“ตกลงแล้ว AI เป็นเจ้านายเรา หรือเราเป็นเจ้านาย AI?”
คำถามชวนคิดจาก ปิยะชาติ อิศรภักดี CEO บริษัท BRANDi and Companies ในเซสชัน “Authentic Intelligence: HOW-TO empower Your Growth by AI” ที่ชวนให้เรากลับมาทบทวนบทบาทของมนุษย์ หลังจากข้อมูลพบว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนที่มนุษย์ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจลดลงจาก 45% เหลือเพียง 25% สวนทางกับปัญหาโลกที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่เราควรกลัวจึงไม่ใช่การที่ AI พัฒนา แต่คือการที่ “มนุษย์ถดถอย”
วิกฤติโครงสร้างเศรษฐกิจ: สัญญาณเตือนที่ต้องเปลี่ยนผ่านสู่ Sustanomy
การขับเคลื่อนโลกด้วยเทคโนโลยีที่ผ่านมานำไปสู่ปัญหาความไม่ยั่งยืนผ่าน 3 สัญญาณอันตราย:
- ความเหลื่อมล้ำทางโอกาส: คนรวยเข้าถึงโอกาสเร็วกว่าคนทั่วไป 2.5 เท่า
- เติบโตด้วยหนี้: การสร้าง GDP 1 หน่วย แลกมาด้วยหนี้ประมาณ 3 หน่วย
- ขโมยอนาคต: มนุษย์ดึงทรัพยากรของคนรุ่นหลังมาใช้เกินตัวถึง 1.8 เท่า
คุณปิยะชาติกล่าวว่า “เศรษฐกิจยุคใหม่ต้องมีคนเป็นศูนย์กลาง หรือ Sustanomy การเติบโตแบบเดิมที่ทำให้คนและสิ่งแวดล้อมแย่ลงไปต่อไม่ได้แล้ว โมเดลเศรษฐกิจใหม่จะต้องพาทั้งผู้คนและสิ่งแวดล้อมไปข้างหน้าด้วยกัน”
กุญแจสำคัญตามแนวคิดของคุณปิยะชาติคือ “ความยืดหยุ่น” หรือ Resilience ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดจากคน ไม่ใช่เทคโนโลยี เนื่องจากเทคโนโลยีมักมีระบบที่ตายตัวและปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ยากกว่ามนุษย์
บทบาทมนุษย์ในระบบเศรษฐกิจลดลงต่อเนื่อง ตัวเลข GDP Accounting สะท้อนวิกฤติ
คุณปิยะชาติอธิบายผ่านมุมมองของ GDP Accounting ว่า การสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ แรงงานมนุษย์ การลงทุนในทุนและเครื่องจักร และประสิทธิภาพการผลิตรวม โดยข้อมูลชี้ให้เห็นว่าในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา สัดส่วนที่มนุษย์มีส่วนช่วยในการสร้างระบบเศรษฐกิจลดลงจากร้อยละ 45 เหลือเพียงร้อยละ 25
“หากไม่แก้ไข งานของเราจะค่อยๆ หายไปและถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี เราจึงต้องตั้งสมการการใช้เทคโนโลยีให้ถูกต้องว่า จะใช้เครื่องมืออย่างไรเพื่อให้คนไปถึงศักยภาพสูงสุดของตัวเอง แม้ AI จะสามารถให้ทางออกหรือข้อมูลได้ แต่ความฉลาดของ AI ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของคำถามจากมนุษย์อยู่ดี”
4 จุดแข็งที่ AI ทำไม่ได้ มนุษย์ต้องใช้เป็นอาวุธ
คุณปิยะชาติระบุว่าแม้ AI จะช่วยทุ่นแรงได้มาก แต่มี 4 สิ่งที่ AI ยังให้ไม่ได้ และมนุษย์ต้องใช้เป็นจุดแข็ง
- ประการแรก คือ ความเข้าใจบริบท (Context): AI อาจคิดแคมเปญการตลาดเก่ง แต่ไม่เข้าใจบริบทและค่านิยมทางสังคมที่ละเอียดอ่อน ซึ่งอาจทำให้แบรนด์โดนแบนได้หากทำผิดพลาด
- ประการที่ 2 คือ ทิศทางและการตั้งคำถามเชิงลึก: AI ขุดข้อมูลได้ลึก แต่อาจเกิดอาการ “หลอน” (AI Hallucination) หรือให้ข้อมูลผิดทิศทางได้ มนุษย์จึงต้องเป็นผู้กำหนดทิศทางที่ถูกต้อง
- ประการที่ 3 คือ ทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล (Interpersonal Skill): AI ไม่เข้าใจความซับซ้อนทางความคิดและอารมณ์ของมนุษย์ในสถานการณ์จริง
- ประการที่ 4 คือ ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy): การจับความรู้สึกเฉียบคม เช่น อาการหมดไฟ (Burnout) เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งเกินกว่าระบบใดๆ จะประเมินได้แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์
AI Evolve vs. Human Impair : สิ่งที่ควรกลัวไม่ใช่ AI ที่พัฒนา แต่คือมนุษย์ที่ถดถอย
คุณปิยะชาติกล่าวถึงความท้าทายระดับมนุษยชาติว่า สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ภูมิใจที่สุดคือความสามารถในการคิด การที่ AI คิดได้เหมือนมนุษย์จึงเป็นความท้าทาย แต่สิ่งที่ควรกลัวไม่ใช่การที่ AI พัฒนาขึ้น แต่คือการที่มนุษย์ถดถอยหรือหยุดพัฒนา
“โจทย์สำคัญคือมนุษย์จะต้องพัฒนาตัวเองเพื่อเป็นผู้ใช้งาน AI อย่างมีประสิทธิภาพ และจำไว้เสมอว่าคนจะต้องเป็นศูนย์กลางของการเติบโตนับจากนี้ ไม่ใช่เทคโนโลยี หากคนเป็นกลไกสำคัญในการทำให้องค์กรเติบโต เศรษฐกิจก็จะเติบโต และผู้คนก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามมา” คุณปิยะชาติกล่าว
HR ยุคใหม่ต้องยกระดับเป็น Business Partner ช่วยองค์กรสร้างกำไร
เนื่องจากผู้ฟังส่วนใหญ่ในงานคือบุคลากรด้านทรัพยากรบุคคล คุณปิยะชาติจึงเน้นย้ำถึงบทบาทของ HR ในยุคนี้ว่า ต้องไม่ใช่แค่หน่วยปฏิบัติการทั่วไป แต่ต้องช่วยองค์กรสร้างกำไร โดยการสร้างกำไรไม่ได้มีแค่การลดต้นทุนด้วยการเอาคนออก แต่หัวใจสำคัญคือการเพิ่มรายได้โดยการดึงคนเก่งเข้ามาในองค์กรเพื่อเพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ
3 คลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงโลก ที่นำไปสู่ยุคชุมชน
คุณปิยะชาติอธิบายถึง 3 ยุคสำคัญที่ทำให้โลกมาถึงจุดนี้ คือ
- คลื่นแรก คือ ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เน้นความสะดวกสบาย เป็นการเชื่อมคนเข้ากับสินค้า
- คลื่นที่ 2 คือ ยุคดิจิทัลที่ผู้คนใช้อินเทอร์เน็ต เป็นการเชื่อมคนเข้ากับข้อมูลข่าวสาร
- คลื่นที่ 3 คือ ยุคชุมชน เป็นการเชื่อมคนเข้ากับคน ซึ่งเป็นยุคที่ผู้คนเลิกเชื่อผู้มีอำนาจ แต่หันมาเชื่อมั่นในเพื่อนและคนรอบตัวแทน
คุณปิยะชาติเปิดเผยภูมิหลังด้านเทคโนโลยีของตนเองว่า เคยทำวิทยานิพนธ์ด้าน Space AI ตั้งแต่เมื่อ 15 ปีที่แล้ว โดยพัฒนาอัลกอริทึมเพื่อให้หุ่นยนต์สามารถไปสำรวจดาวอังคารได้เอง ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เข้าใจศักยภาพของ AI อย่างลึกซึ้ง และตกผลึกได้ว่าท้ายที่สุดแล้วคนก็ยังต้องเป็นศูนย์กลางของการขับเคลื่อนโลกอยู่ดี ไม่ใช่เทคโนโลยี
นอกจากนี้ ยังเป็นผู้เขียนหนังสือที่พูดถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ ได้แก่ Branding 4.0, Business as Unusual และ Sustanomy
จุดอ่อนของประเทศไทยที่ต้องเร่งปรับ
สิ่งที่น่ากังวลสำหรับประเทศไทยในปัจจุบันคือ “เรามีจุดเชื่อมต่อกับโลกน้อยมาก” ในขณะที่ชาติอื่นมองโลกเป็นตลาดเดียวกันหมดแล้ว ท่ามกลางภาวะโลกปรับโครงสร้างใหม่ เช่น อเมริกาดึงฐานผลิตกลับประเทศ จีนกระจายความเสี่ยง และยุโรปพยายามลดกฎเกณฑ์ลง ไทยจึงต้องเร่งเปลี่ยนวิธีคิดโดยด่วน
มนุษย์ไม่ควรนั่งรอให้เทคโนโลยีหยุดพัฒนา แต่ต้องเร่งยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็น “เจ้านาย AI” ดึงศักยภาพสูงสุดของตนเองออกมา และใช้จุดแข็งที่ไม่มีระบบปฏิบัติการใดเลียนแบบได้ในการขับเคลื่อนองค์กรและโลกนับจากนี้
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Unilever ใช้ AI เร่ง Net Zero สร้างการเติบโตควบคู่ความยั่งยืน
เมื่อ AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร





