Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

SCBX กับภารกิจ 10 ปี สร้าง ‘การเงินสำหรับทุกคน’ บนบล็อกเชน

SCBX กับภารกิจ 10 ปี สร้าง 'การเงินสำหรับทุกคน' บนบล็อกเชน

ในวันที่คนส่วนใหญ่มอง “บล็อกเชน” และ “คริปโทเคอร์เรนซี” ผ่านภาพของความผันผวน การเก็งกำไร และผลตอบแทนที่หวือหวา SCBX กลับใช้เวลาเกือบ 10 ปี มองเทคโนโลยีนี้ในอีกมิติหนึ่ง นั่นคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินชุดใหม่ ที่อาจช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น

บนเวที SEA Blockchain Week 2026 ภายใต้หัวข้อ Building for Everyone: SCBX’s Journey from Digital Asset Infrastructure to the Future of Finance กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด (SCB 10X) และ Chief Innovation Officer บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) ได้ถ่ายทอดวิสัยทัศน์และบทเรียนตลอดเกือบหนึ่งทศวรรษของ SCB X ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสถาบันการเงินหรือนักลงทุนคริปโทฯ เท่านั้น แต่เพื่อขยายโอกาสทางการเงินให้กับผู้คนในวงกว้าง

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงว่า SCBX กำลังทำอะไรในโลกสินทรัพย์ดิจิทัล แต่คือการที่องค์กรการเงินขนาดใหญ่แห่งนี้เริ่มต้นเส้นทางมาตั้งแต่ปี 2559 ผ่านทั้งช่วงขึ้นและลงของตลาด และยังคงเดินหน้าสร้างโครงสร้างพื้นฐานนี้ต่อเนื่องจนถึงวันนี้

จุดเปลี่ยนของโลกการเงิน

คุณกวีวุฒิชี้ให้เห็นว่า วันนี้โลกการเงินกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญที่สถาบันการเงินดั้งเดิมไม่อาจเพิกเฉยได้อีกต่อไป

ตลาดคริปโทฯ ทั่วโลกมีมูลค่าทะลุ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีผู้ใช้งานกระเป๋าเงินดิจิทัลสูงถึง 560 ล้านคน หรือราว 8% ของประชากรโลก ขณะที่ปริมาณธุรกรรมผ่านเหรียญดิจิทัลที่อ้างอิงมูลค่าคงที่ เติบโตอย่างรวดเร็ว จนสามารถแซงหน้าระบบชำระเงินดั้งเดิมอย่าง Visa และ Mastercard ไปแล้ว

ขณะเดียวกัน สินทรัพย์ที่ถูกแปลงให้อยู่ในรูปแบบโทเคน ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จนอาจมีมูลค่าเกือบ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมโลก ซึ่งสะท้อนว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงกระแสเฉพาะกลุ่ม แต่กำลังขยับเข้าใกล้แกนกลางของระบบการเงินมากขึ้น

สัญญาณสำคัญยังมาจากผู้เล่นรายใหญ่ในโลกการเงินฝั่งวอลล์สตรีท ไม่ว่าจะเป็น Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan ที่เคยตั้งคำถามต่อเทคโนโลยีนี้ แต่ปัจจุบันยอมรับว่าบล็อกเชน ระบบสัญญาอัตโนมัติ และเหรียญดิจิทัลที่อ้างอิงมูลค่าคงที่ คือของจริง รวมถึง Larry Fink ซีอีโอของ BlackRock ที่มองว่า หุ้น ตราสารหนี้ กองทุน และสินทรัพย์ทุกประเภท สามารถถูกแปลงให้อยู่ในรูปแบบโทเคน และจะถูกแปลงในที่สุด ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและสร้างโอกาสการลงทุนให้กับผู้คนมากขึ้น

