การเติบโตของอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยปี 2568 ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในแง่มูลค่าตลาด แต่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในอุตสาหกรรมพร้อมกันหลายด้าน ตั้งแต่การเปลี่ยนจากซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งในองค์กรไปสู่คลาวด์ การเติบโตของบริการดูแลระบบอย่างต่อเนื่อง การส่งออกฮาร์ดแวร์ที่ได้รับแรงหนุนจาก AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ไปจนถึงการเติบโตของบริการดิจิทัลจาก Content Commerce ขณะที่โจทย์เรื่องบุคลากรและทักษะกำลังมีความสำคัญมากขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
ผลสำรวจและประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย ประจำปี 2568 โดยสถาบันไอเอ็มซี (IMC) ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งประกอบการวิเคราะห์ ทั้งบัญชีงบการเงินจริงของบริษัทไอทีจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มูลค่าการนำเข้าและส่งออกตามพิกัดศุลกากร ข้อมูลการจ้างงานจากระบบประกันสังคม และข้อมูลนิสิตนักศึกษาจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ก่อนนำมาพิจารณาร่วมกับข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม
รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี และผู้จัดการโครงการฯ ให้ข้อมูลว่า อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และบริการดิจิทัลกำลังเติบโตพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยมี AI และคลาวด์เข้ามามีบทบาทต่อทิศทางของตลาด ขณะที่แต่ละอุตสาหกรรมมีทั้งส่วนที่เติบโตอย่างรวดเร็วและความท้าทายที่แตกต่างกัน
Cloud โต 26% ครอง 43% หมวดผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ไทย
อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ปี 2568 มีมูลค่า 270,921 ล้านบาท เติบโตประมาณร้อยละ 16 จากปีก่อน โดยการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเกิดขึ้นระหว่างซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งในองค์กร หรือ On-Premise กับซอฟต์แวร์บนคลาวด์ หรือ SaaS
รศ.ดร.ธนชาติ กล่าวว่า On-Premise มีมูลค่าประมาณ 58,938 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 11 ขณะที่ซอฟต์แวร์บนคลาวด์มีมูลค่า **44,726 ล้านบาท** เติบโตร้อยละ 26 ทำให้สัดส่วนของซอฟต์แวร์บนคลาวด์เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 43 **ของหมวดผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์** แสดงถึงการใช้งานคลาวด์ของผู้ประกอบการไทยที่เพิ่มขึ้น
ศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ นักวิจัยโครงการ กล่าวว่า การเติบโตของซอฟต์แวร์ไทยประมาณร้อยละ 16 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับการเติบโตของซอฟต์แวร์ทั่วโลกที่ประมาณร้อยละ 15 โดยประเทศไทยมีการสนับสนุนกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลมาตั้งแต่ปี 2015 จนปัจจุบันแนวทาง Cloud First กลายเป็นเรื่องปกติสำหรับระบบงานใหม่
อย่างไรก็ตาม Cloud First ไม่ได้หมายถึง Cloud Only เพราะองค์กรส่วนใหญ่ยังเลือกใช้ระบบแบบ Hybrid โดยเก็บข้อมูลสำคัญไว้ในสภาพแวดล้อมที่สามารถควบคุมและดูแลด้านความปลอดภัยได้ ขณะที่การนำ Generative AI และ AI Agent เข้ามาใช้งานมากขึ้น ทำให้ความต้องการใช้โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
Managed Services แซง Customization ครั้งแรก
การเปลี่ยนแปลงอีกด้านเกิดขึ้นในตลาดบริการซอฟต์แวร์ ซึ่งประกอบด้วย System Integration หรือ SI, Maintenance หรือ MA, การพัฒนาซอฟต์แวร์ตามความต้องการ และบริการให้คำปรึกษาและฝึกอบรม โดยปี2568 บริการ MA & Managed Services เติบโตสูงที่สุดถึงร้อยละ 19.66 และมีมูลค่าขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งแซงการพัฒนาซอฟต์แวร์ตามความต้องการเป็นครั้งแรก
คุณศุภชัย กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับความต้องการของลูกค้าที่ไม่ได้ต้องการซื้อโครงการไอทีเป็นครั้ง ๆ เท่านั้น แต่ต้องการให้ระบบทำงานอย่างต่อเนื่อง มีความมั่นคงปลอดภัย และเชื่อมต่อกับคลาวด์และ AI ได้ ส่งผลให้ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ต้องปรับรูปแบบรายได้ไปสู่รายได้ประจำจากการดูแลระบบและให้บริการอย่างต่อเนื่องมากขึ้น
ขณะที่เครื่องมือ AI สำหรับช่วยเขียนโค้ดเริ่มถูกนำมาใช้งานมากขึ้น บทบาทของบุคลากรไม่ได้ลดลง แต่คุณค่าของงานกำลังเปลี่ยนไปสู่การออกแบบสถาปัตยกรรมระบบและการทำความเข้าใจโจทย์ธุรกิจของลูกค้ามากขึ้น
ฮาร์ดแวร์ไทยโตสองความเร็ว ส่งออกพุ่ง–ตลาดในประเทศชะลอ
อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะมีมูลค่า 2,288,581 ล้านบาทในปี 2568 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 1.45 ล้านล้านบาทในปี 2566 และ 1.84 ล้านล้านบาทในปี 2567 แต่คุณศุภชัยอธิบายว่า อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ของไทยกำลังทำงานด้วย “ความเร็วสองระดับ” หรือ Two-Speed Economy
ด้านหนึ่ง การผลิตและส่งออกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์เติบโตอย่างรวดเร็วตามการลงทุนด้าน AI และดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก มูลค่าการส่งออกรวมอยู่ที่ 1,694,519 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 38 ขณะที่การส่งออกคอมพิวเตอร์เมื่อคิดในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐเติบโตร้อยละ 135 แต่อีกด้านหนึ่ง ธุรกิจขายและบริการคอมพิวเตอร์ภายในประเทศกลับเผชิญภาวะหดตัวและกำลังซื้อที่ระมัดระวัง ทำให้การเพิ่มขึ้นของมูลค่าอุตสาหกรรมไม่ได้กระจายไปยังผู้ประกอบการภายในประเทศอย่างทั่วถึง
ในฝั่งการนำเข้า รศ.ดร.ธนชาติ กล่าวว่า มูลค่ารวมเมื่อคิดเป็นเงินบาทลดลงร้อยละ 4.81 อยู่ที่ประมาณ594,000 ล้านบาท แต่เมื่อคิดเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐกลับเติบโตร้อยละ 1.83 โดยความแตกต่างส่วนหนึ่งเกิดจากค่าเงินบาทเฉลี่ยในปี 2568 ที่แข็งค่าขึ้นประมาณร้อยละ 6.7 จากปีก่อน
การนำเข้าคอมพิวเตอร์ ซึ่งรวมถึงเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล เติบโตถึงร้อยละ 62.3 และขึ้นมาเป็นหมวดสินค้านำเข้าอันดับหนึ่ง เพื่อรองรับการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน AI ในประเทศ ส่วนตัวเลขการนำเข้าอุปกรณ์อัจฉริยะที่ลดลง ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงรหัสพิกัดศุลกากร หรือ Harmonized Code เพื่อแยกประเภทสินค้าไอทีใหม่ให้ชัดเจนขึ้น ทำให้การเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างปีต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วย
ข้อมูลใน Press Release ของ depa ระบุสอดคล้องกันว่า การส่งออกฮาร์ดแวร์ปี 2568 มีมูลค่า 1,694,519 ล้านบาท ขณะที่การนำเข้าคอมพิวเตอร์เติบโต 62.30% จากความต้องการเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์ประมวลผลรองรับ AI
Data Center เงินลงทุนสูง แต่โจทย์อยู่ที่งานมูลค่าสูง
คุณศุภชัยตั้งข้อสังเกตว่า แม้การลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่จะใช้เงินลงทุนจำนวนมาก แต่ตำแหน่งงานประจำภายในดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้มีจำนวนมากเมื่อเทียบกับขนาดการลงทุน ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในวงกว้างจึงขึ้นอยู่กับความสามารถของบุคลากรไทย ทั้งวิศวกรระบบ ผู้เชี่ยวชาญด้านคลาวด์ และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมและพัฒนาธุรกิจดิจิทัลต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้น
โจทย์ในปี 2569 จึงอยู่ที่การขยับจากการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนไปสู่การสร้าง Talent Ecosystem เพื่อรักษาองค์ความรู้และงานที่มีมูลค่าสูงไว้ในประเทศ โดยข้อมูลการจ้างงานในอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ปี 2568 มีบุคลากรรวม 419,022 คน แต่เป็นตำแหน่งงานด้านไอทีโดยตรง 95,118 คน ส่วนที่เหลือเป็นบุคลากรด้านการผลิตและการขายในภาคอุตสาหกรรม
Content Commerce ดัน e-Retail โต 62.93%
อุตสาหกรรมบริการดิจิทัลปี 2568 มีมูลค่า 470,851 ล้านบาท โดย e-Retail เป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสูงที่สุด190,799 ล้านบาท และเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตในปีนี้
รศ.ดร.ธนชาติ กล่าวว่า ในทุก ๆ การเติบโต 100 บาทของบริการดิจิทัลในปี 2568 มีประมาณ 71 บาทมาจากe-Retail โดยมีการเติบโตของ Content Commerce และ Video Commerce ที่เชื่อมการนำเสนอคอนเทนต์ความบันเทิง และการขายสินค้าเข้าด้วยกันเป็นปัจจัยสำคัญ
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจที่ระบุว่า e-Retail เติบโต 62.93% และคิดเป็น 71% ของมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรมบริการดิจิทัล ขณะที่ e-Logistics มีมูลค่า 116,084 ล้านบาท และ FinTech มีมูลค่า 62,895 ล้านบาท ส่วน EdTech เป็นบริการที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดที่ 66.15%
ส่วน e-Logistics เติบโตประมาณร้อยละ 6.8 โดยต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาและการที่แพลตฟอร์มรายใหญ่พัฒนาระบบขนส่งของตนเอง ขณะที่ Online Media มีมูลค่ามากกว่า 46,000 ล้านบาท ส่วน EdTech และHealthTech แม้มีอัตราการเติบโตสูง แต่ยังมีฐานมูลค่าตลาดไม่มากเมื่อเทียบกับกลุ่มบริการดิจิทัลขนาดใหญ่
รายได้บริการดิจิทัลโตเร็วกว่าจำนวนคนเกือบ 4 เท่า
การเปลี่ยนแปลงอีกด้านอยู่ที่ผลิตภาพของแรงงาน เมื่อมูลค่าตลาดบริการดิจิทัลเติบโตร้อยละ 28 แต่จำนวนบุคลากรเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 7.15 เป็น 92,342 คนในปี 2568
คุณศุภชัย กล่าวว่า รายได้ของธุรกิจจึงเติบโตเร็วกว่าจำนวนคนทำงานเกือบ 4 เท่า ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อบุคลากรเพิ่มจาก 4.27 ล้านบาท เป็น 5.1 ล้านบาทต่อคนภายในหนึ่งปี หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.5 โดยมีการนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต การวิเคราะห์ และการกระจายงาน
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ทักษะเชิงกลยุทธ์ ความคิดสร้างสรรค์ การวิเคราะห์ข้อมูล และความเข้าใจแบรนด์มีความสำคัญมากขึ้น โดยคุณศุภชัยชี้ว่า ในปี 2569 คนที่ได้เปรียบในตลาดแรงงานจะไม่ใช่เพียงคนที่สามารถใช้ AI ได้ แต่ต้องสามารถตั้งโจทย์ ควบคุมคุณภาพ และสร้างผลงานในส่วนที่เครื่องจักรยังไม่สามารถทำแทนได้
ตลาดต้องการคนเพิ่ม แต่ทักษะบัณฑิตยังไม่ตรงโจทย์
รศ.ดร.ธนชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยผลิตบัณฑิตด้านดิจิทัลเข้าสู่ตลาดประมาณ 20,000-25,000 คนต่อปี โดยหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ เช่น วิทยาการคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมซอฟต์แวร์ และวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มีผู้เข้าเรียนรวมประมาณ 12,000 คน แต่มีอัตราสำเร็จการศึกษาประมาณร้อยละ 72-75 ทำให้มีบัณฑิตจบใหม่ประมาณ 7,000-8,000 คนต่อปี
ขณะเดียวกัน หลักสูตรอย่างคอมพิวเตอร์ธุรกิจมีจำนวนผู้เรียนลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 ขณะที่หลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับสื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่มีผู้เข้าเรียนเพิ่มเป็น 19,200 คนในปี 2568 แม้จำนวนผู้เรียนสายดิจิทัลโดยรวมจะเพิ่มขึ้น แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือคุณภาพและทักษะของบัณฑิตว่าตรงกับความต้องการของตลาดหรือไม่
ผลสำรวจยังพบว่า อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ต้องการบุคลากรเพิ่มเฉลี่ย 21,450 คนต่อปี แต่มีผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้อง 7,247 คน หรือประมาณหนึ่งในสามของความต้องการ ส่วนฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะต้องการบุคลากรเพิ่มประมาณ 72,700 คนต่อปี แต่มีผู้สำเร็จการศึกษาที่เกี่ยวข้อง 7,335 คน ขณะที่บริการดิจิทัลมีจำนวนบัณฑิตมากกว่าความต้องการในเชิงปริมาณ แต่ยังมีปัญหาเรื่องความสอดคล้องของทักษะ โดยเฉพาะ AI และการวิเคราะห์ข้อมูล
จากดึงเงินลงทุน สู่การสร้าง Talent Ecosystem
ภาพของซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และบริการดิจิทัลในปี 2568 แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ซอฟต์แวร์บนคลาวด์มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น บริการซอฟต์แวร์ขยับไปสู่ MA & Managed Services การลงทุน AI และดาต้าเซ็นเตอร์หนุนการส่งออกและนำเข้าฮาร์ดแวร์ ขณะที่ Content Commerce เป็นแรงสำคัญต่อการเติบโตของบริการดิจิทัล
ในเวลาเดียวกัน AI เริ่มมีผลต่อโครงสร้างการทำงาน โดยผลสำรวจพบว่าผลกระทบเกิดกับโครงสร้างการจ้างงานมากกว่าการลดจำนวนคน งานที่ใช้ทักษะสูง เช่น การออกแบบระบบและงานที่ปรึกษายังขยายตัว ขณะที่งานที่เป็นกิจวัตรและงานประมวลผลพื้นฐานเริ่มชะลอตัว
การเติบโตของ AI คลาวด์ และดาต้าเซ็นเตอร์จึงเปิดโจทย์ที่ใหญ่กว่าการดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศ เพราะสิ่งที่จะกำหนดว่าประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มากเพียงใด คือความสามารถในการสร้างคนที่มีทักษะรองรับอุตสาหกรรม ตั้งแต่ซอฟต์แวร์ คลาวด์ AI ระบบดาต้าเซ็นเตอร์ ไปจนถึงความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ สำหรับ รศ.ดร.ธนชาติ และคุณศุภชัย การสร้าง Talent Ecosystem จึงเป็นงานที่ต้องเดินไปพร้อมกับการลงทุน เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าไปทำงาน สร้างองค์ความรู้ และพัฒนาธุรกิจต่อยอดบนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่กำลังขยายตัว และรักษางานที่มีมูลค่าสูงไว้ในประเทศ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
จาก ‘หิ้ง’ สู่ Scale โจทย์ใหญ่ นวัตกรรมไทยต้องใช้ได้จริง
40 ปี NECTEC จากโจทย์ประเทศสู่เทคโนโลยีที่ใช้ได้จริง



