อุตสาหกรรมทีวีไทยกำลังเผชิญภาวะ “Slow Collapse” หรือการค่อย ๆ เสื่อมถอยลงอย่างช้า ๆ ท่ามกลางโครงสร้างอุตสาหกรรมที่บิดเบี้ยว รายได้ที่ลดลง การแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม และความไม่ชัดเจนด้านนโยบายจากภาครัฐ
นี่คือภาพสะท้อนสำคัญจากงานเสวนาวิชาการ Media Alert “ภาพทีวีไทยในทศวรรษหน้า : การสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเนื้อหา และสังคมไทยที่ยั่งยืน” ในเวทีย่อยหัวข้อ “กุญแจสู่สมดุลใหม่ เมื่อทีวีไทยต้อง ‘มีคุณภาพ’ และ ‘อยู่ได้’ อย่างยั่งยืน” ซึ่งเป็นการระดมสมองของผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนผู้ประกอบการสื่อ นำโดย เดียว วรตั้งตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท วัน 31 จำกัด, ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด ไทยรัฐกรุ๊ป, รศ.สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ ประธานสภาสถาบันนักวิชาการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (ส.ส.ม.ท.) และ ระวี ตะวันธรงค์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อสารมวลชน กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
สาระสำคัญของเวทีสะท้อนว่า วิกฤติของทีวีไทยไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นแรงกดดันที่ซ้อนทับกันหลายชั้น ตั้งแต่ทิศทางนโยบายของรัฐ กติกาการแข่งขันกับแพลตฟอร์มข้ามชาติ โมเดลธุรกิจของคอนเทนต์คุณภาพ ไปจนถึงบทบาทของสื่อในฐานะพื้นที่สาธารณะของสังคมไทย
เมื่อถอดรหัสเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ นักวิชาการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะเห็นภาพความท้าทายและโจทย์สำคัญที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญร่วมกันดังต่อไปนี้
สูญญากาศทางนโยบายกสทช. ไร้ Roadmap 2572
ปัญหาที่ฉุดรั้งการขับเคลื่อนของอุตสาหกรรมในขณะนี้คือ “ความไม่ชัดเจน” ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ต่ออนาคตของทีวีดิจิทัล
แม้ใบอนุญาตประกอบกิจการกำลังจะหมดอายุลงในปี 2572 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีแผนงาน หรือ Roadmap รวมถึงกฎกติกาที่แน่ชัดออกมารองรับอนาคตของอุตสาหกรรม
ความไม่ชัดเจนทางนโยบายนี้ส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ เพราะไม่สามารถวางแผนกลยุทธ์ระยะยาว 5-10 ปี ได้ ทั้งในแง่การลงทุน การพัฒนาเนื้อหา และการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร
ในขณะเดียวกัน ต้นทุนการบริหารจัดการช่องยังคงอยู่ในระดับเดิม แต่รายได้กลับลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องดำเนินธุรกิจในลักษณะประคองตัว เพื่อรอความชัดเจนจากหน่วยงานกำกับดูแล
คุณเดียวสะท้อนว่า ในมุมของผู้ประกอบการ เวลาที่เหลือก่อนปี 2572 มีน้อยลงเรื่อย ๆ ขณะที่ผู้ประกอบการยังไม่เห็นทิศทางชัดเจนว่าจะต้องเดินต่ออย่างไร จะลงทุนอย่างไร และจะเตรียมโครงสร้างธุรกิจในอนาคตแบบใด
จาก Must Carry สู่ Must Find เมื่อทีวีไม่ใช่แค่จอแต่คือการเข้าถึงคอนเทนต์ระดับชาติ
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่เวทีหยิบยกขึ้นมาคือ การขยับกรอบคิดจากทีวีดิจิทัลแบบเดิมไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าเรื่อง “National Television” หรือโทรทัศน์ระดับชาติ
คุณเดียวเสนอว่า วันนี้อุตสาหกรรมไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่คำว่า “ทีวีดิจิทัล” เพราะทีวีดิจิทัลในความหมายเดิมคือระบบภาคพื้นดิน หรือ Terrestrial Television ที่เปลี่ยนผ่านจากอนาล็อกสู่ดิจิทัล แต่พฤติกรรมผู้ชมและเทคโนโลยีได้เปลี่ยนไปไกลกว่านั้นแล้ว
ในโลกปัจจุบัน ทีวีไม่ควรถูกนิยามด้วยอุปกรณ์หรือจอใดจอหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นจอโทรทัศน์แบบเดิม โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ แต่ควรถูกมองในฐานะระบบ Broadcast และพื้นที่สำหรับคอนเทนต์ระดับชาติที่ประชาชนควรเข้าถึงได้
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าอนาคตของทีวีดิจิทัลจะเป็นอย่างไร แต่คือรัฐจะนิยามและออกแบบระบบ National Television อย่างไร เพื่อให้คอนเทนต์ระดับชาติยังสามารถถูกค้นพบและเข้าถึงได้ ไม่ว่าผู้ชมจะอยู่บนอุปกรณ์หรือแพลตฟอร์มใด
แนวคิด “Must Find” จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญของอนาคตทีวีไทย เพราะในวันที่ผู้ชมไม่ได้เปิดจอโทรทัศน์แบบเดิมเพียงช่องทางเดียวอีกต่อไป สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่การบังคับให้มีช่องอยู่ในระบบ แต่คือการทำให้ประชาชน “หาเจอ” และเข้าถึงคอนเทนต์ที่มีความสำคัญต่อสังคมได้จริง
สนามแข่งที่ไม่เท่าเทียม ทีวีไทยปะทะแพลตฟอร์มข้ามชาติ
ผู้ผลิตทีวีไทยกำลังเผชิญกับภาวะความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน หรือ Regulatory Asymmetry อย่างชัดเจน
ในขณะที่สถานีโทรทัศน์ในประเทศถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ทั้งเรื่องเนื้อหา กฎเกณฑ์ และข้อจำกัดทางกฎหมาย แพลตฟอร์มข้ามชาติ หรือ Over-the-Top (OTT) เช่น YouTube และ Meta กลับสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเสรีกว่า ภายใต้กรอบกำกับดูแลที่ยังไม่ชัดเจน
ความเหลื่อมล้ำนี้ส่งผลให้เม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลจำนวนมากไหลออกไปสู่แพลตฟอร์มต่างชาติ ซึ่งเป็นผู้กำหนดกติกาของระบบนิเวศดิจิทัลได้เองในหลายมิติ ขณะที่ผู้ประกอบการสื่อไทยต้องเผชิญแรงกดดันด้านรายได้อย่างต่อเนื่อง
คุณทีปกรสะท้อนว่า การทำธุรกิจทีวีในปัจจุบันไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะระหว่างผู้ประกอบการโทรทัศน์ด้วยกันเอง แต่ยังต้องแข่งขันกับเม็ดเงินดิจิทัลและแพลตฟอร์มต่างชาติ ซึ่งมีอำนาจในการกำหนดเงื่อนไขของตนเอง ทั้งเรื่องราคา รูปแบบการแบ่งรายได้ และการเข้าถึงผู้ชม
ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตดาวเทียมที่กำลังจะครอบคลุมทั่วโลก อาจยิ่งทำให้พรมแดนของการส่งคอนเทนต์เลือนหายลง และเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ประกอบการในประเทศมากขึ้น
ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงเสนอให้รัฐเร่งออกกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์ม OTT เพื่อสร้างกติกาการแข่งขันที่เท่าเทียมมากขึ้น
Commercial Art ทางรอดของเนื้อหาคุณภาพ
ความท้าทายสำคัญในมิติของผู้ชม คือความย้อนแย้งระหว่างสิ่งที่ผู้ชมบอกว่าต้องการ กับพฤติกรรมการรับชมจริง
จากผลงานวิจัยพบว่า ผู้ชมส่วนใหญ่มักระบุว่าต้องการรับชมรายการที่มีสาระและคุณค่าทางวัฒนธรรม แต่ในทางปฏิบัติ พฤติกรรมการเลือกชมจำนวนมากกลับมุ่งไปที่รายการเพื่อความบันเทิง
ทางออกของผู้ผลิตในยุคนี้จึงอยู่ที่แนวคิด “Commercial Art” หรือการผสมผสานศิลปะเข้ากับเชิงพาณิชย์ โดยยึดผู้ชมเป็นตัวตั้ง แล้วออกแบบคอนเทนต์ให้สนุก น่าติดตาม และสามารถสอดแทรกสาระหรือคุณค่าที่ต้องการสื่อสารเข้าไปได้
คุณเดียวอธิบายว่า ช่องวันทำงานบนสมดุลระหว่างความเป็น Commercial และ Art เพราะหากเป็น Art เพียงอย่างเดียวอาจอยู่ไม่ได้ในเชิงธุรกิจ แต่หากเป็น Commercial อย่างเดียวก็อาจไม่ยั่งยืนในเชิงคุณค่า
หลักคิดสำคัญคือไม่เริ่มต้นจากสิ่งที่ผู้ผลิตอยากบอก แต่ต้องเริ่มจากกลุ่มเป้าหมายว่าเขาอยากดูอะไร หากผู้ชมบอกว่าอยากดูศิลปวัฒนธรรม ผู้ผลิตต้องตีความต่อให้ได้ว่า ศิลปวัฒนธรรมแบบใดที่มีความสร้างสรรค์ มีมุมที่น่าตื่นเต้น มีความว้าว และทำให้ผู้ชมอยากติดตาม
ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ละคร “สอดสร้อยมาลา” ซึ่งพูดถึงเรื่องรำไทยและมีบริบทของศิลปวัฒนธรรม แต่ไม่ได้นำเสนอในลักษณะตรงไปตรงมาเพียงเพื่อบอกเล่าวัฒนธรรม หากใช้ความสัมพันธ์ของตัวละคร ความขัดแย้ง และฉากหลังทางประวัติศาสตร์เป็นแกนของความสนุก แล้วสอดแทรกบริบทของรำไทยและวัฒนธรรมเข้าไปในเรื่อง
แนวทางเดียวกันนี้สะท้อนผ่านตัวอย่างรายการ “Golden Song” และ “โลกวิวัฒน์” ซึ่งถูกพูดถึงบนเวทีในฐานะคอนเทนต์ที่มีคุณค่า มีความเฉพาะทาง และสามารถเชื่อมโยงกับผู้ชมได้ หากได้รับแรงสนับสนุนที่เหมาะสม
นอกจากนี้ มาตรวัดคุณค่าของสื่อจำเป็นต้องเปลี่ยนไป จากการยึดติดกับเรตติ้งรวมแบบกว้าง ๆ ไปสู่การให้ความสำคัญกับระยะเวลาที่ผู้ชมติดตามอย่างต่อเนื่อง หรือ Consistency และการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ หรือ Niche Market ซึ่งมีมูลค่าทางการตลาดสูงในบริบทปัจจุบัน
วิกฤติพื้นที่สีขาว เมื่อคอนเทนต์เด็กไทยหายไปจากจอหลัก
อีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวลในมิติทางสังคม คือการลดลงของคอนเทนต์เด็กและคอนเทนต์วัฒนธรรมไทยที่มีคุณภาพ
คุณระวีตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันแทบไม่มีรายการเด็กที่เป็น “ไฟลต์บังคับ” หรือเป็นพื้นที่สื่อหลักที่ทำหน้าที่สอดแทรกวัฒนธรรมไทยให้เด็กได้ซึมซับเหมือนในอดีต
เมื่อไม่มีเนื้อหาของไทยมารองรับ เด็กอนุบาลและเด็กปฐมวัยจำนวนมากจึงหันไปรับชมคอนเทนต์ต่างประเทศบน YouTube หรือคลิปวิดีโอจากผู้ผลิตทั่วไปที่ไม่มีการควบคุมดูแลเนื้อหาอย่างเป็นระบบ
สถานการณ์นี้อาจส่งผลต่อการบ่มเพาะอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและพัฒนาการของเยาวชนไทยในระยะยาว เพราะพื้นที่สื่อสำหรับเด็กไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการหล่อหลอมภาษา วัฒนธรรม และมุมมองต่อสังคม
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการผลิตคอนเทนต์เด็กให้มีมากขึ้น แต่คือการหาจุดสมดุลว่า จะทำอย่างไรให้คอนเทนต์เด็กและคอนเทนต์วัฒนธรรมไทยมีคุณภาพ สนุกพอที่จะดึงดูดผู้ชม และมีโมเดลสนับสนุนที่ทำให้ผู้ผลิตสามารถดำเนินต่อไปได้
ปฏิรูปกลไกรัฐ เปลี่ยนเบี้ยหัวแตกเป็นท่อน้ำเลี้ยง
เพื่อแก้ปัญหาในระดับโครงสร้าง เวทีเสวนามีข้อเสนอที่ส่งตรงถึงภาครัฐและกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ใน 2 ประเด็นหลัก
ประเด็นแรก คือการเปลี่ยนวิธีการให้ทุน โดยเสนอให้กองทุนพัฒนาสื่อฯ ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการให้ทุนแบบกระจาย ซึ่งทำให้เกิดภาวะ “เบี้ยหัวแตก” ไปสู่การทำ “Content Sandbox” หรือ “Program Sandbox” ที่สนับสนุนผู้ผลิตตลอดกระบวนการ ตั้งแต่ต้นน้ำ คือการคิดและพัฒนาเนื้อหา กลางน้ำ คือการผลิต ไปจนถึงปลายน้ำ คือการเผยแพร่และการสร้างรายได้
เป้าหมายสำคัญคือการทำให้คอนเทนต์คุณภาพไม่ได้หยุดอยู่แค่การผลิตเสร็จ แต่สามารถต่อยอดไปสู่โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนได้จริง
ประเด็นที่สอง คือการปรับเงื่อนไข TOR งบประชาสัมพันธ์ของรัฐ โดยเสนอให้หน่วยงานภาครัฐไม่จำเป็นต้องมุ่งเน้นการซื้อสื่อเฉพาะช่องที่มีเรตติ้งอันดับ 1-10 เท่านั้น แต่ควรแบ่งสัดส่วนงบประมาณมาสนับสนุนรายการที่มีคุณภาพสูงและตรงกลุ่มเป้าหมาย
แนวทางนี้จะช่วยให้รายการน้ำดีมี “ท่อน้ำเลี้ยง” ทางธุรกิจ และสามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่สื่อคุณภาพของสังคมได้ต่อเนื่องมากขึ้น
ท้ายที่สุด คำถามสำคัญของอุตสาหกรรมทีวีไทยจึงไม่ใช่เพียงว่าผู้ประกอบการจะอยู่รอดได้อย่างไร แต่คือประเทศไทยจะออกแบบระบบนิเวศสื่อแบบใด เพื่อให้ผู้ผลิตเนื้อหาคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในโลกที่พรมแดนของสื่อกำลังเลือนหายลงทุกวัน
หากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อโดยไม่มีความชัดเจนด้านนโยบายและกลไกสนับสนุนที่เหมาะสม ความเสียหายอาจไม่หยุดอยู่ที่ธุรกิจทีวีเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อสถาบันการศึกษา ผู้บริโภค และบทบาทของสื่อมวลชนในฐานะ Gatekeeper ที่ช่วยคัดกรองข่าวสารและสาระประโยชน์ให้กับสังคมไทย
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
DITTO ส่ง ‘Blu Green Token’ สินทรัพย์ดิจิทัลป่าชายเลน รับกม.โลกร้อน
จาก Must Carry สู่ Must Find: จุดเปลี่ยนเกมทีวีไทย