คำถามจึงไม่ใช่ว่าโลกการเงินจะเข้าสู่ยุคสินทรัพย์ดิจิทัลหรือไม่ แต่คือสถาบันการเงินดั้งเดิมจะปรับตัวทันต่อโครงสร้างใหม่นี้อย่างไร

สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คุณกวีวุฒิมองว่า ภูมิภาคนี้เป็นศูนย์กลางของกลุ่มคนที่เปิดรับและทดลองเทคโนโลยีใหม่ สะท้อนจากสถิติที่ประชากรในภูมิภาคเกือบครึ่งหนึ่งมีกระเป๋าเงินดิจิทัลอยู่แล้ว นี่จึงเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่สถาบันการเงินต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับความต้องการที่กำลังเกิดขึ้น

เส้นทาง 10 ปีของ SCBX: จากผู้ลงทุน สู่ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน

SCBX เริ่มต้นเส้นทางด้านสินทรัพย์ดิจิทัลมาตั้งแต่ปี 2016 โดยค่อย ๆ พัฒนาจากการทดลอง ลงทุน เรียนรู้ จนมาถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล

ในช่วงปี 2559-2560 SCBX เริ่มจากการเข้าลงทุนใน Ripple ช่วง Series B ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงถึง 20 เท่า แต่สิ่งที่สำคัญกว่าผลตอบแทนจากการลงทุน คือการนำเทคโนโลยี RippleNet มาบูรณาการใช้จริงในปี 2560 เพื่อให้ลูกค้าโมบายแบงกิ้งกว่า 16 ล้านราย สามารถโอนเงินข้ามประเทศได้ถูกและเร็วขึ้น ปัจจุบันระบบดังกล่าวสร้างมูลค่าธุรกรรมไปแล้วกว่า 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน 27 เส้นทางทางการเงิน

สำหรับ SCBX นี่จึงไม่ใช่เพียงการลงทุนเพื่อดูว่าเทคโนโลยีใหม่จะเติบโตอย่างไร แต่เป็นการทดลองนำเทคโนโลยีนั้นกลับมาใช้กับลูกค้าของธนาคารจริง

ต่อมา SCBX ขยายบทบาทผ่าน SCB 10X ซึ่งเป็นหน่วยงานร่วมทุนที่บริหารเม็ดเงินกองทุน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มุ่งลงทุนในบริษัทและโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกด้าน Web3 เช่น Fireblocks, Anchorage, Nansen รวมถึง The Sandbox

คุณกวีวุฒิอธิบายเส้นทางช่วงแรกนี้ว่าเป็นบทของการลงทุนเพื่อเรียนรู้ว่าเทคโนโลยีทำงานอย่างไร ก่อนจะนำบางส่วนกลับมาทดลองใช้ในระบบธนาคารจริง และจากจุดนั้น SCB X จึงค่อย ๆ ขยับจาก “ผู้ลงทุน” ไปสู่ “ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน”

ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา SCBX เริ่มวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งออกเป็น 3 ชั้นหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน สินทรัพย์ และช่องทางการเข้าถึง

ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่ม SCB X ร่วมมือกับ Fireblocks เพื่อสร้างระบบรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล และพัฒนาเครื่องมือแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบโทเคน ซึ่งเปรียบเสมือนโรงกษาปณ์ในโลกยุคใหม่ ผ่านบริษัท Token X ที่ปัจจุบันแปลงสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในไทยให้อยู่ในรูปแบบโทเคนไปแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท

ส่วนของสินทรัพย์ มุ่งขับเคลื่อนและพัฒนาสินทรัพย์ดิจิทัลรูปแบบต่าง ๆ ขณะที่ช่องทางการเข้าถึง มี InnovaX ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายและแลกเปลี่ยน เพื่อรองรับธุรกรรมของภาคประชาชน

หากมองให้เรียบง่ายขึ้น SCBX กำลังสร้างทั้งระบบจัดเก็บสินทรัพย์ เครื่องมือแปลงสินทรัพย์ และช่องทางให้ผู้ใช้งานเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลได้ภายใต้กรอบกำกับดูแลเดียวกัน

ยุทธศาสตร์ 3 เสาหลักของสินทรัพย์ดิจิทัล

ในการก้าวสู่อนาคต SCBX จำแนกสินทรัพย์ดิจิทัลออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ที่จะเข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกการเงิน

  • กลุ่มแรกคือสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทคริปโทฯ เช่น Bitcoin และ Ethereum ในฐานะสินทรัพย์กักเก็บมูลค่า
  • กลุ่มที่สองคือสินทรัพย์ในโลกจริงที่ถูกแปลงให้อยู่ในรูปแบบโทเคน ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตร หุ้น กองทุน อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ น้ำมัน หรือแม้แต่สินค้าทางเลือกอย่างไวน์ โดย Token X ได้ร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศ เช่น SBI Digital Markets และ Kyobo Securities เปิดตัวการแปลงสินทรัพย์ไวน์ให้อยู่ในรูปแบบโทเคนข้ามพรมแดนภายใต้การกำกับดูแล
  • กลุ่มที่สามคือเหรียญดิจิทัลที่อ้างอิงมูลค่าคงที่ และเงินฝากที่ถูกแปลงให้อยู่ในรูปแบบโทเคน เพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการชำระเงินและโอนย้ายมูลค่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อทั้งสามกลุ่มนี้ถูกพัฒนาไปพร้อมกัน ภาพของสินทรัพย์ดิจิทัลจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่คริปโทเคอร์เรนซีเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมถึงสินทรัพย์จริง เงินฝาก และเครื่องมือทางการเงินที่อาจถูกออกแบบใหม่บนเทคโนโลยีบล็อกเชน

สิ่งที่ SCBX มองไกลกว่านั้น คือวันที่สินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านี้อาจถูกนำมาใช้เป็นหลักประกัน เพื่อทำให้เงินและสินทรัพย์ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้กรณีใช้งานเหล่านี้จะยังไม่เกิดขึ้นเต็มรูปแบบในโลกการเงินภายใต้การกำกับดูแล แต่หากเกิดขึ้นจริง กวีวุฒิมองว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

แผนงานปี 2569: ผลักดันผลิตภัณฑ์สู่ตลาดจริง

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานถูกวางไว้ครบทั้ง 3 ชั้น คำถามต่อไปจึงไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีนี้ทำอะไรได้ แต่คือ SCB X จะผลักดันสิ่งเหล่านี้ออกสู่ตลาดจริงอย่างไร

ในปี 2569 SCBX จะเน้นการผลักดันผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานกำกับดูแล ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงาน ก.ล.ต.

ผลิตภัณฑ์ที่เตรียมนำเสนอ ได้แก่ กองทุนซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในตลาดหลักทรัพย์ กองทุนรวมตลาดเงินในรูปแบบโทเคน และพันธบัตรในรูปแบบโทเคน

อีกหนึ่งแผนสำคัญคือการเข้าร่วมทดสอบระบบเงินฝากในรูปแบบโทเคน ในโครงการทดสอบของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้กระบวนการโอนย้ายสินทรัพย์และการชำระเงินสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้แบบเรียลไทม์ ช่วยยกระดับสภาพคล่อง เพิ่มประสิทธิภาพของเงินทุน และลดความเสี่ยงจากคู่สัญญา

นอกจากการขยายพันธมิตรไปต่างประเทศ SCBX ยังร่วมมือกับสตาร์ตอัปเทคโนโลยีชั้นนำเพื่อทดลองสิ่งใหม่ เช่น กระเป๋าเงินดิจิทัลที่ใช้งานง่ายขึ้น รวมถึงการศึกษาและพัฒนาระบบซื้อขายแบบกระจายศูนย์ เพื่อเตรียมความพร้อมเมื่อเวลาของตลาดมาถึง

