“ความเชื่อมั่นก็เหมือนกับกระจก เมื่อไหร่ก็ตามที่มันแตก ต่อให้ซ่อมแค่ไหนมันก็ยังมีร่องรอยอยู่”
ประโยคที่ ชญาน์ทัต วงศ์มณี หรือ ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ ผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-Founder) และ Chief Storytelling Officer ของเอเจนซี่ปีติพีอาร์ (Peeti PR) หยิบยกจากคำกล่าวของ Lady Gaga สะท้อนโจทย์สำคัญของโลกธุรกิจยุคนี้ได้ชัดเจน เพราะในวันที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วและรุนแรง ความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และความสามารถในการปรับตัว ไม่ใช่สิ่งที่องค์กรจะสร้างขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน
โลกปี 2026-2027 กำลังส่งสัญญาณว่า ความสำเร็จเดิมอาจไม่ใช่หลักประกันของอนาคตอีกต่อไป องค์กรที่ยังทำงานด้วยวิธีคิดแบบเดิม อาศัยสูตรสำเร็จเดิม หรือรอให้ทุกอย่างชัดเจนก่อนค่อยขยับ อาจเสียเปรียบก่อนจะรู้ตัว เพราะ AI กำลังเปลี่ยนวิธีทำงาน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วขึ้น ภูมิรัฐศาสตร์กระทบเศรษฐกิจโดยตรง สังคมสูงวัยทำให้แรงงานหายไป และสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต
ประเด็นนี้ถูกขยายในเวทีเสวนา “Why Futuristic Mind is the New Competitive Advantage” จากงานแถลงข่าว Supalai Presents Creative Talk Conference 2026 หรือ CTC2026 ภายใต้ธีม “The Festival of Futuristic Minds” ซึ่งชวนมองว่า Futuristic Mind ไม่ใช่เพียง mindset เชิงบวกต่ออนาคต แต่คือทักษะในการมองเห็นสัญญาณล่วงหน้า เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จะส่งผลต่ออนาคตอย่างไร และแปลงสัญญาณเหล่านั้นเป็นวิธีคิด วิธีทำงาน และกลยุทธ์ใหม่ขององค์กร

เมื่อโลกเปลี่ยนเร็วกว่าแผนธุรกิจ
สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม Founder & CEO บริษัท RGB72 ดิจิทัลเอเจนซี และ ผู้จัดงาน CREATIVE TALK (CTC) มองว่า การทำงานหรือทำธุรกิจแบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะโลกกำลังเปลี่ยนจากหลายปัจจัยพร้อมกัน
สิ่งที่เข้ามาเปลี่ยนโลกการทำงานชัดที่สุดคงหนีไม่พ้น AI แม้ AI เพิ่งเข้ามากระทบชีวิตผู้คนในวงกว้างเพียงไม่กี่ปี แต่ผลกระทบต่อองค์กร อาชีพ และรูปแบบการทำงานเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ
ขณะเดียวกัน พฤติกรรมของลูกค้าและทีมงานก็เปลี่ยนไป คนไม่ได้คิด ซื้อ ใช้ชีวิต หรือทำงานเหมือนเดิม จากเดิมที่การซื้อสินค้าอาจสะท้อนสถานะหรือกำลังซื้อ วันนี้ผู้บริโภคจำนวนมากให้ความสำคัญกับคุณค่า ความคุ้มค่า และเหตุผลในการเลือกมากขึ้น
อีกด้านที่กระทบธุรกิจโดยตรงมากขึ้น คือเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ระหว่างประเทศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป จากเดิมที่บางคนอาจไม่สนใจข่าวต่างประเทศ วันนี้ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้แล้ว เพราะเหตุการณ์อย่างการปิดช่องแคบ การสู้รบ หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ล้วนกระทบต่อธุรกิจและการใช้ชีวิตโดยตรง
ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า Futuristic Mind เริ่มต้นจากการยอมรับว่า ธุรกิจไม่ได้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองอีกต่อไป แต่เชื่อมโยงกับโลกที่เปลี่ยนเร็วกว่าแผนธุรกิจเสมอ
4 Megatrends ที่ทำให้องค์กรเหมือนเดิมไม่ได้
ขณะที่ สิทธินันท์ พลวิสุทธิ์ศักดิ์ CEO ของ Content Shifu มองลึกลงไปอีกขั้นว่า สิ่งที่ทำให้องค์กรเหมือนเดิมไม่ได้แล้วคือความเข้มข้นที่เปลี่ยนไปของ 4 Megatrends สำคัญของโลก
หนึ่งในแรงกระเพื่อมสำคัญคือเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ได้กระทบแค่ภูมิอากาศ แต่ส่งผลต่อพฤติกรรมและจิตใจของผู้คนโดยตรง สิทธินันท์ชี้ว่า ต่อให้วันนี้มนุษย์หยุดทำลายโลกทันที อุณหภูมิโลกก็ยังมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างน้อย 1.5 องศาเซลเซียสภายในปี 2030 เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยน พฤติกรรมของคนย่อมเปลี่ยนตาม
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจก็ทำให้คนทำธุรกิจต้องเต้นตามความเคลื่อนไหวของโลกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสงคราม หรือการแข่งขันระยะยาวระหว่างโลกตะวันตกกับโลกตะวันออก โดยเฉพาะการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและเครื่องมือจากฝั่งจีนที่ต้องการเข้ามามีบทบาทกับธุรกิจไทยมากขึ้น
อีกโจทย์ใหญ่คือสังคมสูงวัย โดยเฉพาะประเทศไทยที่กำลังเผชิญภาวะแก่ก่อนรวย คุณสิทธินันท์ กล่าวว่า ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติว่า อัตราการเกิดของประชากรไทยลดลงต่อเนื่อง มีเพียงปีมังกรที่ขยับขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะลดลงต่อ และปัจจุบันอัตราการเกิดน้อยกว่าอัตราการตายแล้ว ผลที่ตามมาคือจำนวนคนวัยทำงานลดลง และทำให้การ Reskill สำคัญมากขึ้น
อีกด้านที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือ AI โดยเฉพาะ Agentic AI หรือระบบ AI ที่ไม่ได้รอให้มนุษย์สั่ง Prompt ตลอดเวลา แต่สามารถช่วยคิด ช่วยทำงาน และดำเนินกระบวนการบางอย่างแทนมนุษย์ได้มากขึ้น สิทธินันท์เปรียบ AI รูปแบบนี้ว่าเหมือนผู้ช่วยที่มีกำลังมากขึ้น เข้ามาเพิ่มพลังการทำงานให้คนและองค์กร
เขายกตัวอย่างจากประสบการณ์ของตัวเองว่า ในอดีตการพัฒนาแอปพลิเคชันหนึ่งตัวอาจต้องใช้ทีม Developer เป็นสิบคน และใช้เวลานานถึง 2 ปี แต่ปัจจุบันเขาทดลองสร้างแอปพลิเคชันขึ้นมาเอง โดยใช้เวลาเพียง 20 วัน และลงเงินสนับสนุนโค้ดประมาณ 5,000 บาทเท่านั้น
ตัวอย่างนี้สะท้อนแก่นของ Futuristic Mind อย่างชัดเจน เพราะเทคโนโลยีไม่ได้เพียงทำให้การทำงานเร็วขึ้น แต่เปลี่ยนต้นทุน เวลา และโครงสร้างการแข่งขันไปพร้อมกัน องค์กรที่มองไม่เห็นสัญญาณเหล่านี้ล่วงหน้า จึงอาจปรับตัวช้ากว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง
จาก Share of Wallet สู่ Share of Time
ในมุมธุรกิจรีเทล ธนพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจศูนย์การค้า ONESIAM บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ชี้ให้เห็นว่า ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดเฉพาะในระดับเทคโนโลยี แต่ลงลึกถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็วในระดับรายสัปดาห์ ความภักดีต่อแบรนด์ลดลง และผู้คนมีทางเลือกมากขึ้นกว่าเดิม
สำหรับศูนย์การค้า การแข่งขันจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การแย่งเงินในกระเป๋าของลูกค้า หรือ Share of Wallet อีกต่อไป แต่คือการแย่งเวลา หรือ Share of Time คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้คนยอมลุกออกจากบ้าน จากการนอนดู Netflix แล้วมาใช้ชีวิตในศูนย์การค้า
ด้วยเหตุนี้ KPI ของ ONESIAM จึงไม่ได้มองเพียงจำนวนทราฟฟิกว่ามีคนเดินเข้าศูนย์กี่แสนคน แต่มองลึกไปถึงระยะเวลาที่ลูกค้าอยู่กับพื้นที่ เพราะยิ่งลูกค้าใช้เวลาอยู่ในศูนย์นานขึ้น โอกาสในการใช้จ่ายและสร้างความสัมพันธ์กับแบรนด์ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
ความเร็วของพฤติกรรมผู้บริโภคยังทำให้โมเดลธุรกิจต้องยืดหยุ่นกว่าเดิม จากเดิมที่ศูนย์การค้าอาจทำสัญญากับร้านค้าเป็นระยะยาว 3-6 ปี ปัจจุบันบาง Category ที่เปลี่ยนเร็วมาก เช่น Fast Fashion หรือ F&B ต้องจัดสรรพื้นที่เป็นสัญญาระยะสั้น 6 เดือนถึง 1 ปี เพื่อให้ตอบสนองคนไทยที่ “เบื่อเร็ว” และปรับพื้นที่ให้ทันพฤติกรรมใหม่
อีกจุดเปลี่ยนสำคัญคือ การทำงานด้วย Data แทน Gut Feeling คุณธนพรย้ำว่า การบริหารพื้นที่ยุคนี้ไม่สามารถอาศัยสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้ข้อมูลพฤติกรรมเชิงลึก ทำงานร่วมกับผู้เช่าในฐานะ Partner และนำข้อมูลเหล่านั้นมาสรุปเป็นตัวเลขที่ใช่สำหรับการตัดสินใจ
การมองลูกค้าก็ต้องขยับจาก Segmentation แบบเดิมที่แบ่งตามอายุหรือเพศ ไปสู่การเข้าใจ Mindset ความหลงใหล และ Lifestyle ของผู้คนลึกขึ้น จนสามารถสร้าง Community ของคนหลากเจนเนอเรชันที่มีความสนใจร่วมกันได้ เช่น การเปิดพื้นที่ให้ Community ด้าน Sustainability และ Wellbeing เข้ามาใช้เวลาร่วมกัน
คุณธนพรสรุปว่า ช้าเท่ากับแพ้ไม่ใช่คำปลุกใจ แต่เป็นเรื่องจริงของโลกธุรกิจในวันนี้ เพราะหากองค์กรตามไม่ทัน หรือช้ากว่าคนอื่นหนึ่งก้าว ก็อาจช้าไปเลย ต่อให้ทำนายเทรนด์ได้แม่นยำเพียงใด หากองค์กรไม่มี Resilience และไม่ฝึกคนให้พร้อม Sense & Response กับสิ่งที่เกิดขึ้น องค์กรก็ยังช้ากว่าคู่แข่งอยู่ดี
สิ่งที่ ONESIAM สะท้อนจึงไม่ใช่แค่การปรับพื้นที่ศูนย์การค้า แต่คือรูปธรรมของ Futuristic Mind ในโลกรีเทล การอ่านพฤติกรรมอนาคตให้เร็วขึ้น ใช้ข้อมูลแทนความรู้สึก และออกแบบประสบการณ์ก่อนที่ลูกค้าจะเปลี่ยนไปไกลกว่านั้น
Futuristic Mind ไม่ใช่แค่ใช้ AI แต่ต้องรู้เขารู้เราและรู้แก่น
ในมุมการตลาด คุณสิทธินันท์ หยิบปรัชญาซุนวู “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครา” มาอธิบายว่า การแข่งขันในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมี Data หรือ AI เพียงอย่างเดียว เพราะเครื่องมือเหล่านี้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่ทำให้แบรนด์ไปได้ไกลกว่าคือ การรู้จักตัวเอง รู้จักลูกค้า และเข้าใจกลยุทธ์ของคู่แข่งอย่างแท้จริง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า องค์กรมีเครื่องมืออะไรอยู่ในมือ แต่คือรู้หรือยังว่า Brand Value ของตัวเองคืออะไร ลูกค้าสนใจอะไรจริง ๆ และคู่แข่งกำลังเดินเกมอย่างไร
คนที่มี Futuristic Mind จะไม่กลัวความเปลี่ยนแปลง แต่พยายามมองหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ พร้อมเปิดรับความหลากหลาย และใช้ Creativity เพื่อหาทางออกที่แตกต่าง
ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ยึดติดกับวิธีการที่เคยเวิร์กในอดีต แต่ก็ไม่ลืมหัวใจและตัวตนของแบรนด์ว่า ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร และมี Brand Value แบบไหน
อีกด้านสำคัญคือการเรียนรู้ให้ลึกถึงแก่น ไม่เรียนรู้สิ่งใหม่หรือ AI แค่ผิวเผิน แต่ต้องเข้าใจลึกพอที่จะตอบได้ว่า เครื่องมือนั้นจะช่วยแก้ปัญหาของธุรกิจได้อย่างไร
ทั้งหมดนี้ทำให้ Futuristic Mind ไม่ใช่การวิ่งตามเครื่องมือใหม่ แต่เป็นความสามารถในการเชื่อมอนาคตเข้ากับแก่นของธุรกิจ เพื่อให้องค์กรรู้ว่าควรเปลี่ยนอะไร เพื่อใคร และเพื่อเป้าหมายใด
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
BEYOND EXPO 2026 เปิดฉาก ยกระดับ AI จากดิจิทัลสู่โลกความจริง
ยูนิลีเวอร์กับเกมใหม่ FMCG ใช้ Data อ่านใจผู้บริโภค ปั้นไทยเป็นฮับนวัตกรรมโลก



