TH | EN
TH | EN
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกSustainabilityความยั่งยืน คือหมุดหมายปลายทางของ ESG ที่ปฏิบัติจริงของ ‘แปซิฟิกไพพ์’

ความยั่งยืน คือหมุดหมายปลายทางของ ESG ที่ปฏิบัติจริงของ ‘แปซิฟิกไพพ์’

องค์กรขนาดใหญ่ต่างขับเคลื่อนเรื่อง ESG กันทั่วหน้า ซึ่งองค์กรขนาดเล็กลงมาก็หยุดอยู่เฉยไม่ได้ เนื่องจากแต่ละภาคส่วนล้วนมีบทบาทเชื่อมโยงเกื้อหนุนกัน แต่องค์กรขนาดกลางและเล็กจะลงมือปฏิบัติการ ESG อาจยุ่งยากหน่อย และยังหาทิศทางไม่ถูก ดร.เอื้อมพร ปัญญาใส CEO ผู้นำทัพบริษัท แปซิฟิกไพพ์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศนำประสบการณ์ ESG ที่เริ่มต้นลงมือเองทุกขั้นตอนมาถ่ายทอด ในหัวข้อ Real used case: ESG in Action ณ เวที The Story Thailand Forum 2024: Tech Vanguard

อาจทราบกันดีอยู่แล้วว่า ESG ประกอบด้วย Environmental (สิ่งแวดล้อม) Social (สังคม) และ Governance (ธรรมาภิบาล) แต่คำตอบสุดท้ายของการทำ ESG กลับไม่ใช่เพื่อ ESG แต่คือความยั่งยืน

ความยั่งยืนคือหลักชัย

ดร.เอื้อมพร ขยายความว่า ESG กับ Sustainability คือเรื่องเดียวกัน ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ และการที่องค์กรต่าง ๆ มีหลากหลายกลยุทธ์ เช่น Growth Strategy, Digital Transformation Strategy หรือ Sustainability Strategy แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลยุทธ์ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนคือเรื่องเดียวกันคือกลยุทธ์แห่งความยั่งยืน หรือ Sustainability ขององค์กร โดย ESG คือ Framework นำไปสู่ความยั่งยืน

“แต่ถ้ากำหนดทำกลยุทธ์ความยั่งยืนตั้งแต่แรกอาจไม่สำเร็จ ทำให้บริษัทอาจต้องจากไปก่อนเวลาอันควรก็เป็นได้ บริษัทอายุ 52 ปีอาจอยู่ไม่ถึงปีที่ 53 ด้วยซ้ำไป เราต้องฉีกวิธีการทำกลยุทธ์องค์กรแต่ละปีออกมา”

งานแรกของ CEO ที่เข้ารับหน้าที่เมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ต้องบริหารจัดการกลายเป็นการจัดหาวัคซีนมาให้พนักงาน เพราะโรงงาน 3 แห่งตั้งอยู่ในมหาชัย ซึ่งเป็นพื้นที่ Covid-19 ระบาดเป็นแห่งแรกในประเทศ ต้องปิดโรงงาน ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มความสามารถในการทำกำไรให้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายคือความยั่งยืนของบริษัท

“โชคดีที่เราอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมี Framework ให้ว่า ในความยั่งยืนต้องมี Governance มี CG Code มี Code of conduct มี Ethics ในการทำธุรกิจ เราเข้ามาอยู่ในระบบ สามารถ Comply อย่างน้อยก็มีคนตรวจเรา”

นอกจากนี้ การอยู่ในอุตสาหกรรมหนัก ใช้แรงงานคนจำนวนมาก การผลิตประมาณ 30,000 ตันต่อเดือน ต้องขนส่งเหล็กน้ำหนัก 25-30 ตันต่อรถเทรลเลอร์ 1 คัน เข้าออกผ่านชุมชน แรกๆ บริษัททำ CSR โดยเข้าไปดูความต้องการของชุมชน แจกน้ำดื่ม ซ่อมถนน แต่ยังไม่ได้ต่อยอดสู่การทำธุรกิจของบริษัท ดังนั้น ต้องทำให้ผู้บริหารเข้าใจเรื่อง ESG ก่อน

หา Materiality จุดเริ่มต้นความยั่งยืน

กระบวนการหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนระดับองค์กร เริ่มต้นจากหาประเด็นสำคัญ Materiality ในการมุ่งสู่ความยั่งยืน กำหนดให้ได้ว่าอะไรคือความสำคัญของธุรกิจที่มากกว่ายอดขาย และกำไร จุดไหนต้องปรับปรุงและพัฒนา ซึ่งจะช่วยทำให้เห็น Stakeholders ที่ชัดเจนมากขึ้น โดยของแปซิฟิกไพพ์ ได้แก่ ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า ชุมชนและสังคม ผู้ถือหุ้น รัฐบาล สถาบันการเงิน คู่แข่ง สื่อมวลชน

จากนั้น วาง Policy ดึงประเด็นสำคัญออกมาจัดลำดับ และสร้างเป็นนโยบายออกมาว่า จะทำอะไรบ้าง เช่น ข้อแรกต้องการทำให้ธุรกิจเติบโต จะต้องการกำกับการดูแลกิจการที่ดี การต่อต้านธุรกิจ ซึ่งอันดับต้น ๆ ของแปซิฟิกไพพ์ไม่ได้มีเรื่องกำไรหรือเงินมาเกี่ยวข้องเลย หลังจากนั้นนำมาพล็อตกราฟ ทำให้เห็นว่า ใครที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องในการทำสิ่งนี้บ้าง

ตามด้วยการลงมือปฏิบัติ (Implementation) ทำ Plan-do-check-action และวัดผลลัพธ์ Disclosure การลงมือทำ ESG ด้วย Strategy ที่แข็งแรง

Economic ต้องมาก่อน

การทำ ESG ของแปซิฟิกไพพ์ เริ่มจาก Economic ธุรกิจต้องเติบโต มีกำไร โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ในทางสังคมเกี่ยวข้องกับใครบ้าง มีสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร จากนั้น สร้าง ESG Framework ให้เกิดความยั่งยืนขึ้นได้จริงในองค์กร

ใน Framework นั้น มี Value Chain ประกอบด้วยอะไรบ้าง

“ของเราที่เป็นประเด็นสำคัญหลักๆ คือเรื่องพนักงาน การอัพสกิล รีสกิล การดูแลสวัสดิการของพนักงาน เราอยู่ในโรงงานที่ใช้เครื่องจักรหนัก อัตราการเกิดอุบัติเหตุสูงมาก ความเหลื่อมล้ำในการทำงาน จากที่มีมัลติโลเคชัน พนักงานสำนักงานขาย ทำงานจันทร์ – ศุกร์ พนักงานโรงงาน ทำจันทร์-เสาร์ Stakeholder ชุมชนละแวกโรงงานแตกต่างกัน ที่พระปะแดงมีชุมชน ที่สมุทรสาคร มีโรงงานในนิคมฯ และนอกนิคมฯ Stakeholder ก็ต่างกัน การสื่อสาร หรือการวางกลยุทธ์ต้องต่างกัน ไม่สามารถใช้กลยุทธ์เดียวกับทุกเรื่องทุกที่”

จัดกลุ่ม 5 ด้าน คลุม 3 แกน

Framework ของแปซิฟิกไพพ์ จัดกลุ่ม 5 ด้าน คือ 1. Business Growth 2. Knowledge Management จากทักษะ และประสบการณ์ยังขึ้นอยู่กับคน จะต้องมองหาเทคโนโลยี หรือรูปแบบใดๆ มาสอนคนให้ดีขึ้น 3. Wellbeing 4. Social Responsibility 5. Ecosystem ที่ต้องการให้เกิดขึ้น มาจัดทำ ESG Framework 3 แกนเพื่อให้บรรลุ Sustainability Strategy คือ

  • เศรษฐกิจ: การสร้างความเติบโตและมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับพันธมิตรทางคู่ค้าและลูกค้าอย่างยั่งยืน
  • สังคม: ดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคม ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนที่เกี่ยวข้องด้วยความรู้และความปลอดภัย
  • สิ่งแวดล้อม: ดูและสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า

แม่ทัพผู้นำแปซิฟิกไพพ์สู่ความยั่งยืน มองว่า ใน 3 ด้านดังกล่าว เรื่องสังคมเป็นงานยากสุด แพลตฟอร์ม หรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสังคมยังมีน้อย ขณะที่ เรื่องสิ่งแวดล้อม บริษัทเป็น Green Industry Level 3 ทุกโรงงาน เก็บคาร์บอนฟุตพริ้นต์ ส่งรีพอร์ต 56-1 หรือรายงานความยั่งยืนได้ชัดเจนมาก ส่วนเรื่องเศรษฐกิจ จัดทำกลยุทธ์องค์กร นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อปรับ Business Model ใหม่ให้แข่งขันได้ ซึ่งธุรกิจเหล็กต้องอยู่บนพื้นฐานการผลิตจำนวนมาก เพราะส่วนต่างกำไรน้อย

เทคโนโลยีปลั๊กอิน

เมื่อจัดกลุ่ม Framework 5 ด้านแล้ว ได้นำเอาเทคโนโลยีปลั๊กอินเข้าไป ใช้ Smart Procurement เราต้องใช้อะไร หรือ Smart Production ใช้ IoT ใช้เทคโนโลยีมาจับของเสีย Smart Delivery ที่ติดตั้งระบบทรานสปอร์ต แมเนจเมนต์ ซิสเต็มส์ เข้ามา Smart Customer Service ให้ข้อมูล รับฟังความคิดเห็นลูกค้า Smart Channal Distribution บริหารคลังและศูนย์กระจายสินค้า

“เราเป็นโรงงานเหล็กก็จริง แต่อะดอปเทคโนเยอะมาก ใช้ ERP บนคลาวด์ ใช้ SAP ตั้งแต่ปีแรกที่เข้ามา จากที่เคยอยู่ไมโครซอฟท์มาก่อน และมีที่ตั้งหลายแห่งจึงนำ Team และ Office365 มาใช้ ให้แต่ละไซต์ได้คุยกัน แชร์กัน เรามองเทคโนโลยีก่อน ไม่ได้มองประเด็นสำคัญของธุรกิจเราก่อน เรายัง On the way อยู่ มาประมาณครึ่งทางได้ ก็คิดว่า ฟอร์แมตนี้ หรือริธึ่มนี้ เป็นริธึ่มที่เหมาะสมกับเราแล้วเราค่อยเอาเทคโนหรือไอที หรือต่าง ๆ ใส่เข้าไป”

ทำประเด็นสำคัญขององค์กร ต้องลงทุนแต่ผลลัพธ์คุ้ม

ดร.เอื้อมพร เล่าด้วยว่า ในฐานะบริษัทขนาดกลาง ยอดขาย 8,000-10,000 ล้านบาทต่อปี พนักงานจาก 1,200 คน ลดเหลือ 900 คน กำลังการผลิตเหล็กรูปพรรณ 450,000 ตันต่อปี มีโรงงานผลิต 4 แห่ง ศูนย์กระจายสินค้า 2 แห่ง และสำนักงานขาย 1 แห่ง ไม่มีทีมทำ ESG โดยเฉพาะ แต่ CEO ลงมาขับเคลื่อนเอง ได้เข้าใจว่า เมื่อทำ ESG เสร็จแล้ว การเขียนรายงานจะทำได้ง่ายขึ้น

ผลสุดท้าย ไม่ได้เป็นการทำเรื่องใหม่ แต่เลือกทำสิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญขององค์กร ตอบโจทย์แต่ละองค์กรซึ่งไม่เหมือนกัน เมื่อทำเสร็จ จัดเป็นระบบ สามารถรายงานได้ เช่น รายงานการลดคาร์บอนฟุ้ตพริ้นต์ ที่เดิมอาจทำไปโดยไม่เข้าใจเป้าหมาย อาจทำมากไป สุดท้ายจะไม่ได้อะไร

“เราจะมีธีมเลยว่า ปีนี้จะเน้นเรื่องอะไร ทุกคนจะมี Goal แบบเดียวกัน ไม่ได้ทำเปรอะไปหมด materiality issue มีรีวิว ทุกปี ปีก่อนเป็นเรื่องซัพพลาย ปีนี้เป็นเรื่องสังคม คือ การพัฒนาศักยภาพพนักงาน เมื่อเจอปัญหาหนี้สินครัวเรือน พนักงานถอนกองทุนมากขึ้น วันที่ 16 และ 30 เงินเดือนออก หวยออก productivity ต่ำลงทันที เป็นเรื่องปกติมาก ปีนี้เลยให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการหนี้ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะ”

ตั้งแต่ต้นปี พนักงานจะทราบถึงธีมการเขียนรายงานเป็นเรื่องไหน มีเรื่องไหนเป็นเรื่องสำคัญ เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม หรือองค์กรมีปัญหาขาดแคลนแรงงาน จะไปคุยกับวิทยาลัยอาชีวะในพื้นที่ที่โรงงานตั้งอยู่เพื่อจะได้แรงงานในอนาคตเข้ามา

แน่นอนว่า การทำ ESG เป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่จะได้ผลตอบแทนกลับมาที่มากขึ้น ทำให้ได้ประโยชน์เต็มที่

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เอสซีจี “องค์กรแห่งโอกาส” หลอมรวมคุณค่าของคน ร่วมสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรม GREEN

ส่องเคล็ดลับบริหารงาน CEO เมื่อหน้าที่ ไม่ได้มีแค่ความเป็นผู้นำ

เกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจไทย

STAY CONNECTED

0แฟนคลับชอบ
440ผู้ติดตามติดตาม
spot_img

Lastest News

MUST READ