ภาพรวมของแผนงานเหล่านี้สะท้อนแนวทางของ SCBX ที่ไม่ได้รอให้ตลาดพร้อมแล้วจึงเริ่มสร้าง แต่เลือกทดลอง พัฒนา และเตรียมโครงสร้างพื้นฐานไว้ล่วงหน้า เพื่อให้พร้อมรองรับโอกาสเมื่อจังหวะของตลาดมาถึง

บล็อกเชนเพื่อความเท่าเทียมทางการเงิน

คำถามสำคัญคือ เหตุใดสถาบันการเงินระดับภูมิภาคจึงทุ่มเทเวลา ทรัพยากร และเงินลงทุนต่อเนื่องเกือบ 10 ปี เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้

คำตอบจากคุณกวีวุฒิคือ “เราไม่ได้ทำเพื่อนักเก็งกำไร แต่ทำเพื่อทุกคน”

เทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถช่วยปฏิรูประบบการเงินเดิมที่ยังมีความไร้ประสิทธิภาพสูง ผ่านกลไกการส่งมอบพร้อมชำระเงินทันที การซื้อขายที่ทำได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีวันหยุด เพื่อให้เงินทำงานได้ตลอดเวลา และระบบสัญญาอัตโนมัติที่ช่วยลดความผิดพลาดจากมนุษย์ ทั้งหมดนี้นำไปสู่การลดต้นทุนทางการเงิน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความเท่าเทียมทางการเงิน

ในมุมของ SCBX คำว่า “สร้างเพื่อทุกคน” จึงไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำบนเวที แต่คือเหตุผลที่ทำให้องค์กรยังคงสร้างโครงสร้างพื้นฐานนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะหากระบบการเงินมีต้นทุนต่ำลง เร็วขึ้น และเข้าถึงง่ายขึ้น ผู้ที่เคยอยู่นอกระบบหรือเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ยาก ย่อมมีโอกาสมากขึ้นตามไปด้วย

“เราไม่ได้สร้างสิ่งนี้ขึ้นมาเพื่อนักลงทุนคริปโทฯ สายเก็งกำไร หรือทำมาเพื่อสถาบันการเงินใหญ่ ๆ เท่านั้น แต่เราสร้างขึ้นมาเพื่อคนทั่วไปที่อาจจะยังไม่เคยมีโอกาสเข้าถึงกองทุนรวมตลาดเงินเลยสักครั้งในชีวิต เพื่อกลุ่มแรงงานที่ต้องการส่งเงินกลับบ้านข้ามประเทศให้ครอบครัวได้อย่างรวดเร็วและประหยัดที่สุด เราสร้างเพื่อคนทุกคนที่ระบบการเงินแบบเก่าเข้าไม่ถึง” คุณกวีวุฒิ กล่าว

ท้ายที่สุด สิ่งที่ SCBX พยายามสร้างอาจไม่ใช่โลกของคริปโทเคอร์เรนซีในความหมายเดิม แต่คือระบบการเงินที่ต้นทุนต่ำลง เปิดกว้างขึ้น และเข้าถึงคนได้มากกว่าเดิม

แม้วงการนี้จะผ่านช่วงเวลาขึ้นและลงมาหลายครั้ง แต่สิ่งที่ SCBX ภาคภูมิใจคือการยังคงยืนหยัดอยู่บนเส้นทางนี้ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา พร้อมสนับสนุนระบบนิเวศการเงินยุคใหม่ และส่งต่อคุณค่าของเทคโนโลยีบล็อกเชนไปสู่มือของผู้คนอย่างเท่าเทียมกัน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ถอดบทเรียน ‘ตัน ภาสกรนที’: คนที่รอดไม่ใช่คนที่ไม่เคยพลาด

ถอดสูตร Likeable Leader วิถีผู้นำยุคใหม่จาก ‘ธนา เธียรอัจฉริยะ’

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar