TH | EN
TH | EN
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกColumnistตลาดหุ้นไทย ... ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น?

ตลาดหุ้นไทย … ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น?

ปล่อยให้อึมครึมมานาน วันนี้ (จันทร์ 24 มิ.ย.) ฤกษ์งามยามดี 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นไทย ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จะแถลงมาตรการขับเคลื่อนตลาดทุน หลังจากตลาดหุ้นไทยถูกนักลงทุนต่างชาติ เท “ขายสุทธิ” หุ้นในตลาดอย่างหนักและต่อเนื่องมานาน ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันนี้เป็นเวลาไม่ถึง 6 เดือนโดนเทขายสูงถึงเกือบ “แสนล้านบาท” แล้ว

หากนับตั้งแต่นายกฯเศรษฐา ทวีสินเข้ามารับตำแหน่งดัชนี SET ร่วงราว 300 จุด เท่ากับว่าที่ผ่านมาเกือบ ๆ ปี นักลงทุนขาดความมั่นใจมาตลอด เนื่องจากรัฐบาลไม่มีความชัดเจนของมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และนักลงทุนสับสนว่าใครคือผู้มีอำนาจตัวจริงในรัฐบาล

ย้อนกลับไปเมื่อต้นปีที่ดัชนีตลาดหุ้น 1,416 จุดและลดลงตํ่าสุดในวันที่ 17 มิ.ย.67 ปิดที่ 1,296.59 จุด เรียกว่าหลุด 1300 จุดไปเรียบร้อยโรงเรียนแมงเม่า สวนทางตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวขึ้นอย่างทั่วหน้า ซึ่งได้อานิสงค์จากเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวขึ้นแต่เศรษฐกิจไทยกลับยิ่งถดถอย สถิติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาต่างชาติเทขายหุ้นไทยเฉลี่ยปีละประมาณ 1 แสนล้านบาท รวมแล้วขายมาแล้วประมาณ 1 ล้านล้านบาท

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กูรูด้านการลงทุนที่เน้นคุณค่า เผยความรู้สึกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว สรุปบางช่วงบางตอนได้ว่า เขาและนักลงทุนจำนวนมาก กำลังรู้สึก “ท้อแท้” และ “สิ้นหวัง” กับดัชนีหุ้นที่ร่วงลงต่อเนื่องจนหลุดระดับ 1,300 จุดแล้ว ปัญหาของตลาดหุ้นไทยจึงไม่น่าจะเป็นเรื่องชั่วคราว แต่น่าจะเป็นปัญหาถาวรที่เกิดจากโครงสร้างที่แก้ไขยาก เริ่มตั้งแต่ ประชากรแก่เร็วคนเกิดน้อยลงอย่างรวดเร็ว ผลคือ คนที่จะสร้างผลผลิตหรือ GDP. ลดลง ตามมาด้วยระบบการปกครองประเทศ ที่ยังล้าสมัยไม่ตอบสนองเจตจำนงค์เสรีของคนยุคใหม่ ในขณะที่รัฐบาลไม่สามารถมีเสถียรภาพเพียงพอ

สุดท้ายคือ ผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจประเทศ ไม่ปรับตัวให้แข่งขันกับเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกได้ ขณะที่คู่แข่งก้าวไปข้างหน้า ตลาดหุ้นจึงอยู่ในสถานการณ์ที่นักลงทุนชี้ว่า “ขายหุ้นประเทศ

ดร.นิเวศน์ตบท้ายว่า ข้อสรุปก็คือ โครงสร้างที่เป็นเสาหลักในการเติบโตทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของเรานั้น เริ่มเสื่อมโทรมลงมาอย่างรวดเร็ว อาจจะประมาณ 10-15 ปีมาแล้ว การรัฐประหารเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แทบจะทำให้การพัฒนาหรือปรับปรุงโครงสร้างโดยเฉพาะทางการเมืองสะดุดหยุดลงอย่างสิ้นเชิง

ขณะเดียวกัน เมื่อ วันที่ 18 มิถุนายน 2567 “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า ตลาดหุ้นไทย ปี 2566 ดัชนี SET ติดลบ 15% อยู่อันดับเกือบท้ายสุดของโลก ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นโลก (MSCI All Country World Index) พุ่งขึ้น 20% ปี 2567 ผ่านไป 5 เดือนกว่า SET Index ติดลบไปแล้ว 8% ในขณะที่ตลาดหุ้นโลกปรับขึ้นอีก 10%

ถ้านับจากต้นปี 2566 จนถึงวันนี้ SET Index ปรับลดลงไปราว 370 จุด อยู่อันดับท้ายสุดของโลก และให้ผลตอบแทนแย่กว่า (Underperformed) ตลาดหุ้นโลกกว่า 50%ปัจจัยหลักกดดันตลาดหุ้นไทยคือ ความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทย ที่ขยายตัวต่ำกว่า 2% ติดต่อกัน 4 ไตรมาส และผลประกอบการที่แย่ของบริษัทจดทะเบียนไทย ที่กำไรสุทธิลดลง 11% ในปีที่ผ่านมา และขยายตัวไม่ถึง 2% ในไตรมาสแรกของปีนี้

การเมือง คือ อีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจ โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านสถานะของนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพ และสุญญากาศทางการเมืองความพยายามในการสร้าง Trust and Confidence ในตลาดทุน ก็ยังทำได้ไม่มีประสิทธิภาพพอ

สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทย จะเป็นอย่างไรต่อไป? ในระยะสั้น ไพบูลย์ เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสรีบาวนด์ เพราะทั้งเศรษฐกิจไทยและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนเริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นตัวช่วยสำคัญคือ ทิศทางดอกเบี้ยโลกที่เริ่มกลับสู่ขาลง อีกตัวช่วยสำคัญ นอกจากท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวได้ดี คือทิศทางการค้าโลกที่เริ่มกลับสู่ขาขึ้น และ WTO คาดการณ์ว่าจะอยู่ในขาขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ซึ่งจะช่วยเศรษฐกิจไทยได้มาก เพราะส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของไทยและยังมีเม็ดเงินจากงบประมาณภาครัฐที่คาดว่าจะเร่งเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง

แต่ SET Index จะฟื้นได้แรงแค่ไหน ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนให้กลับขึ้นมาได้มากน้อยแค่ไหน อย่างแรกสุด รัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปีตลอดอายุรัฐบาล และต้องเร่งกู้ Trust and Confidence ให้กลับคืนมาโดยเร็ว

กูรูทั้ง 2ท่านฟันธงไปทางเดียวกัน การเมืองไทยไม่ชัดเจน เป็นปัจจัยหลักทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น อยากจะเสริมว่า วิกฤติความเชื่อมั่น เริ่มตั้งแต่ คสช. เข้ามายึดอำนาจซึ่งขัดกับหลักการในระบอบประชาธิปไตย แม้แต่การเลือกตั้งล่าสุด นักลงทุนต่างชาติสับสนว่าทำไมพรรคที่ได้คะแนนอันดับ 1 ไม่ได้เป็นรัฐบาล

ขณะที่เศรษฐกิจก็เป็นปัญหาเรื้อรังนับสิบปี โครงสร้างอุตสาหกรรมที่ยังเป็นแบบเก่าเน้นใช้แรงงานราคาถูก ไม่มีสินค้าเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้การส่งออกสู้คู่แข่งที่มีแรงงานราคาถูก และคู่แข่งที่ผลิตอุตสาหกรรมขั้นสูงไม่ได้ ดังนั้น ตลอด 10 ปี GDP. จึงโตเฉลี่ยแค่ 1.9% เท่านั้น

ที่สำคัญความไม่โปร่งใสในตลาดหุ้นไทยปล่อย ผู้บริหารบางบริษัทในตลาดฯใช้ช่องว่างของกฎ กติกา ทุจริตมโหฬาร นักลงทุนยิ่งขาดความเชื่อมั่นมากขึ้น

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

จับตา “การเมือง” วุ่น… เศรษฐกิจป่วน

ดิจิทัล วอลเล็ต ต้องฝ่ามรสุมอีกหลายลูก

แบงก์ “ลดดอกเบี้ย”​ แค่น้ำจิ้ม 

“CASINOMIC” เครื่องปั๊มเศรษฐกิจตัวใหม่ ?

STAY CONNECTED

0แฟนคลับชอบ
440ผู้ติดตามติดตาม
spot_img

Lastest News

MUST READ