Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Milieu Insight ชี้ E-commerce ปี 69 เลิกแข่งราคา ชนะด้วย ‘ความอุ่นใจ’

Milieu Insight ชี้ E-commerce 2569 จบยุคแข่งราคาชนะด้วย"ความอุ่นใจ"

Milieu Insight เผยทิศทางตลาดอีคอมเมิร์ซไทยปี 2569 จ่อสิ้นสุดยุค “สงครามราคา” (Price War) หลังพบพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนทิศ หันมาให้ความสำคัญกับ “ความอุ่นใจ” (Peace of Mind) และความเชื่อมั่นมากกว่าส่วนลด แบรนด์ที่ชนะใจลูกค้าในยุคหน้าไม่ใช่แบรนด์ที่ขายถูกที่สุด แต่คือแบรนด์ที่สามารถขจัดความเสี่ยงและมอบอำนาจการควบคุมให้แก่ผู้ซื้อได้ ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดรายวัน

กับดักสงครามราคาและการเช่าความสนใจ

จุดา คณาปราชญ์ Chief Operating Officer และ Co-Founder บริษัท Milieu Insight (มิลยู อินไซท์) บรรยายในหัวข้อ “Beyond Price Wars: How Thai Shoppers Define Value Today” โดยระบุว่า การทำสงครามราคา (Price War) เพื่อดึงดูดลูกค้าเปรียบเสมือนการ “เผากำไรส่วนต่าง” (Burning Margin) ของธุรกิจและทีมงาน ซึ่งแม้จะสร้างยอดขายได้ในระยะสั้น แต่ไม่สามารถสร้างชัยชนะที่ยั่งยืนได้ เพราะเมื่อสิ้นสุดโปรโมชั่น ลูกค้าก็พร้อมจะเปลี่ยนไปหาแบรนด์อื่นที่ให้ราคาต่ำกว่า ในสมรภูมิที่คู่แข่งพร้อมจะยอมเจ็บตัวเพื่อตัดราคาที่ต่ำกว่า การแข่งขันด้วยวิธีนี้จึงไม่มีวันสิ้นสุดและรังแต่จะทำให้ธุรกิจอ่อนแอลง

สภาวะการแข่งขันที่เข้มข้นนี้ยังสะท้อนผ่านพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีความถี่ในการซื้อสูงถึงระดับรายสัปดาห์หรือรายเดือน ทำให้การแย่งชิงลูกค้าเกิดขึ้นแบบรายวัน สิ่งที่นักการตลาดต้องตระหนักคือแบรนด์ไม่สามารถ “ครอบครอง” (Own) ลูกค้าได้อย่างถาวรอีกต่อไป แม้สถิติจะชี้ว่าผู้ซื้อร้อยละ 89 ใช้งานแพลตฟอร์มหลักอย่าง Shopee แต่พวกเขาก็ไม่ได้ยึดติดและพร้อมจะสลับไปใช้งานแพลตฟอร์มคู่แข่งอย่าง Lazada หรือ TikTok Shop ได้ทันทีหากมีข้อเสนอที่น่าสนใจกว่า ดังนั้นสิ่งที่แบรนด์ทำได้ในยุคนี้คือการ “เช่าความสนใจ” (Rent Attention) ของพวกเขาในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น

นอกจากนี้ การเป็นแบรนด์ที่สินค้าราคาถูกที่สุด ไม่ได้มีสถานะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย (Safe Choice) สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป เนื่องจากในมุมมองของผู้ซื้อยุคใหม่ ความถูกมักถูกเชื่อมโยงกับความเสี่ยง (Risk) ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่องสินค้าไม่ตรงปก คุณภาพที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือความไม่แน่นอนในการจัดส่ง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ผู้บริโภคปัจจุบันไม่ต้องการแบกรับ

โครงสร้างพื้นฐานและความคาดหวังที่พังทลาย

สถานะของอีคอมเมิร์ซในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากช่องทางที่อำนวยความสะดวกสบาย กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” (Infrastructure) ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของผู้คน เปรียบเสมือนระบบสาธารณูปโภคหลักอย่างไฟฟ้า น้ำประปา หรือสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งในยามปกติที่ระบบทำงานได้ดี ผู้คนมักจะมองข้ามและใช้งานเป็นเรื่องปกติ แต่หากเกิดปัญหาขัดข้องเพียงเล็กน้อย เช่น สัญญาณอินเทอร์เน็ตล่าช้า หรือระบบไฟขัดข้อง เรื่องเล็กน้อยจะกลายเป็นวิกฤตทางอารมณ์ที่สร้างความหงุดหงิดใจทันที สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่มีมาตรฐานความคาดหวังที่สูงลิ่วและมีความอดทนต่อความผิดพลาดต่ำ (Zero tolerance for error)

ความล้มเหลวในการให้บริการจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยอีกต่อไป โดยเฉพาะในขั้นตอนการจัดส่งสินค้าที่ผู้ซื้อต่างเฝ้ารอด้วยความหวังว่าจะได้รับสินค้าตามเวลาที่กำหนด หากสินค้าเดินทางมาไม่ถึง มีความล่าช้า หรือมีการแจ้งเตือนความผิดพลาดในช่วงเวลาสำคัญ ย่อมสร้างบาดแผลทางความรู้สึกที่รุนแรง ความผิดหวังนี้เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำลายความเชื่อมั่นที่มีต่อแบรนด์จนหมดสิ้น และกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ลูกค้าตัดสินใจหันหลังให้กับธุรกิจนั้นอย่างถาวร โดยไม่เปิดโอกาสให้แก้ตัวหรือกลับมาใช้บริการซ้ำอีก

ภาษีแฝงและโอกาสในกลุ่ม Value Optimizers

ปัจจัยสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของธุรกิจคือประสบการณ์ที่ไม่ดี ซึ่งคุณจุดานิยามว่าเป็นเสมือน “ภาษีแฝง” (Hidden Tax) ที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายโดยไม่รู้ตัวผ่านการสูญเสียลูกค้า ข้อมูลสถิติชี้ชัดว่าความผิดพลาดในการบริหารจัดการสร้างผลกระทบมหาศาล โดยผู้ซื้อถึงร้อยละ 79 ระบุว่าเคยประสบปัญหาด้านการจัดส่ง ทั้งความล่าช้า สินค้าสูญหาย หรือได้รับของไม่ครบถ้วน ซึ่งความล้มเหลวเหล่านี้ผลักดันให้ผู้บริโภคร้อยละ 49 ยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้น หากได้รับการการันตีบริการขนส่งที่ดีกว่าและมีความแน่นอน

นอกจากปัญหาการจัดส่งแล้ว ความไม่โปร่งใสเรื่องราคายังถือเป็นเพชฌฆาตที่ทำลายความพึงพอใจ (Satisfaction Killer) อย่างรุนแรง โดยผู้ซื้อเกินครึ่งหรือร้อยละ 56 พร้อมจะเทตะกร้าสินค้าทิ้งทันทีหากพบ “ค่าธรรมเนียมแฝง” (Hidden Fee)ปรากฏขึ้นในขั้นตอนชำระเงินสุดท้าย รวมไปถึงปัญหาเรื่องความเชื่อมั่น ที่ผู้ซื้อร้อยละ 50 จะปฏิเสธการซื้อหากสินค้านั้นไม่มีรีวิว และอีกร้อยละ 34 จะเปลี่ยนใจทันทีหากพบนโยบายการคืนสินค้าที่ไม่ชัดเจน

เมื่อวิเคราะห์เจาะลึกถึงโครงสร้างผู้บริโภค พบข้อมูลที่น่าสนใจว่ากลุ่มคนที่ตัดสินใจซื้อสินค้าจาก “ราคาถูกที่สุด” เพียงอย่างเดียว (Price Sensitive) มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 15 เท่านั้น ในขณะที่โอกาสทางธุรกิจที่แท้จริงซ่อนอยู่ในกลุ่ม “Value Optimizers” หรือผู้ที่มองหาความคุ้มค่าสูงสุด ซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ของตลาด คนกลุ่มนี้มีลักษณะเป็นประชากรวัยทำงาน อายุ 25-44 ปี อาศัยในเขตเมือง และมีรายได้ระดับปานกลาง (Mid-income) พฤติกรรมที่โดดเด่นคือไม่ได้มองหาของที่ถูกที่สุด แต่มองหาความสมเหตุสมผลระหว่างราคาและคุณภาพ โดยร้อยละ 56 ของคนกลุ่มนี้ยินดีจ่ายเงินแพงขึ้นเล็กน้อย เพื่อแลกกับความสบายใจ การบริการที่ดี และความมั่นใจว่าจะได้รับสินค้าตรงตามความคาดหวัง

อำนาจทางการเงินและเทคโนโลยีลดความวิตกกังวล

นอกเหนือจากปัจจัยด้านสินค้าและบริการ มิติทางการเงินและเทคโนโลยีกลับมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อจิตวิทยาการซื้อของผู้บริโภคยุคใหม่ ข้อมูลจากมิลยู อินไซท์ เปิดเผยว่าผู้บริโภคถึงร้อยละ 41 ให้ความสำคัญกับตัวเลือกการชำระเงินที่ยืดหยุ่น โดยเฉพาะบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later หรือ BNPL) สิ่งที่น่าสนใจคือแรงจูงใจในการใช้บริการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การขาดสภาพคล่องทางการเงินเท่านั้น แต่ผู้บริโภคมองว่าความยืดหยุ่นนี้มอบ “อำนาจในการควบคุม” (Financial Power) ให้แก่พวกเขา ทำให้พวกเขารู้สึกเป็นผู้กำหนดสถานการณ์และสามารถบริหารจัดการกระเป๋าเงินของตนเองได้อย่างมีอิสระ การมอบอำนาจนี้คืนสู่มือลูกค้าจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่สร้างความพึงพอใจและประสบการณ์ที่ดี

ในขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีก็มีส่วนสำคัญในการจัดการกับปัญหา “ความเครียดจากตัวเลือกที่ล้นเกิน” (Choice Overload Anxiety) แม้สถิติจะระบุว่าผู้บริโภค 1 ใน 2 ชื่นชอบร้านค้าที่มีสินค้าหลากหลายให้เลือกสรร แต่เมื่อต้องเผชิญกับตัวเลือกจำนวนมหาศาล ความลังเลสงสัยมักก่อตัวขึ้นจนนำไปสู่การยุติการตัดสินใจซื้อในที่สุด บทบาทของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในยุคนี้จึงไม่ใช่การยัดเยียดการขาย แต่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการ “ลดจุดที่ต้องตัดสินใจ” (Reduce Decision Points)

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการนำ AI มาใช้ในรูปแบบ Virtual Try-on สำหรับสินค้าประเภทเครื่องสำอางหรือเสื้อผ้า ซึ่งช่วยให้ผู้ซื้อเห็นภาพผลลัพธ์ที่ชัดเจนว่าสินค้านั้นเหมาะสมกับตนเองหรือไม่ การใช้เทคโนโลยีในลักษณะนี้ช่วยขจัดความกังวลใจและสร้างความมั่นใจ (Assurance) ว่าสิ่งที่เลือกคือสิ่งที่ใช่ ซึ่งถือเป็นการส่งมอบความอุ่นใจและช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจกดชำระเงินได้ง่ายขึ้นโดยไม่รู้สึกว่าตนเองกำลังถูกคุกคามจากเทคโนโลยี

สมการความสำเร็จยุคใหม่

ผู้บริหารมิลยู อินไซต์สรุปทิ้งท้ายถึงแนวคิดเรื่องมูลค่าที่ผู้บริโภครับรู้ (Perceived Value) ว่าเกิดจากสมการความคุ้มค่า ซึ่งคำนวณจาก (ราคา x สินค้า) x “ความอุ่นใจ” (Peace of Mind) โดยเน้นย้ำว่าปัจจัยทั้งหมดเชื่อมโยงกันด้วยเครื่องหมาย “คูณ” ไม่ใช่การบวก ซึ่งมีความหมายว่าต่อให้สินค้ามีคุณภาพดีเยี่ยมหรือราคาน่าดึงดูดเพียงใด แต่หากความอุ่นใจของผู้บริโภคเป็นศูนย์ มูลค่ารวมทั้งหมดที่ลูกค้าได้รับก็จะเท่ากับศูนย์ทันที สมการนี้ชี้ให้เห็นว่า “ความอุ่นใจ” ได้กลายเป็นตัวคูณสำคัญที่มีอำนาจชี้ชะตาความสำเร็จของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในยุคปัจจุบัน

เพื่อให้สอดรับกับสมการนี้ จุดาแนะแนวทางกลยุทธ์ 3 ประการสำหรับแบรนด์ที่ต้องการชัยชนะโดยไม่ต้องลงไปแข่งขันในสงครามราคา ประการแรกคือ การเปลี่ยนการดำเนินงานให้เป็นประสบการณ์ (Turn Operations into Experience) โดยจัดสรรงบประมาณที่เคยใช้ไปกับการลดราคา มาลงทุนในการสร้างความประทับใจหลังการขาย (Post-purchase Experience) เช่น การแจ้งสถานะสินค้าที่แม่นยำ การบรรจุภัณฑ์ที่ใส่ใจ หรือโปรแกรมสะสมแต้มที่จับต้องได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างความรู้สึกคุ้มค่าทางจิตใจได้ดีกว่าส่วนลดที่เป็นตัวเงิน

กลยุทธ์ประการถัดมาคือ การสร้างความเชื่อมั่นผ่านหลักฐานทางสังคม (Build Trust via Social Proof) แบรนด์จำเป็นต้องอุดรอยรั่วแห่งความไม่มั่นใจในทุกจุดสัมผัส ด้วยการสนับสนุนให้ลูกค้ากลับมารีวิวสินค้า แสดงรายละเอียดค่าใช้จ่ายอย่างโปร่งใสตั้งแต่ต้นทาง และกำหนดนโยบายการคืนสินค้าที่ชัดเจนและปฏิบัติได้จริง ส่วนประการสุดท้ายคือ การใช้เทคโนโลยีเพื่อความเข้าใจรายบุคคล (Personalization) ที่ต้องรักษาสมดุลไม่ให้ก้าวล่วงความเป็นส่วนตัวจนลูกค้ารู้สึกว่าถูกคุกคาม แต่เน้นการใช้ข้อมูลเพื่อนำเสนอสิ่งที่ลูกค้าสนใจจริงๆ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์รู้จักและเข้าใจความต้องการของพวกเขา

บทสรุปของเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า สมรภูมิถัดไปของอีคอมเมิร์ซคือสมรภูมิที่อยู่เหนือเรื่องราคา (Beyond the Price) เป็นการแข่งขันกันที่ “ความเชื่อมั่น” (Trust) และ “ความอุ่นใจ” (Peace of Mind) ซึ่งต้องอาศัยการทำงานที่สอดประสานกันอย่างสมบูรณ์ของระบบหลังบ้านและหน้าบ้าน ใครที่สามารถสร้างหลักประกันความอุ่นใจให้แก่ลูกค้าได้ก่อน ย่อมเป็นผู้ชนะที่แท้จริงในระยะยาว

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ZUS COFFEE บุกไทยเต็มสูบ ตั้งเป้า 50 สาขาสิ้นปี ชูจุดขาย ‘Specialty เริ่ม 65 บาท’

ทิศทางอีคอมเมิร์ซอาเซียน 2569: เติบโตระลอกใหม่และกฎกติกาเปลี่ยนเกม

×

Share

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar