การเลือกเรียนมหาวิทยาลัยกำลังมีโจทย์มากกว่าแค่ “สอบติดที่ไหน” เพราะโลกการทำงานข้างหน้าจะไม่ได้กำหนดให้คนหนึ่งคนมีเพียงอาชีพเดียวตลอดชีวิต ทักษะที่เรียนจากมหาวิทยาลัยจึงต้องเชื่อมต่อไปถึงงานที่ตลาดต้องการ ผู้เรียนเองต้องมองเห็นว่าทักษะที่ตัวเองมีสามารถพาไปสู่อาชีพใด และหากวันหนึ่งต้องการเปลี่ยนเส้นทาง จะต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม
ศ.ดร.สุรินทร์ คำฝอย รองผู้อำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีแรงงานในระบบประมาณ 42 ล้านคน แต่เป็นแรงงานทักษะสูงเพียงประมาณ 4 ล้านคน เป้าหมายในช่วงสี่ปีข้างหน้าคือการเพิ่มแรงงานทักษะสูงขึ้นอีกกว่าหนึ่งล้านคน โดย AI จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพ ส่วนการสร้างอุตสาหกรรมใหม่หรือ New Growth Engine จะทำให้เกิดความต้องการกำลังคนอีกประมาณ 900,000 คน
เมื่อความต้องการของตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยน การเรียนทักษะชุดเดียวเพื่อเตรียมตัวสำหรับอาชีพเดียวจึงอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
“คนคนหนึ่งจะไม่ทำงานตำแหน่งงานเดียวแน่ ๆ… เพราะฉะนั้น Skill Set ที่เรียนในมหาวิทยาลัยเพื่อประกอบอาชีพเดียว มันไม่น่าจะใช่ในอนาคต”
โจทย์นี้กำลังพา AI เข้าไปอยู่ในหลายส่วนของระบบการศึกษา ตั้งแต่การเลือกเรียน การออกแบบและตรวจสอบหลักสูตร การมองหาอาชีพ ไปจนถึงการกลับมาเรียนทักษะใหม่เมื่อต้องการเปลี่ยนเส้นทางการทำงาน
TCAS Portfolio ลดความเหลื่อมล้ำ เชื่อมข้อมูลสมัครเรียน
ก่อนหน้านี้ นักเรียนอาจเลือกคณะจากคะแนน ความชอบ หรือข้อมูลสถิติการรับสมัครย้อนหลัง ระบบ My TCAS เริ่มนำ AI มาอยู่เบื้องหลังเพื่อช่วยประเมินทางเลือก มี Simulation ให้ผู้สมัครทดลองเลือกอันดับ รวมถึงข้อมูลที่ช่วยให้ผู้เรียนพิจารณาว่าสิ่งที่เลือกสอดคล้องกับตัวเองหรือไม่
การเปลี่ยนแปลงที่ชัดขึ้นใน TCAS70 คือ TCAS Portfolio หรือ Portfolio กลาง ซึ่งเกิดขึ้นจากปัญหาความไม่เท่าเทียมในการยื่นแฟ้มสะสมผลงาน ผู้เรียนบางคนสามารถจ้างทำ Portfolio ขณะที่นักเรียนต่างจังหวัดอาจมีโอกาสเก็บผลงานน้อยกว่าเด็กในกรุงเทพฯ อีกทั้งแต่ละมหาวิทยาลัยยังใช้เกณฑ์แตกต่างกัน
Portfolio กลางเปิดให้ผู้สมัครกรอกข้อมูลผ่านระบบออนไลน์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้สมัครไม่จำเป็นต้องถือแฟ้มไปยื่นกับมหาวิทยาลัย แต่สามารถอนุญาตให้มหาวิทยาลัยหรือหลักสูตรที่สมัครเข้าถึงข้อมูลออนไลน์เพื่อคัดกรองและเรียกสัมภาษณ์ได้
กิจกรรมบางประเภทที่โรงเรียนมีข้อมูลอยู่แล้วสามารถเชื่อมเข้าสู่ Portfolio ผ่าน TCAS Verified เช่น การเข้าค่าย สอวน. ผู้เรียนจึงไม่ต้องนำข้อมูลมายื่นซ้ำ ระบบสามารถดึงข้อมูลเข้ามาโดยอัตโนมัติ พร้อม Recommendation ว่ากิจกรรมหรือประสบการณ์ที่มีสามารถนำไปใช้กับ Portfolio ของหลักสูตรใดได้บ้าง
