Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Dell ดัน AI กลับสู่องค์กรหลัง Cloud Bill Shock กลายเป็นโจทย์ใหญ่ยุค Agentic AI

Dell ดัน AI On-Prem แก้ปัญหาคลาวด์แพงดึง Gemini-Grok รันในองค์กร

ในวันที่องค์กรทั่วโลกเร่งนำ AI ไปใช้งานจริง คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า “จะใช้ AI หรือไม่” อีกต่อไป แต่อยู่ที่ว่าองค์กรจะควบคุม “ต้นทุน” “ความปลอดภัย” และ “ข้อมูล” ได้อย่างไร เมื่อการใช้งาน AI โดยเฉพาะ Agentic AI เริ่มสร้างภาระค่าใช้จ่ายบนคลาวด์ในระดับที่หลายองค์กรต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

Sam Grocott, Senior Vice President, Products ของ Dell Technologies ระบุว่า องค์กรทั่วโลกกำลังเผชิญโจทย์ร่วมกันในการนำ AI ไปสู่ระดับ production ทั้งการเติบโตของข้อมูล ความซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐาน แรงกดดันด้านต้นทุน และความต้องการควบคุมข้อมูลภายในองค์กร โดยเฉพาะประเด็น sovereignty, security, performance และ cost management ที่ทำให้ On-Premises มีความสำคัญมากขึ้น

Dell Technologies จึงใช้เวที Dell Technologies World ประกาศโรดแมปครั้งสำคัญของ Dell AI Factory ร่วมกับ NVIDIA โดยวางตำแหน่ง AI ไม่ใช่เพียงบริการที่องค์กรเช่าจากคลาวด์ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์ที่สามารถติดตั้ง ควบคุม และขยายผลได้ภายในองค์กรเอง

ปัจจุบันมีองค์กรมากกว่า 5,000 แห่งทั่วโลกที่สร้าง AI Factory ร่วมกับ Dell โดย Dell ระบุว่าสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ ROI ได้สูงถึง 2.6 เท่าภายในปีแรก และมีการปล่อยอัปเดตฟีเจอร์ไปแล้วกว่า 320 รายการในช่วงสองปีที่ผ่านมา

Cloud Bill Shock เมื่อAI บนคลาวด์เริ่มแพงเกินคาด

Jon Siegal, Senior Vice President, Client Solutions Group ของ Dell Technologies กล่าวว่า Agentic AI กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับลูกค้าองค์กร เพราะแม้จะมีศักยภาพสูงในการเพิ่ม productivity และ innovation แต่คำถามใหญ่ที่ผู้บริหารองค์กรถามเหมือนกันคือ จะนำ Agentic AI เข้ามาใช้ในองค์กรอย่างปลอดภัยและคุ้มค่าได้อย่างไร

ในด้านต้นทุน Siegal ระบุว่า องค์กรจำนวนมากกำลังเรียนรู้ว่า Agentic AI ใช้โทเค็นในอัตราที่สูงมาก แม้ต้นทุนต่อโทเค็นจะลดลง แต่ปริมาณโทเค็นที่ถูกใช้งานเพิ่มขึ้นเร็วกว่า ทำให้ค่าใช้จ่ายคลาวด์พุ่งสูงขึ้น โดย Dell พบว่า นักพัฒนาเพียงคนเดียวสามารถใช้โทเค็นได้ถึง 1,000 ล้านโทเค็นภายใน 24 ชั่วโมง คิดเป็นค่าใช้จ่ายคลาวด์ 3,400 ดอลลาร์สหรัฐ

นี่คือจุดที่ Dell ต้องการแก้ปัญหาด้วย Dell DeskSide Agentic AI โซลูชันที่ช่วยให้องค์กรสามารถสร้าง ทดสอบ ปรับแต่ง และรัน AI Agent บนพีซีหรือเวิร์กสเตชันภายในองค์กรโดยตรง เปรียบเสมือน Secure Sandbox สำหรับนำ Agentic AI จากการทดลองไปสู่การใช้งานจริง โดยไม่ต้องส่งข้อมูลหรือภาระประมวลผลทั้งหมดออกไปยัง Public Cloud

Siegal อธิบายว่า Workstation กำลังกลายเป็น “free token generator” สำหรับ use case ที่เหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อ Agentic AI ทำงานได้คุ้มค่าที่สุดเมื่ออยู่ใกล้ข้อมูล และข้อมูลจำนวนมากยังอยู่ภายในองค์กร ทั้งที่ Edge และ Data Center

Dell ระบุว่า Dell DeskSide Agentic AI สามารถลดต้นทุนได้สูงสุด 87% เมื่อเทียบกับการใช้งานผ่าน Public Cloud APIs โดยประเมินบนระยะเวลา 2 ปี และสามารถคืนทุนได้ภายในเวลาประมาณ 3 เดือน

DeskSide Agentic AI จากพื้นที่ทดลองสู่การใช้งานจริงในองค์กร

Dell DeskSide Agentic AI ถูกออกแบบให้เป็นจุดเริ่มต้นขององค์กรที่ต้องการนำ Agentic AI จากการทดลองไปสู่การใช้งานจริง โดยมีองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน ได้แก่

  1. NVIDIA NemoClaw – ซอฟต์แวร์สแต็กแบบ Open-source สำหรับรัน AI Agent อย่างปลอดภัย รองรับการติดตั้งรันไทม์ โมเดล และเลเยอร์ความปลอดภัยได้ในขั้นตอนเดียว
  2. High-Performance Workstations – โครงสร้างฮาร์ดแวร์ตั้งแต่รุ่น GB10, GB300 ไปจนถึง Dell Pro Precision Towers รองรับการรันโมเดลระดับองค์กรตั้งแต่ขนาด 30,000 ล้านพารามิเตอร์ ไปจนถึงระดับ 1 ล้านล้านพารามิเตอร์
  3. Dell Services – บริการจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยองค์กรเลือก Use Case ที่คุ้มค่า วางแผนติดตั้ง และขยายสเกลการใช้งาน

จุดเด่นของสถาปัตยกรรมนี้คือ ข้อมูลสำคัญจะไม่ไหลออกจากสภาพแวดล้อมขององค์กร ขณะที่ทีมพัฒนา ทีมวิจัย หรือหน่วยงานที่ต้องควบคุมข้อมูลอย่างเข้มงวด สามารถทดลองและใช้งาน Agentic AI ได้ภายในระบบของตนเอง

Dell ยังนำเสนอสถาปัตยกรรมอ้างอิง หรือ Reference Architectures จำนวน 3 รูปแบบ ได้แก่ DeskSide Code Assistant สำหรับทีมซอฟต์แวร์ที่ต้องรักษาความลับของโค้ด, Research Assistant สำหรับมหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ ห้องแล็บ และสถาบันแพทย์ที่ต้องจัดการข้อมูลอ่อนไหว และ Private Assistant สำหรับองค์กรในธุรกิจที่อยู่ภายใต้กฎระเบียบเข้มงวด

ในระดับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ Dell รองรับเฟรมเวิร์กความปลอดภัยด้วย NVIDIA Open Shell เพื่อใช้เป็น Sandbox ในการทดสอบเอเจนต์ตั้งแต่เวิร์กสเตชันไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ พร้อมพิมพ์เขียว NVIDIA AIQ 2.0 Blueprint สำหรับเวิร์กโฟลว์แบบ Multi-agent ที่ผสานเข้ากับสถาปัตยกรรมอ้างอิง Dell AI Data Platform

เมื่อ Frontier Models เริ่มลงมาอยู่ในองค์กร

อีกแกนสำคัญของโรดแมป Dell คือการทำให้โมเดล AI ระดับสูง ซึ่งเดิมให้บริการหลักบนคลาวด์ สามารถทำงานในสภาพแวดล้อม On-Premises หรือ Hybrid ได้มากขึ้น

Varun Chhabra, Senior Vice President, Infrastructure Solutions Group ของ Dell Technologies ระบุว่า Dell กำลังทำงานร่วมกับผู้ให้บริการ AI ชั้นนำของโลก เพื่อนำ Frontier Models และ AI Solutions มาสู่โลกขององค์กร โดยเฉพาะการทำให้โมเดลที่เคยให้บริการหลักบนคลาวด์สามารถทำงานแบบ On-Premises หรือ Hybrid ได้

ที่ผ่านมา โมเดล AI ขั้นสูงมักให้บริการผ่านคลาวด์เป็นหลัก ทำให้องค์กรที่มีข้อมูลอ่อนไหว เช่น โรงพยาบาล หน่วยงานรัฐ หรือธุรกิจที่อยู่ภายใต้กฎกำกับดูแลเข้มงวด อาจไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่ เพราะไม่ต้องการให้ข้อมูลสำคัญไหลออกไปนอกระบบของตนเอง

คุณ Chhabra ระบุว่า สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นการนำโมเดลทรงพลังระดับโลกที่ก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่มีให้ใช้งานบนคลาวด์ ลงมาอยู่ในสภาพแวดล้อม On-Premises หรือ Hybrid เพื่อให้องค์กรมีทางเลือกและความยืดหยุ่นมากขึ้นในการตัดสินใจว่าจะรันโมเดลเหล่านี้ที่ใด และสามารถนำโมเดลเข้าใกล้ข้อมูลและเวิร์กโหลดขององค์กรได้มากขึ้น

ความร่วมมือสำคัญ ได้แก่

  • Google Cloud – นำโมเดล Google Gemini มารันแบบ On-Premises ร่วมกับ Google Distributed Cloud บนเซิร์ฟเวอร์ Dell PowerEdge XE9780 เพื่อตอบโจทย์ข้อกำหนดด้านพื้นที่จัดเก็บและอธิปไตยของข้อมูล
  • Palantir – นำ Foundry และ AIP มาให้บริการแบบ On-Premises บนระบบจัดเก็บข้อมูล Dell ObjectScale และ PowerFlex เพื่อย่อยข้อมูลองค์กรและจัดการเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติ
  • SpaceX AI – ร่วมมือเพื่อนำขีดความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลขั้นสูงและแบบมัลติโมเดลของโมเดล Grok มาให้บริการแบบ On-Premises หรือ Hybrid
  • Hugging Face – เพิ่มความสามารถใน Dell Enterprise Hub ให้เข้าถึงคอลเลกชันโมเดล Open-weight ล่าสุดที่ปรับแต่งมาเพื่อสถาปัตยกรรม Dell โดยเฉพาะ
  • ServiceNow – ให้ผู้ใช้สามารถปรับใช้โมเดล Auto บน Dell AI Factory เพื่อโต้ตอบด้วยภาษาธรรมชาติในการจัดการตั๋วซัพพอร์ต ค้นหาฐานความรู้ และจัดการไอทีเซอร์วิส
  • Reflection AI – ร่วมมือเพื่อปรับใช้โมเดล Open-weight ระดับแนวหน้าที่พัฒนาในสหรัฐฯ ลงสู่ระบบ Dell AI Factory

Dell ระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานของบริษัทสามารถมอบประสิทธิภาพด้านต้นทุนที่ดีขึ้นสูงสุด 62% เมื่อเทียบกับ Public Cloud ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจที่ระบุว่า องค์กรกว่า 73% พึงพอใจที่จะติดตั้ง Large Language Models ภายในสภาพแวดล้อมของตนเอง

ในระดับโซลูชันเฉพาะทาง Dell ขยาย Validated Solutions สำหรับเวิร์กโหลดหลากหลายกลุ่ม เช่น Mistral AI สำหรับภาษาโมเดลและเครื่องมือ Orchestration, โซลูชัน Computer Vision ร่วมกับ Ipsotek และ Fogsphere, UneeQ สำหรับดิจิทัลฮิวแมน, Poolside สำหรับแพลตฟอร์มช่วยเขียนโค้ดในองค์กร รวมถึงโซลูชัน Security & Resilience ร่วมกับ CrowdStrike และ Fortanix

Data Foundation เมื่อข้อมูลต้องพร้อมใช้สำหรับ AI

แม้โมเดลและโครงสร้างพื้นฐานจะสำคัญ แต่ Chhabra ชี้ว่า ลูกค้าจำนวนมากไม่ได้ขาดไอเดียว่าจะนำ AI ไปใช้อย่างไร ปัญหาใหญ่คือข้อมูลยังยุ่งเหยิง กระจัดกระจายทั้งแบบมีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง อยู่ในหลายไซโล และกำกับดูแลได้ยาก ซึ่งทำให้การขยับจาก Pilot ไปสู่ Agentic AI ในระดับ Production ทำได้ยาก

Dell AI Data Platform ร่วมกับ NVIDIA จึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาข้อมูลกระจัดกระจาย หรือ Data Silos โดยผสานระบบจัดเก็บข้อมูล PowerScale, ObjectScale และ Lightning File System เข้ากับเอนจินข้อมูล การวิเคราะห์ สตรีมมิง การค้นหา และความสามารถด้าน Orchestration เพื่อเตรียม กำกับดูแล และส่งข้อมูลเข้าสู่โมเดล

อัปเดตสำคัญ ได้แก่ การรองรับ NVIDIA Omniverse เพื่อนำระบบจัดเก็บข้อมูลและไปป์ไลน์ระดับองค์กรไปใช้กับ Digital Twins และ Physical AI ได้โดยตรง รวมถึง GPU-Accelerated SQL Analytics ร่วมกับ Starburst ที่มอบความเร็วในการคิวรีข้อมูลเพิ่มขึ้นสูงสุด 6 เท่า บน GPU NVIDIA Blackwell และรองรับแพลตฟอร์ม NVIDIA Vera ในอนาคต

Dell ยังเพิ่มความสามารถ Vector Indexing ให้เร็วขึ้น 12 เท่า เพื่อค้นหาและจัดทำดัชนีไฟล์ไร้โครงสร้างนับพันล้านไฟล์ และสร้างชุดข้อมูลที่พร้อมใช้งานสำหรับ AI ได้รวดเร็วขึ้น พร้อมเปิดตัว ObjectScale X7700 ระบบจัดเก็บข้อมูลความหนาแน่นสูงพิเศษ สำหรับทำ AI Data Lakes และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลถาวร

Dell PowerRack ทำ AI Infrastructure ให้พร้อมใช้ใน 6.5 ชั่วโมง

เมื่อองค์กรต้องการนำ AI ไปใช้จริง โจทย์ไม่ได้มีเพียงโมเดลหรือข้อมูล แต่ยังรวมถึงความซับซ้อนของดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบเครือข่าย สตอเรจ พลังงาน และความร้อน

คุณ Chhabra ระบุว่า หนึ่งในความท้าทายที่พบบ่อยที่สุดของลูกค้าในด้าน AI Infrastructure คือความซับซ้อนในการนำองค์ประกอบต่าง ๆ มาทำงานร่วมกัน Dell จึงเปิดตัว Dell PowerRack โซลูชันตู้แร็กสำเร็จรูปแบบ Turnkey ที่รวม AI Compute, Network และ Storage เข้าไว้เป็นยูนิตเดียว ผ่านการออกแบบ ทดสอบ และตรวจสอบความพร้อมในฐานะระบบเดียว

Dell PowerRack สามารถจัดส่ง ติดตั้ง เชื่อมต่อ และเปิดรันเวิร์กโหลดจริงในดาต้าเซ็นเตอร์ของลูกค้าได้ภายในเวลา 6.5 ชั่วโมงหรือน้อยกว่า หลังส่งมอบ

Dell PowerRack for Networking เป็นแร็กเครือข่ายสำเร็จรูปที่มาพร้อมสายเคเบิล ระบบไฟ และการระบายความร้อนในตัว ให้ความจุในการสลับเครือข่ายสูงกว่า 800 Tbps ผ่านสวิตช์ Dell SN6600 LD Ethernet จำนวน 8 ตัวต่อแร็ก รองรับทราฟฟิก East-West ความหน่วงต่ำที่จำเป็นสำหรับสภาพแวดล้อม GPU หนาแน่น

ในด้าน Exascale Storage Dell เพิ่ม PowerFlex เข้ามาในสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์จัดเก็บข้อมูลแบบ 4-in-1 ร่วมกับ PowerScale, ObjectScale และ Lightning File System บนฮาร์ดแวร์ PowerEdge โดย PowerFlex ช่วยมอบระบบจัดเก็บข้อมูลแบบ Block Storage ที่ขยายสเกลได้อย่างอิสระสำหรับเวิร์กโหลดประสิทธิภาพสูง

