ท่ามกลางภาวะการแข่งขันในตลาดประเทศไทยที่เริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัว ตลาดผู้บริโภคชาวเมียนมาในประเทศไทยกำลังฉายแววกลายเป็น “Blue Ocean” แห่งใหม่ที่หลายแบรนด์ไทยยังคงมองไม่เห็น
รายงานล่าสุดภายใต้หัวข้อ “ตลาดพม่าในไทยปี 2569 โตทะลุ 221,000 ล้านบาท” ซึ่งจัดทำโดย Happio ได้เปิดเผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันมีชาวเมียนมาเข้ามาอาศัยและทำงานอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 4 ล้านคน และเกิดเป็นเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยสูงถึงกว่า 221,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 65% ของรายได้รวมทั้งหมดของชาวเมียนมาในไทยเลยทีเดียว
ข้อมูลจากรายงานฉบับดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงภาพการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของ “ตลาดเมียนมาในไทย” จากเดิมที่มักถูกจำกัดกรอบภาพจำว่าเป็นเพียงแรงงานราคาถูก ทว่าในวันนี้ได้ยกระดับสู่การเป็น “กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อจริง” มีวิถีไลฟ์สไตล์ มีพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ชัดเจน ตลอดจนเริ่มมีอิทธิพลต่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมากขึ้นในหลากหลายมิติ
นที จารยะพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Happio จำกัด ได้วิเคราะห์ปรากฏการณ์นี้ว่า ในวันนี้ตลาดผู้บริโภคชาวเมียนมาในไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) อีกต่อไปแล้ว แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในกำลังซื้อสำคัญของประเทศ แม้แบรนด์ไทยจำนวนมากจะยังติดอยู่กับภาพจำเดิม ๆ ที่มองคนกลุ่มนี้เป็นเพียงแรงงาน แต่ในความเป็นจริง กำลังเกิดการเติบโตของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการ กลุ่มแรงงานฝีมือ รวมถึงกลุ่มครอบครัวที่มีการใช้จ่ายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเห็นได้ชัด นี่จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญสำหรับแบรนด์ที่มองเห็นเทรนด์นี้ก่อนและสามารถทำความเข้าใจผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้อย่างแท้จริง
เมื่อเจาะลึกไปที่รายงาน จะพบว่าหมวดการใช้จ่ายหลักของผู้บริโภคชาวเมียนมาในไทย ประกอบด้วย อาหารและเครื่องดื่ม 17.4% ที่อยู่อาศัย 13.8% การเดินทาง 8.0% และสินค้าดูแลส่วนบุคคล (Personal Care) 4.4% ซึ่งตัวเลขเหล่านี้รวมกันแล้วคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของรายได้ทั้งหมด เป็นสิ่งยืนยันว่าคนกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจฐานรากและธุรกิจค้าปลีกของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร และบริการต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน
ในขณะเดียวกัน โอกาสทางธุรกิจในน่านน้ำใหม่นี้ยังแผ่ขยายครอบคลุมไปในหลากหลายอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ นำโดยธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่มีมูลค่าสูงกว่า 59,200 ล้านบาท ธุรกิจที่อยู่อาศัยและที่พัก 46,800 ล้านบาท บริการดิจิทัลและการเงิน 24,700 ล้านบาท ธุรกิจสุขภาพ 19,700 ล้านบาท รวมไปถึงธุรกิจค้าปลีก การศึกษา และการฝึกอบรม
ด้าน อรรวี แตงมีแสง ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดเมียนมา และเจ้าของเพจ “Natty Loves Myanmar” ได้ฉายภาพอินไซต์ทางพฤติกรรมที่น่าสนใจว่า ผู้บริโภคชาวเมียนมาในไทยยุคปัจจุบันไม่ได้ใช้ “ราคา” เป็นปัจจัยเดียวในการตัดสินใจซื้ออีกต่อไป แต่พวกเขาให้ความสำคัญกับ “ความไว้ใจ” การบอกต่อภายในชุมชน และมองหาแบรนด์ที่เข้าใจในตัวตนของพวกเขาอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ คนเมียนมาในไทยจำนวนมากยังใช้โซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวัน ทั้งการอัปเดตข่าวสาร เสพคอนเทนต์ และเลือกซื้อสินค้า ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการอยู่อาศัยร่วมกันแบบชุมชนหรือหอพัก ส่งผลให้พลังของการบอกต่อมีอิทธิพลสูงมาก หากแบรนด์ใดสามารถสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นในระดับชุมชนได้ ก็จะมีโอกาสขยายฐานลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว
คุณอรรวี กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดนี้ยังมีลักษณะเฉพาะตัวสูง ทั้งในแง่ของภาษา วัฒนธรรม และพฤติกรรมการสื่อสาร ดังนั้น แบรนด์ที่สามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์และมอบประสบการณ์ที่ “เข้าถึงใจ” ได้จริง จะกุมความได้เปรียบเหนือคู่แข่งอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ข้อมูลจากรายงานยังระบุถึงมิติเชิงพื้นที่พบว่า ชาวเมียนมาในประเทศไทยส่วนใหญ่มีการกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล 31.8% ภาคกลาง 39.2% รวมถึงในจังหวัดเศรษฐกิจชายแดน เช่น ตาก ระนอง และสมุทรสาคร ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ล้วนเป็นทำเลศักยภาพสูงในการทำการตลาดเชิงพื้นที่ (Local Marketing) และการขับเคลื่อนกิจกรรมการตลาดในรูปแบบ Offline Activation
สำหรับบทสรุปในเชิงกลยุทธ์นั้น Happio ระบุว่า คีย์เวิร์ดสำคัญในการเจาะตลาดนี้คือ “First Mover Strategy” หรือการเป็นแบรนด์กลุ่มแรก ๆ ที่เข้ามาทำความเข้าใจผู้บริโภคชาวเมียนมาอย่างลึกซึ้ง ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การแปลภาษาในชิ้นงานโฆษณา แต่ต้องเข้าใจไปถึง Pain Point พฤติกรรม และบริบททางวัฒนธรรม เพื่อสร้างความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ในระยะยาว ก่อนที่ตลาดแห่งนี้จะแปรสภาพกลายเป็นสนามรบสีเลือดหรือ Red Ocean ในอนาคต
“นี่ไม่ใช่แค่ตลาดแรงงาน แต่คือ ‘ตลาดผู้บริโภคใหม่’ ที่กำลังเติบโตเร็วมากในประเทศไทย และแบรนด์ที่เข้าใจก่อน จะเป็นผู้กำหนดเกมในอนาคต” คุณนที กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
SCBX กับภารกิจ 10 ปี สร้าง ‘การเงินสำหรับทุกคน’ บนบล็อกเชน
‘YUEDPAO’ กับวิชาที่ไม่มีในห้องเรียน



