การลงพื้นที่เยี่ยมชมโรงงานดั๊บเบิ้ล เอ (Double A) เผยให้เห็นแนวทางการบริหารจัดการอุตสาหกรรมกระดาษที่แตกต่างออกไป ท่ามกลางอุตสาหกรรมที่มักเริ่มต้นจากการพัฒนากระบวนการผลิตภายในโรงงาน ที่นี่กลับเลือกที่จะเริ่มต้นจากคำถามที่ว่า จะทำอย่างไรให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นรากฐานในการออกแบบโมเดลธุรกิจ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน ภายใต้แนวคิด Better Paper, Better World
นวัตกรรมวัตถุดิบสู่ตลาดระดับโลก
การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนเริ่มต้นจากการจัดการวัตถุดิบตั้งแต่ต้นน้ำ โดยมีความตั้งใจที่จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น นำไปสู่การวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านการทดลองสายพันธุ์พืชมากกว่า 2,500 สายพันธุ์ จนเกิดเป็น “ต้นกระดาษ” (Purpose-Grown Paper-Tree) พืชเศรษฐกิจชนิดนี้สามารถเติบโตได้ดีในหลายสภาพพื้นที่ และให้เส้นใยที่มีความหนาแน่นและสม่ำเสมอ โดยเส้นใยจากต้นกระดาษมีความหนาแน่นสูงถึง 30 ล้านเส้นใยต่อกรัม ทำให้กระดาษมีความเรียบ พิมพ์คมชัด และรองรับงานที่ต้องการความแม่นยำสูง คุณภาพจากต้นน้ำนี้ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์สามารถแข่งขันและอยู่ในตลาดระดับ Premium ได้ แม้จะมีราคาสูงกว่าคู่แข่ง ปัจจุบันแบรนด์สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังกว่า 130 ประเทศทั่วโลก
การบริหารจัดการทรัพยากรแบบ Integrated Mill

ในด้านการผลิต มีการพัฒนาระบบโรงงานแบบ Integrated Mill ขึ้นในสวนอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรี บนพื้นที่กว่า 650 ไร่ เพื่อให้ทุกกระบวนการทำงานสอดประสานกัน ระบบนี้ประกอบด้วยโรงงานผลิตเยื่อ 2 โรง ซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 590,000 ตันต่อปี และโรงงานผลิตกระดาษ 4 โรง ที่มีกำลังการผลิตรวม 745,000 ตันต่อปี ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพได้ตลอดสายการผลิตตั้งแต่กระบวนการเตรียมไม้ การผลิตเยื่อ ไปจนถึงกระดาษสำเร็จรูปในทุกแผ่น
การบริหารจัดการทรัพยากรภายในพื้นที่ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ น้ำไม่ได้ถูกใช้แล้วทิ้ง แต่ถูกบริหารจัดการผ่านอ่างเก็บน้ำขนาดประมาณ 1,200 ไร่ ที่สามารถกักเก็บน้ำได้ 35 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำนี้ทำหน้าที่กักเก็บน้ำฝนในฤดูน้ำหลากเพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิตกระดาษ จากนั้นน้ำจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดและหมุนเวียนส่งไปรดน้ำที่แปลงเพาะชำต้นกระดาษ ในส่วนของการจัดการของเหลือใช้จากการผลิต เช่น เปลือกไม้ เศษไม้ และลิกนิน จะถูกนำกลับมาใช้เป็นพลังงานชีวมวล (Biomass) เพื่อส่งเข้าโรงไฟฟ้า นอกจากนี้ยังมีการเสริมพลังงานสะอาดจากโครงการ Floating Solar Cell ที่ติดตั้งอยู่บนผิวน้ำของอ่างเก็บน้ำ ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 157 เมกะวัตต์ รวมไปถึงการนำ EV Truck Fleet มาใช้สำหรับขนส่งวัตถุดิบและสินค้าไปยังท่าเรือและศูนย์กระจายสินค้า เพื่อให้ทุกองค์ประกอบเชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียวอย่างสมบูรณ์
จากรากฐานความยั่งยืนสู่เป้าหมาย Net Zero

จตุพร ดำเนินชาญวนิชย์ กรรมการบริหาร บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) ได้อธิบายถึงแนวคิดขององค์กรไว้ว่า ความยั่งยืนไม่ใช่สิ่งที่แยกออกจากธุรกิจ แต่เป็นวิธีคิดตั้งแต่ต้นน้ำที่ทำให้การเติบโตเกิดขึ้นอย่างสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยคุณภาพไม่ได้เริ่มที่เครื่องจักร แต่เริ่มตั้งแต่วัตถุดิบและถูกส่งต่อผ่านทั้งระบบการผลิต
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นแม้กระทั่งในระดับผลิตภัณฑ์ โดยกระดาษหนึ่งรีมสามารถช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 12.5 กิโลกรัม จากการปรับปรุงระบบทั้งหมดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นกระดาษไปจนถึงการออกแบบโรงงาน องค์กรได้ตั้งเป้าหมายสู่ Net Zero Carbon ภายในปี 2050 ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่เร็วกว่าเป้าหมายของประเทศไทยถึง 10 ปี โมเดลธุรกิจนี้จึงเป็นกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าคุณภาพและความยั่งยืนสามารถเกิดขึ้นจากรากเดียวกันได้ ผ่านการออกแบบระบบที่เชื่อมโยงตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงผลลัพธ์ที่ผู้ใช้ได้รับ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ลมหายใจของแผ่นดิน: จากดาวเทียมบนฟากฟ้าสู่การถอดรหัสไฟป่า และนวัตกรรมคาร์บอนเครดิต
ศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชน: โมเดลแบ่งปันพื้นที่ ชุบชีวิตสถาปัตยกรรมเก่าสู่ความยั่งยืน