เพื่อรองรับ AI Data Lakes ขนาดใหญ่ Dell เตรียมออกไดรฟ์คลาส 245 TB สำหรับ ObjectScale ซึ่งจะช่วยเพิ่มความหนาแน่นแร็ก S3 สำหรับ Data Lakes ถึง 3 เท่า

องค์ประกอบสำคัญอีกด้านคือ Dell PowerCool CDU C7000 หน่วยกระจายการระบายความร้อนขนาด 4U ที่สามารถระบายความร้อนให้กับแร็กหนาแน่นสูงอย่าง NVIDIA Vera Rubin, NVL72 และ HGX Rubin ได้ รองรับอุณหภูมิน้ำในสถานประกอบการได้สูงถึง 40 องศาเซลเซียสเพื่อลดต้นทุนพลังงาน พร้อมระบบจัดการระดับแร็กอัตโนมัติและการตรวจจับการรั่วไหลผ่าน Integrated Rack Controller หรือ IRC

รีเฟรชฐานดาต้าเซ็นเตอร์รับเวิร์กโหลด AI และงานเดิมไปพร้อมกัน

ในส่วนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไปที่ต้องรันเวิร์กโหลด AI ควบคู่กับเวิร์กโหลดดั้งเดิม Dell ประกาศอัปเดตสำคัญทั้งด้าน Storage, Compute และ Cyber Resilience

PowerStore Elite ถือเป็นการรีเฟรชครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 2 ปี เพื่อรับมือความผันผวนของราคาแฟลช ซัพพลายเชน เวิร์กโหลดใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และยุทธศาสตร์ virtualization ที่กำลังเปลี่ยนไป

Dell ระบุว่า PowerStore Elite ให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 3 เท่า จากการอัปเกรด CPU หน่วยความจำ และซอฟต์แวร์ ส่งผลให้จำนวน IOPS, Density และ Throughput เพิ่มขึ้น 3 เท่าจากรุ่นก่อนหน้า

ระบบยังเพิ่มการรับประกัน Data Reduction จาก 5:1 เป็น 6:1 ผ่านการปรับปรุงการบีบอัดและ Deduplication เพื่อช่วยลดต้นทุนในยุคที่ราคา NAND ผันผวน

ในด้านความจุ PowerStore Elite ใช้สล็อตไดรฟ์ E3 ต่ำโปรไฟล์จำนวน 40 ช่อง และถอดสล็อต NVRAM Cache ออกเพื่อให้ใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้เต็มทั้ง 40 ช่อง สามารถมอบความจุได้สูงสุด 5.8 PB ในยูนิตขนาด 3U เพียงตู้เดียว รองรับทั้ง QLC และ TLC ในโมเดลเดียวกัน

ระบบยังมี AI-Driven Auto-Tuning ช่วยปรับแต่งประสิทธิภาพและจัดสรรเวิร์กโหลดอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ ลดภาระการทำงานแบบแมนนวลของผู้ดูแลระบบลงถึง 95%

PowerStore Elite รองรับ Multi-Hypervisor และทำหน้าที่เป็นรากฐานของ Dell Private Cloud โดยรองรับ VMware by Broadcom, Red Hat, Nutanix และ Microsoft

ด้าน Compute Dell เปิดตัวเซิร์ฟเวอร์ Dell PowerEdge เจเนอเรชันที่ 18 ซึ่งเป็นการรีเฟรชพอร์ตโฟลิโอครั้งสำคัญ โดยมาพร้อมขีดความสามารถ AI Readiness ในทุกเซิร์ฟเวอร์

พอร์ตโฟลิโอแบ่งออกเป็น 3 ตระกูลหลัก ได้แก่

  1. XC Series เซิร์ฟเวอร์ประมวลผลเร่งความเร็วสำหรับการเทรน AI และเวิร์กโหลด GPU ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด
  2. M Series เซิร์ฟเวอร์ประมวลผลหนาแน่นระดับแร็ก โดยรุ่น M9825 ออกแบบมาสำหรับแร็กเจเนอเรชันใหม่ รองรับความหนาแน่นพลังงานได้สูงสุด 480 กิโลวัตต์ เหมาะสำหรับ AI Factory และการประมวลผลสมรรถนะสูง หรือ HPC
  3. R Series เซิร์ฟเวอร์กระแสหลักสำหรับเวิร์กโหลดทั่วไป มีทั้งคอนฟิกูเรชันแบบ Single-socket และ Dual-socket

Dell ระบุว่าเซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่ให้ประสิทธิภาพดีขึ้นสูงสุด 70% เมื่อเทียบกับเจเนอเรชันก่อนหน้า และมีอัตราการยุบรวมเซิร์ฟเวอร์ หรือ Server Consolidation Ratio สูงถึง 13:1 โดยใช้แพลตฟอร์ม Single-socket เข้ามารับงานระดับ Dual-socket เดิม ช่วยประหยัดพื้นที่แร็ก พลังงาน และค่าไลเซนส์ซอฟต์แวร์

อีกจุดที่ Dell ให้ความสำคัญคือ Quantum Safe Firmware โดยทุกเซิร์ฟเวอร์จะมาพร้อมฟิร์มแวร์และระบบบูตที่ปลอดภัยจากภัยคุกคามยุคคอมพิวเตอร์ควอนตัม เพื่อรองรับข้อกำหนดของหน่วยงานรัฐและธุรกิจเฉพาะทางที่จะเริ่มต้นในปี 2027

ใช้ AI ตรวจ Ransomware ถึงระดับไบต์

ด้าน Cyber Resilience Dell เปิดตัว PowerProtect One และ Dell Cyber Detect เพื่อยกระดับการปกป้องและกู้คืนข้อมูลในยุคที่ภัยคุกคามซับซ้อนขึ้น

PowerProtect One เป็นแพลตฟอร์มแบบ Unified ที่รวมความสามารถของ PowerProtect Data Manager และ PowerProtect Data Domain เข้าไว้ด้วยกันภายใต้ Control Plane เดียว ช่วยลดเวลาการติดตั้งระบบลงสูงสุด 75% และลดภาระการบริหารจัดการลงได้ 50% โดยยังคงประสิทธิภาพการลดขนาดข้อมูลสำรอง หรือ Data Deduplication ในอัตรา 75:1

Dell Cyber Detect เป็นโซลูชันกู้คืนระบบจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ หรือ Ransomware โดยใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกระดับไบต์ แทนการดูเพียงเมทาดาตาหรือซิกเนเจอร์ทั่วไป

ระบบสามารถตรวจสอบอินดิเคเตอร์เชิงเนื้อหาได้มากกว่าร้อยรูปแบบ เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลสำรองด้วยความแม่นยำสูงถึง 99.99% ช่วยให้องค์กรสามารถกู้คืนข้อมูลสำรองที่สะอาด หรือ Clean Snapshots บน PowerStore และ PowerMax ได้อย่างมั่นใจ

คุณ Chhabra ระบุว่า การกู้คืนระบบจาก Ransomware ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมี Backup เท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเชื่อถือ Backup เหล่านั้นได้ด้วย โดย Cyber Detect ช่วยเปลี่ยนการกู้คืนจากความไม่แน่นอน ไปสู่การยืนยันด้วยหลักฐานจาก AI ว่าข้อมูลใดสะอาดและสามารถใช้กู้คืนได้

ในบริบทขององค์กรยุค AI ความสามารถนี้มีความสำคัญมากขึ้น เพราะการกู้คืนระบบหลังถูกโจมตีไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามี Backup หรือไม่เท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่า Backup นั้นยังสะอาดและเชื่อถือได้หรือไม่

Dell Private Cloud และ Automation Platform เชื่อม AI เข้ากับการบริหารระบบ

Dell ขยายระบบนิเวศ Dell Private Cloud ให้รองรับแพลตฟอร์มหลากหลายมากขึ้น ได้แก่ VMware Cloud Foundation หรือ VCF 9.1, Nutanix ร่วมกับ PowerStore และ Microsoft Azure Local โดยระบุว่าสามารถช่วยให้องค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายได้สูงสุด 65% เมื่อเทียบกับโมเดลสถาปัตยกรรม HCI แบบดั้งเดิม

ขณะเดียวกัน Dell Distributed Private Cloud ซึ่งเดิมคือ Dell Native Edge ได้ขยายความสามารถด้านการจัดการและการควบคุมอัตโนมัติแบบ Zero-touch Deployment และ Zero Trust Security ไปยังพื้นที่ปลายขอบหรือสาขาย่อยนับพันแห่ง

ปัจจุบันแพลตฟอร์มนี้เพิ่มขีดความสามารถในการติดตั้งแบบ Two-node High Availability Clusters และรองรับปลายทางขนาดเล็กพิเศษอย่าง Dell Pro Micro Ultra Compact PC

อีกหนึ่งเลเยอร์สำคัญคือ Dell Automation Platform ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยง Automation, Observability และ AI เข้าไว้ด้วยกันเป็นลูปต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลเทเลเมทรีของฮาร์ดแวร์ Dell ทั้งระบบประมวลผล จัดเก็บข้อมูล และเครือข่ายมารวมกัน

แพลตฟอร์มนี้เพิ่ม Agentic AI Layer เพื่อให้ AI Agent ตรวจจับสัญญาณและรูปแบบความผิดปกติ แจ้งเตือนหรือแก้ไขปัญหาก่อนเกิดเหตุขัดข้อง โดย AI Agent สามารถวิเคราะห์เทเลเมทรีและรับคำสั่งในรูปแบบภาษาธรรมชาติ เพื่อออกแบบ วางตาราง และรันงานบำรุงรักษาหรือปรับแต่งระบบได้เองเบื้องหลัง

Dell ยังพยายามเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารระบบผ่าน Generative UI Workspace ที่เปลี่ยนแดชบอร์ดแบบเดิมให้เป็นพื้นที่ทำงานอัจฉริยะ ผู้ดูแลระบบไอทีสามารถอธิบายเป้าหมายหรือปัญหาด้วยภาษาพูดทั่วไป จากนั้นหน้าจอจะสร้างอินเทอร์เฟซ ดึงตัวชี้วัด และแสดงปุ่มควบคุมที่จำเป็นสำหรับสถานการณ์นั้นขึ้นมาโดยเฉพาะ

ส่วน Automation Studio เปิดโอกาสให้ลูกค้าสร้างระบบอัตโนมัติและจัดคอนฟิกสแต็กซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเองภายในองค์กร หรือซอฟต์แวร์สำเร็จรูปทั่วไป ให้อยู่บนระบบควบคุมแบบ Open Declarative Orchestration ของ Dell Private Cloud หรือ Distributed Private Cloud ได้อย่างอิสระ

AI กำลังเปลี่ยนจากบริการคลาวด์สู่โครงสร้างพื้นฐานขององค์กร

ภาพรวมของโรดแมป Dell Technologies สะท้อนว่า สมรภูมิ AI ระดับองค์กรกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านโมเดลและความเร็วในการทดลอง ไปสู่การแข่งขันเรื่องต้นทุน ความปลอดภัย อธิปไตยของข้อมูล และความสามารถในการนำ AI ไปใช้จริงในระดับ Production

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียง Dell เปิดตัวฮาร์ดแวร์หรือโซลูชันใหม่ แต่คือการวางสถาปัตยกรรมที่ทำให้องค์กรสามารถนำ AI กลับมาอยู่ในขอบเขตที่ตนเองควบคุมได้ ตั้งแต่การรัน Agentic AI บน Workstation การดึง Frontier Models ลงมาทำงานแบบ On-Premises การสร้าง AI Data Platform ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์สำเร็จรูปที่พร้อมใช้งานในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

ในวันที่ AI ไม่ได้วัดกันแค่ความฉลาดของโมเดล แต่รวมถึงต้นทุน ความปลอดภัย และสิทธิ์ในการควบคุมข้อมูล On-Premises AI จึงกำลังกลายเป็นตัวแปรเชิงกลยุทธ์ขององค์กรทั่วโลก และ Dell กำลังพยายามวางตัวเองเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

จาก MIT Media Lab ถึงไทย: เดิมพันครั้งใหม่ของอว. กับอนาคต AI

ทรู-Google-อว. เปิดตัว AI for All Thais ปั้นคน 20 ล้านคน รับเศรษฐกิจดิจิทัล

×

Share

ผู้เขียน

Asina Pornwasin Avatar