สภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและความท้าทายในการดำเนินธุรกิจปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงความผันผวนระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณชี้ชัดว่าระบบเศรษฐกิจโลกได้ก้าวเข้าสู่ “ยุคแห่งการแข่งขันที่เข้มข้น” (Age of Competition) อย่างเต็มรูปแบบ ปรากฏการณ์นี้มีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการสิ้นสุดยุคทองของโลกาภิวัตน์ และแรงกระเพื่อมจาก China Shock 2.0 ที่ก่อให้เกิดภาวะกำลังการผลิตล้นเหลือจนทะลักเข้าสู่ตลาดเอเชียและประเทศไทย แรงสะเทือนระดับโครงสร้างดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ บังคับให้ภาคธุรกิจต้องเร่งพลิกกลยุทธ์รับมือผ่านสี่ทางเลือกสำคัญ ได้แก่ การยกระดับศักยภาพการทำงานด้วยเทคโนโลยี การขยายฐานสู่ตลาดใหม่ระดับภูมิภาค การเจาะโอกาสในกระแสเศรษฐกิจอายุยืน และการสร้างจุดยืนของแบรนด์ให้แตกต่าง เพื่อรักษาสถานะและสร้างการเติบโตบนสมรภูมิการค้าที่กำลังเปลี่ยนผ่าน
อวสานยุคทองโลกาภิวัตน์และแรงกระเพื่อมจาก China Shock 2.0
ดร.สันติธาร เสถียรไทย นักเศรษฐศาสตร์และผู้บริหาร ชี้ให้เห็นว่า โลกได้ก้าวเข้าสู่ “ยุคแห่งการแข่งขันที่เข้มข้น” หรือ Age of Competition อย่างเต็มรูปแบบ แรงขับเคลื่อนสำคัญของสภาวะดังกล่าวมาจากสองปัจจัยหลัก ปัจจัยแรกคือการสิ้นสุดยุคทองของโลกาภิวัตน์ตลอดระยะเวลา 80 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกเติบโตภายใต้ระบบการค้าเสรีที่มีองค์การการค้าโลกและระบบพหุภาคีเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ประเทศต่างๆ สามารถเติบโตได้จากการเป็นฐานการผลิตที่มีต้นทุนต่ำและส่งออกสินค้าไปยังกลุ่มประเทศที่มีกำลังซื้อสูง ทว่าในปัจจุบัน โครงสร้างดังกล่าวเริ่มเสื่อมถอย อัตราการเติบโตของการค้าโลกเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของโลก ลดลงจากร้อยละ 60 ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เหลือเพียงร้อยละ 20 ถึง 30 ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการของตลาดโลกลดลง และการส่งออกไม่สามารถเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ทรงพลังเช่นในอดีตอีกต่อไป
ปัจจัยที่สองคือปรากฏการณ์ China Shock 2.0 ย้อนกลับไปเมื่อ 25 ปีก่อน จีนเข้าสู่องค์การการค้าโลกและเข้ามาพลิกโฉมการผลิตด้วยข้อได้เปรียบด้านแรงงานราคาถูก แต่ในปัจจุบันรูปแบบการแข่งขันได้เปลี่ยนผ่านไปสู่บริบทใหม่ จีนไม่ได้พึ่งพาแรงงานราคาถูกอีกต่อไป แต่นำความได้เปรียบสามประการมาใช้เป็นกลไกหลักขับเคลื่อน ได้แก่ ขนาดกำลังการผลิตที่มหาศาล การใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ ควบคู่กับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากรัฐบาลจีน
องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้เกิดภาวะกำลังการผลิตล้นเหลือในหลากหลายอุตสาหกรรม จีนสามารถผลิตสินค้าได้เกินกว่าความต้องการของทั้งโลก ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือแผงโซลาร์เซลล์ซึ่งจีนผลิตได้ถึงร้อยละ 150 ของความต้องการโลก รวมถึงแบตเตอรี่ลิเทียม รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงสินค้าพื้นฐานอย่างเหล็ก เฟอร์นิเจอร์ และแฟชั่น เมื่อตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกาและยุโรปตั้งกำแพงภาษีเพื่อกีดกันสินค้าจีน ผู้ผลิตจีนจึงต้องระบายสินค้าที่ล้นตลาดเหล่านี้มายังภูมิภาคเอเชีย อาเซียน และประเทศไทย ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยไม่ได้แข่งขันเพียงแค่ในตลาดส่งออก แต่ต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งระดับโลกที่เข้ามารุกทำตลาดภายในประเทศด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าและเทคโนโลยีที่เหนือกว่า
แรงสะเทือนต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระดับโลกส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาพรวมของเศรษฐกิจไทย ตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศลดลงจากระดับร้อยละ 3.5 ในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เหลือเพียงร้อยละ 2.5 ในยุคปัจจุบัน สัญญาณความเปราะบางที่เด่นชัดที่สุดปรากฏในภาคอุตสาหกรรมและการผลิต ซึ่งกำลังเผชิญกับภาวะหดตัวอย่างรุนแรง สาเหตุหลักมาจากการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ผู้ประกอบการไทยต้องรับมือกับคู่แข่งที่มีศักยภาพสูงอย่างจีน ไม่เพียงแต่ในสมรภูมิตลาดโลก แต่ยังรวมถึงการปกป้องส่วนแบ่งการตลาดภายในประเทศจากการทะลักเข้ามาของสินค้าต่างชาติ
ในขณะเดียวกัน ภาคบริการและการท่องเที่ยวซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักที่ยังคงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ก็เริ่มส่งสัญญาณแห่งความท้าทาย แม้จะยังคงมีอัตราการเติบโต แต่ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นจากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย ประเทศเหล่านี้เล็งเห็นถึงความสำเร็จของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และเริ่มทุ่มงบประมาณลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลอดจนกลยุทธ์ส่งเสริมการตลาด เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติ สถานการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ทุกภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่ภาคการผลิตไปจนถึงภาคบริการ ล้วนตกอยู่ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่กระจายตัวอยู่ทุกพื้นที่
กลยุทธ์พลิกเกมธุรกิจ: 4 ทางเลือกเพื่อความอยู่รอด
ท่ามกลางสมรภูมิการค้าที่เปลี่ยนแปลง ดร.สันติธาร ระบุว่า องค์กรธุรกิจมีทางเลือกในการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดผ่านสี่แนวทางหลัก แนวทางแรก คือการยกระดับขีดความสามารถเพื่อแข่งขันในตลาดเดิมด้วยศักยภาพที่เหนือกว่า โดยมีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เป็นกุญแจสำคัญ แม้การเป็นผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกอาจเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ประกอบการไทย แต่โอกาสที่เปิดกว้างคือการผันตัวเป็นผู้ใช้งานที่เชี่ยวชาญ องค์กรจำเป็นต้องยกระดับทักษะบุคลากรให้สามารถตั้งคำถามและใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการปรับกระบวนการทำงานให้กระชับลง และคิดค้นรูปแบบธุรกิจใหม่ ทว่าหัวใจสำคัญที่ต้องรักษาไว้คือความเข้าใจในอารมณ์ความรู้สึกและจิตบริการของมนุษย์ ซึ่งเป็นจุดแข็งดั้งเดิมของคนไทยที่เทคโนโลยีไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้

แนวทางที่สอง คือการแสวงหาตลาดใหม่เพื่อลดความเสี่ยงจากการแข่งขันภายในประเทศ ธุรกิจจำเป็นต้องปรับกรอบความคิดในการดำเนินงานให้มองข้ามพรมแดนระดับประเทศ และมุ่งเป้าสู่การเติบโตระดับภูมิภาคหรือระดับโลกตั้งแต่เริ่มต้นดำเนินกิจการ โดยเฉพาะการมุ่งเน้นตลาดในทวีปเอเชีย ซึ่งถูกคาดการณ์ว่าประเทศจีน อินเดีย และอินโดนีเซีย จะก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดสามอันดับแรกของโลกภายในปี 2050 ปัจจุบันสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศภายในกลุ่มอาเซียนยังอยู่ในระดับร้อยละ 24 ซึ่งถือว่ามีช่องว่างมหาศาลเมื่อเทียบกับภูมิภาคยุโรปที่มีสัดส่วนสูงกว่าร้อยละ 60 โอกาสในการขยายตัวเข้าสู่ตลาดเพื่อนบ้านจึงเป็นกลยุทธ์ที่สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม
แนวทางที่สาม คือการปรับเปลี่ยนทิศทางธุรกิจเพื่อเกาะเกี่ยวไปกับกระแสเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังขยายตัว โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐกิจอายุยืน หรือแนวคิดการเติมชีวิตให้วันเวลา ซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มผู้บริโภคอายุ 50 ปีขึ้นไปที่มีกำลังซื้อสูงและให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ ตลาดนี้มีมูลค่ามหาศาลถึง 50 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และเปิดโอกาสสำหรับหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นสินค้าดูแลสุขภาพ โภชนาการ อาหารฟังก์ชัน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ไปจนถึงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่รองรับรูปแบบการใช้ชีวิตเฉพาะกลุ่ม ซึ่งสอดรับกับจุดแข็งดั้งเดิมของประเทศไทยในด้านบริการและการแพทย์
หากธุรกิจประเมินแล้วว่าไม่สามารถแข่งขันด้วยสามแนวทางข้างต้นได้ แนวทางสุดท้ายคือการสร้างจุดยืนของแบรนด์ใหม่เพื่อหลีกหนีวงจรการแข่งขัน องค์กรจำเป็นต้องสร้างความแตกต่างและนำเสนอคุณค่าที่โดดเด่นจนกลายเป็นตัวเลือกเพียงหนึ่งเดียวในตลาดเฉพาะกลุ่ม กลยุทธ์นี้มุ่งเน้นการหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับผู้เล่นขนาดใหญ่ที่มีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนและกำลังการผลิต การหาพื้นที่เฉพาะที่คู่แข่งไม่สามารถเข้าถึงได้จึงเป็นทางรอดที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถรักษาสถานะและดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างมั่นคง
เลือกสมรภูมิที่ใช่เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัด
การเลือกแนวทางที่เหมาะสมเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงถือเป็นตัวแปรสำคัญต่อความสำเร็จทางธุรกิจ มาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางแคนาดาและอังกฤษ เคยกล่าวไว้ว่า “หากเราไม่อยู่ที่โต๊ะเจรจา เราจะกลายเป็นอาหารบนเมนู” ดร.สันติธาร ขยายความเพิ่มเติมในบริบทปัจจุบันว่า หากธุรกิจเลือกนั่งผิดโต๊ะหรือเล่นผิดเกม ก็มีโอกาสตกเป็นอาหารบนเมนูได้เช่นเดียวกัน การประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านและเลือกสมรภูมิแข่งขันให้เหมาะสม จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอดและการเติบโตในยุคการแข่งขันปัจจุบัน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
พลิกโฉมการแพทย์ไทยด้วย AI และพันธุกรรม สู่ยุค ‘อายุยืนอย่างมีคุณภาพ’
ไทยยูเนี่ยน ปี 68 กวาดรายได้ 1.32 แสนล้าน ตั้งเป้าปี 69 รายได้โต 3–4%
OR กางแผน 5 ปี ทุ่ม 6.7 หมื่นล้านปรับพอร์ต ‘ถอยต่างแดน-รุกโรงแรม’ ดันกำไร Lifestyle