จากข้อมูลใน Portfolio ระบบ AI หลังบ้านจะประเมินต่อว่าโปรไฟล์ลักษณะนี้เหมาะกับการสมัครหลักสูตรใด และมีโอกาสได้รับการพิจารณาจากมหาวิทยาลัยใด การเตรียม Portfolio จึงเริ่มเชื่อมต่อโดยตรงกับการเลือกเส้นทางเรียน ไม่ได้จบเพียงการรวบรวมผลงานที่ผ่านมา
AI ประเมินทั้งโอกาสสอบติดและงานในอนาคต
เมื่อผู้เรียนเริ่มเลือกหลักสูตร ระบบจะมีการประเมินผ่านสัญลักษณ์สีเขียว สีเหลือง และสีแดง ซึ่ง ศ.ดร.สุรินทร์ อธิบายว่า สีเหล่านี้ไม่ได้บอกเพียงว่าผู้สมัครมีโอกาสสอบติดมากหรือน้อย แต่ยังเชื่อมไปถึงข้อมูลความต้องการของตลาดแรงงาน
สีเขียวหมายถึงมีโอกาสสอบติดสูง แต่หากเป็นสีเขียวโดยไม่มีสัญลักษณ์หน้ายิ้ม หลักสูตรที่เลือกอาจไม่ได้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ขณะที่สีเขียวพร้อมหน้ายิ้มหมายถึงทั้งมีโอกาสสอบติดสูง และหลักสูตรนั้นเชื่อมโยงกับตำแหน่งงานที่ตลาดต้องการ
ผู้เรียนและผู้ปกครองจึงสามารถนำข้อมูลนี้มาใช้พูดคุยกันก่อนตัดสินใจ เพราะหลังบ้านของระบบมีการเชื่อมตำแหน่งงานกับหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยเปิดรับ ทำให้เห็นได้ว่าหลักสูตรที่กำลังสนใจสัมพันธ์กับตำแหน่งงานในช่วงห้าปีข้างหน้าอย่างไร และสามารถต่อไปสู่อาชีพประเภทใดได้บ้าง
ข้อมูลที่ใช้ช่วยเลือกคณะชุดเดียวกันยังถูกส่งกลับไปหาโรงเรียนผ่าน My School TCAS ผลการสอบสามารถนำไปดูได้ว่านักเรียนของโรงเรียนมีผลการเรียนหรือผลสอบในแต่ละด้านอย่างไร และควรพัฒนาวิชาใดมากขึ้นสำหรับการเข้าสู่มหาวิทยาลัย
Skill Mapping เชื่อมทักษะ อาชีพ และหลักสูตร
เมื่อรู้ว่าตลาดต้องการคนทำงานแบบไหน คำถามถัดไปจึงอยู่ที่มหาวิทยาลัยว่าจะออกแบบการเรียนอย่างไรให้ผู้เรียนมีทักษะเหล่านั้น
Skill Mapping ถูกนำมาใช้เพื่อดูว่าแต่ละอาชีพต้องการ Skill อะไร หากผู้เรียนต้องการทำงานในตำแหน่งหนึ่ง สามารถดูได้ว่าต้องมีทักษะอะไร ต้องเรียนวิชาใด และควรมีทักษะในระดับใด อาจารย์มหาวิทยาลัยก็นำข้อมูลชุดเดียวกันไปใช้ในการออกแบบหลักสูตรได้
ศ.ดร.สุรินทร์ ยกตัวอย่างหลักสูตรวิศวกรรมไฟฟ้า ซึ่งไม่ได้พาผู้เรียนไปสู่งานเพียงตำแหน่งเดียว หากต้องการเป็น Design Engineer ก็สามารถย้อนกลับมาดูได้ว่าตำแหน่งนี้ต้องการทักษะใด วิชาใดมีความสำคัญ และต้องพัฒนาทักษะนั้นถึงระดับไหน
การตรวจสอบหลักสูตรเองก็เริ่มใช้ AI ผ่านระบบ CEASA เมื่อมหาวิทยาลัยยื่นหลักสูตรเพื่อขอการรับรองหรือรับทราบ ระบบจะช่วยประเมินเบื้องต้นตามเกณฑ์ของกระทรวง ทั้งอาจารย์ผู้ดูแลหลักสูตร คุณวุฒิ มาตรฐานของหลักสูตร ตลอดจนการเชื่อมโยงกับอาชีพและ Learning Outcome ว่าเมื่อเรียนจบแล้วผู้เรียนควรมี Skill อะไรติดตัว
วงจรจึงย้อนกลับจากข้อมูลตำแหน่งงานมาถึงทักษะ จากทักษะมาถึงรายวิชา และจากรายวิชาไปถึงการออกแบบหลักสูตรที่ผู้เรียนจะใช้เวลาหลายปีอยู่ในมหาวิทยาลัย
Skill Bridge เติมทักษะ เปิดทางเปลี่ยนอาชีพ
ข้อมูล TCAS ยังทำให้เห็นผู้เรียนอีกกลุ่มหนึ่ง คือคนที่เข้ามหาวิทยาลัยแล้วพบว่าสาขาที่เลือกอาจไม่ใช่เส้นทางที่ต้องการ ศ.ดร.สุรินทร์ ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้กลับมาสอบเข้าใหม่หรือ Re-TCAS มากกว่าแสนคน และมีการย้ายจากบางสาขาไปสู่วิชาชีพอื่นมากขึ้น
เรื่องนี้สัมพันธ์กับภาพตลาดแรงงานที่คนหนึ่งคนอาจไม่ได้ทำอาชีพเดียวไปตลอดชีวิต เพราะแม้เรียนจบและเริ่มทำงานแล้ว เส้นทางอาชีพก็ยังเปลี่ยนได้
Skill Bridge จึงถูกวางไว้เพื่อช่วยวิเคราะห์ว่า จากทักษะที่คนหนึ่งมีอยู่ หากต้องการย้ายไปสู่อาชีพใหม่ ยังขาด Skill อะไร และต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม ระบบสามารถเชื่อมไปยังคลาสออนไลน์เพื่อให้กลับมาเติมทักษะที่ขาดได้
ศ.ดร.สุรินทร์ ยกประสบการณ์ของตัวเองจากการเรียนวิศวกรรมไฟฟ้า ก่อนเปลี่ยนมาทำงานบริหารด้านยุทธศาสตร์ หากวิเคราะห์เส้นทางลักษณะนี้ ระบบจะมองเห็น Skill Gap และแนะนำว่าควรเรียนอะไรเพิ่มเพื่อไปทำงานในบทบาทใหม่
จาก Portfolio ตอนก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ไปจนถึง Skill Bridge หลังเข้าสู่โลกการทำงาน เส้นทางการเรียนรู้จึงไม่ได้ถูกกำหนดให้จบลงพร้อมปริญญา แต่สามารถย้อนกลับมาเติมทักษะเมื่ออาชีพหรือชีวิตเปลี่ยนทิศทาง
Responsible AI วางขอบเขตใช้ AI ในการศึกษา
ยิ่ง AI เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเรียน การเลือกหลักสูตร และการวางเส้นทางอาชีพมากขึ้น ขอบเขตการใช้งานก็ยิ่งต้องชัดเจน กระทรวง อว. และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยจึงทำโครงการ Responsible AI เพื่อกำหนดเกณฑ์การใช้ AI ในมหาวิทยาลัย
หลักคิดคือสามารถใช้ AI เพื่อลดเวลาเรียนและเพิ่มเวลารู้ แต่ไม่ควรใช้ทำแทนทั้งหมดจนลดทอนแนวคิดและความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษา
คำตอบที่ AI ให้ก็ต้องถูกตรวจสอบเช่นกัน เพราะไม่ว่าจะเป็น Chat, LLM หรือพัฒนาไปสู่ Agentic AI ระบบสามารถตอบคำถามได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคำตอบจะถูกต้อง จึงมีโครงการ Trustworthy AI เพื่อพัฒนาแนวทางตรวจสอบว่าคำตอบนั้นอยู่บนความจริงหรือไม่ และสามารถเกิดขึ้นได้จริงในเชิงฟิสิกส์หรือไม่
โจทย์นี้มีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อ AI ไม่ได้ตอบเพียงคำถามในห้องเรียน แต่กำลังเข้ามาแนะนำว่าผู้เรียนควรเลือกหลักสูตรไหน มีทักษะอะไร เหมาะกับอาชีพใด หรือควรเรียนอะไรเพิ่มเพื่อเปลี่ยนงาน ข้อมูลที่นำมาใช้จึงต้องเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้
ศ.ดร.สุรินทร์ ย้ำว่า AI ไม่สามารถเป็นทุกสิ่งทุกอย่างหรือเป็นยาสามัญประจำบ้านสำหรับทุกคนได้ แต่สามารถเข้ามาช่วยพัฒนาการศึกษาได้ ภายใต้ความเชื่อว่าการศึกษาสามารถเปลี่ยนชีวิตคน
“การศึกษาสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ แล้วผมคิดว่า AI จะทำให้การศึกษาของคนไทยดีขึ้น แล้วเปลี่ยนชีวิตคนไทยให้ดีขึ้นแล้วรวดเร็วขึ้น” ศ.ดร.สุรินทร์ กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนเกมขยะไทยจากต้นทาง
จากนักวิจัย สู่ธุรกิจบทเรียน Spin-off เมื่อเทคโนโลยีเจอตลาดจริง



