลารอคอย

พลพัฒน์ นภาวรานนท์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาผู้ประกอบการไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า BOI มีภารกิจหลักในการผลักดันเศรษฐกิจไทยไปสู่เศรษฐกิจใหม่ผ่าน 7 หมุดหมายสำคัญ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการส่งเสริมการลงทุนเพื่อชุมชนและสังคม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก เช่น การเติบโตของเทคโนโลยี AI และภาวะสงคราม หากชุมชนและสังคมไทยไม่สามารถก้าวตามทัน เศรษฐกิจโดยรวมก็จะได้รับผลกระทบ และสุดท้ายจะย้อนกลับมาส่งผลเสียต่อธุรกิจของภาคเอกชนเอง BOI จึงร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรสร้าง Social Safety Net ขึ้นมาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศ

สำหรับเงื่อนไขของมาตรการลงทุนเพื่อชุมชนและสังคม ผู้ที่เกี่ยวข้องแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ผู้สนับสนุน (บริษัทเอกชน ทั้งที่เคยและไม่เคยได้รับสิทธิ BOI มาก่อน), ผู้รับการสนับสนุน (เช่น สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษาและสถานพยาบาลของรัฐ) และหน่วยงานพันธมิตรของรัฐ โดยเงื่อนไขการลงทุนคือ โครงการลงทุนของเอกชนต้องมีมูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท ต้องสนับสนุนชุมชนแต่ละรายไม่น้อยกว่า 500,000 บาทต่อราย และต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 3 ปี

เอกชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • กลุ่มได้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 120% (เป็นเวลา 3 ปี): สำหรับการลงทุนสนับสนุนด้านการเกษตร ระบบน้ำ ผลิตภัณฑ์ชุมชน สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวชุมชน
  • กลุ่มได้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 50%: สำหรับการลงทุนสนับสนุนด้านสาธารณสุข และการศึกษา                                                                              
  • นอกจากนี้ยังมีกรณีพิเศษสำหรับการขอรับการสนับสนุนเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ของกิจการน้ำตาลทราย ซึ่งเปิดให้สิทธิถึงสิ้นปีหน้า

เพื่อลดระยะเวลาการอนุมัติโครงการที่ปกติต้องใช้เวลาวิเคราะห์ 40-90 วัน BOI จึงกำหนดเส้นทางในการยื่นขอรับสิทธิไว้ 3 รูปแบบ ได้แก่

  • Track 1 (Fast Track): เป็นช่องทางที่รวดเร็วที่สุด โดย BOI ร่วมกับพันธมิตรจัดทำ Shopping List ให้เอกชนเลือกโครงการที่ต้องการสนับสนุนได้เลย พันธมิตรจะเป็นผู้ช่วยวิเคราะห์และรับรองโครงการแทน BOI ทำให้สามารถอนุมัติได้ทันที
  • Track 2: เป็นโครงการที่ไม่ได้มีพันธมิตรช่วยรับรองล่วงหน้า เอกชนต้องยื่นขอและติดต่อ BOI โดยตรง ซึ่งอาจจะใช้เวลาพิจารณาตามปกติ
  • Track 3: แบบเปิดกว้าง สำหรับบริษัทที่มีไอเดียใหม่ๆ นอกเหนือจาก 7 ด้านหลัก สามารถเข้ามานำเสนอและหารือแนวทางร่วมกับ BOI ได้

ตัวอย่างโครงการนำร่องในกลุ่ม Fast Track ด้านการศึกษาเป็นการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก โดยร่วมมือกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนและมูลนิธิยุวพัฒน์ เอกชนสามารถมอบเงินสนับสนุน เช่น 500,000 บาทให้องค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อนำไปออกแบบหลักสูตร จัดหาอุปกรณ์การเรียนที่เหมาะสม หรือฝึกอบรมครู โดยมีพันธมิตรช่วยติดตามความคืบหน้า ส่วนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นการจัดการป่าและลดฝุ่น PM 2.5 โดย BOI ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นผู้รับรองพื้นที่เป้าหมาย เอกชนสามารถเลือกลงทุนสนับสนุนการสร้างแนวกันไฟป่า การทำฝายชะลอความชุ่มชื้น หรือบริจาคอุปกรณ์ดับไฟป่าได้โดยตรง

ในช่วงปี 2566 ถึงมกราคมที่ผ่านมา มีโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว 106 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 3,000 ล้านบาท เข้าช่วยเหลือองค์กรท้องถิ่นแล้วถึง 946 แห่ง โดยส่วนใหญ่เน้นหนักไปที่ด้านสาธารณสุขเพื่อยกระดับโรงพยาบาลรัฐ ด้านการเกษตร และการศึกษา ตัวอย่างโครงการจริง เช่น บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช เข้าไปช่วยจัดการขยะเศษอาหารในชุมชนจังหวัดสมุทรปราการโดยใช้หนอนแมลงวันกำจัดขยะและนำมาทำปุ๋ย รวมถึงโครงการดูแลคลองสวยน้ำใส และโครงการของบริษัทคูโบต้า

ความร่วมมือข้ามภาคส่วน สู่การประเมินผลกระทบทางสังคม

ดร.กอบศักดิ์กล่าวว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการทำโครงการแบบกระจัดกระจายหรือเบี้ยหัวแตก ควรมีการกำหนดธีมหรือเป้าหมายหลักร่วมกันในแต่ละปี เช่น กำหนดให้ปีนี้ทุกบริษัทพุ่งเป้าไปที่ “การจัดการแหล่งน้ำชุมชน” การรวมทรัพยากรและเงินทุนไปที่จุดเดียวเปรียบเสมือนการรวมแสงอาทิตย์ให้เกิดไฟ ซึ่งจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลชัดเจนระดับประเทศได้

นอกจากนี้ เมื่อโครงการเติบโตจากงบลงทุน 3,000 ล้านบาท ไปสู่เป้าหมาย 10,000 ล้านบาทในอนาคต อาจเผชิญกับการตรวจสอบจากกรมสรรพากรเรื่องการยกเว้นภาษี ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมพร้อมคือ การทำรายงานและ Dashboard แสดงผลกระทบทางสังคม (Social Impact) อย่างเป็นระบบ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเงินที่ลงทุนไปช่วยสร้างรายได้ เกิดการหมุนเวียนในเศรษฐกิจ และเปลี่ยนชีวิตคนได้กี่คน ซึ่งหากทำสำเร็จชัดเจน อาจได้รับการสนับสนุนให้ขยายเพดานความช่วยเหลือไปถึงระดับ 20,000 ล้านบาท

การพัฒนาระบบนิเวศของตลาดทุนไม่ใช่แค่การทำตามกระแส แต่เป็นการวางรากฐานความมั่นคงเพื่อรับมือกับโลกที่คาดเดาไม่ได้ ก.ล.ต. เชื่อมั่นในหลักการ Profit with Purpose ซึ่งคือการสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับเจตนารมณ์ที่ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างคุณค่าร่วม สำนักงาน ก.ล.ต. พร้อมเปิดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ยั่งยืน เพื่อให้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ยืนหยัดและสามารถแข่งขันได้ในทุกสถานการณ์

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

NIA ผนึก แพทย์-เอกชน เปิดตัวโครงการ SPEAR H ปั้นสตาร์ตอัป HealthTech ไทยสู่ตลาดโลก

สิงห์ เอสเตท ชูพอร์ตโฟลิโอ ‘เชิงคุณภาพ’ ดันกำไรนิวไฮ พร้อมรุก Data Center

บ้านปูตั้ง NewCo ชู ‘Energy Architect’ ดันพอร์ตพลังงานสะอาดทะลุ 50% รับยุค AI

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar