ท่ามกลางอุณหภูมิโลกที่พุ่งสูงขึ้นและภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงจนสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล ภายในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. (NAC 2026) ดร.ขจรศักดิ์ เฟื่องนวกิจ นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโนการดูดซับและการคำนวณ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้นำเสนอแนวทางการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมไทยผ่านเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน หรือ CCUS ซึ่งกำลังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำตามแผน NDC 3.0 ของประเทศที่มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงอีกหนึ่งร้อยเก้าล้านตันต่อปีภายในปี 2035 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050
“จะดีกว่ามากไหมถ้าท่านลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นจริงๆ โดยไม่จำเป็นต้องไปจ่ายเงินเพื่อชดเชยค่าคาร์บอน ซึ่งเทคโนโลยี CCUS สามารถเป็นหนึ่งในคำตอบที่ช่วยแก้ปัญหานี้ให้แก่ท่านได้” ดร.ขจรศักดิ์ กล่าว
แรงกดดันจากกฎหมายไทยและมาตรการคู่ค้าโลก

แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เทคโนโลยี CCUS กลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วนมาจากทั้งมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนหรือ CBAM และความก้าวหน้าของร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ซึ่งจะนำไปสู่การบังคับใช้ภาษีคาร์บอนรวมถึงระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือ ETS ที่จะมีช่วงนำร่องในปี 2028 หากโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยก๊าซเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดจะต้องเข้าสู่ระบบการชดเชยซึ่งมีต้นทุนเป็นตัวเงิน เทคโนโลยี CCUS จึงเป็นแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซจากแหล่งกำเนิดโดยตรงเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
ฐานโครงสร้างพื้นฐาน ผ่าน 4 คลัสเตอร์ยุทธศาสตร์
ในเชิงโครงสร้างประเทศไทยมีการแบ่งพื้นที่ยุทธศาสตร์ออกเป็นสี่กลุ่มใหญ่ตามศักยภาพของแหล่งกำเนิดและแหล่งกักเก็บ โดยเริ่มจากโครงการอาทิตย์ในอ่าวไทยที่เป็นการกักเก็บคาร์บอนจากการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ ขยับขึ้นมาที่กลุ่มตะวันออกบริเวณมาบตาพุดซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโรงไฟฟ้าที่มีศักยภาพการกักเก็บได้มากกว่าสิบล้านตันต่อปี
ขณะที่ในพื้นที่สระบุรีซึ่งเป็นฐานการผลิตปูนซีเมนต์ขนาดใหญ่ก็มีแผนลดการปล่อยก๊าซได้ถึงสิบสี่ล้านตันต่อปี และสุดท้ายคือกลุ่มโรงไฟฟ้าในภาคเหนือและภาคกลางตอนบนภายใต้การดำเนินงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยที่ตั้งเป้าจัดการคาร์บอนได้สี่ถึงสิบล้านตันต่อปี
นวัตกรรมนาโนเทคโนโลยีและการสร้างมูลค่าเพิ่มจากก๊าซเสีย
ทางด้านการพัฒนานวัตกรรม ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติได้มุ่งเน้นการพัฒนาวัสดุดูดซับรูพรุนสูงกลุ่ม Metal-organic framework สำหรับดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่ก่อให้เกิดน้ำเสียในกระบวนการ พร้อมทั้งต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มโดยการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาเปลี่ยนก๊าซที่ดักจับได้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทสารเคมี เช่น เมทานอล แอลกอฮอล์ หรือวัสดุขั้นสูงอย่างกราฟีนและคาร์บอนนาโนทิวบ์
ปัจจุบันหน่วยงานอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานต้นแบบแบบครบวงจรซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถเข้ามาทดสอบและใช้บริการเพื่อสร้างความมั่นใจก่อนนำไปใช้จริงในระดับพาณิชย์
ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนระบบนิเวศอุตสาหกรรม
ความสำเร็จของระบบนิเวศ CCUS ในประเทศไทยยังอาศัยความร่วมมือผ่านภาคีเครือข่ายที่มีสมาชิกกว่าแปดสิบเก้าหน่วยงานทั้งจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม โดยมีการดำเนินงานครอบคลุมทั้งการประเมินความพร้อมของเทคโนโลยี การทำฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญ และการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการระดับชาติ
“เราคาดหวังว่า NANOTEC และหน่วยงานพันธมิตรจะเป็นทางด่วนยกระดับที่จะเชื่อมโยงแนวคิดเรื่องการจัดการคาร์บอนไปสู่ภาคปฏิบัติจริง เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศต่อไป” ดร.ขจรศักดิ์ กล่าว
การประสานงานร่วมกันในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมที่ยกระดับงานวิจัยไปสู่การปฏิบัติงานจริงในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้เทคโนโลยี CCUS เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความยั่งยืนและการบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมตามที่ได้นำเสนอในงาน NAC 2026 ครั้งนี้
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ไทยปั้น Medical Hub ดันอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยสู่สากล
SCGP กำไรไตรมาส 1 โต 74% ชูกลยุทธ์ Customer Centricity มุ่ง Nature Positive 2573



