TH | EN
TH | EN
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกColumnistจับตา "การเมือง" วุ่น... เศรษฐกิจป่วน

จับตา “การเมือง” วุ่น… เศรษฐกิจป่วน

สัปดาห์นี้ เป็นสัปดาห์ที่บรรดาคอการเมืองต่าง พากันจดจ้องสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใจจดใจจ่อ ชนิดตาไม่กระพริบ เนื่องจากจะมีคดีการเมืองถึง3 คดีใหญ่ ไล่เรียงตั้งแต่ วันที่ 18 มิถุนายน 2567 คดีที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ”ทักษิณ ชินวัตร” คดี 112 ส่วน อีก 2 คดี กกต. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคก้าวไกล ที่ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และคดี 40 ส.ว.ยื่นถอดถอน ”นายกฯเศรษฐา ทวีสิน” กรณี แต่งตั้ง ”พิชิต ชื่นบาน” เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายก

ทุกคดีล้วนมีผลกระทบกับการเมืองทั้งในสภาและนอกสภา รวมถึงเสถียรภาพรัฐบาล อาจถึงขั้นเป็นจุดเปลี่ยนการเมืองไทยเลยทีเดียว นั่นย่อมหมายความว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างมิอาจปฏิเสธได้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าวเอเอฟพี. รายงานว่า “ศาลรัฐธรรมนูญไทยจะพิจารณาสองคดีในสัปดาห์หน้า ซึ่งอาจทำให้ประเทศตกอยู่ในความวุ่นวาย คดีหนึ่งพุ่งเป้านายกรัฐมนตรี อีกคดีเป็นพรรคฝ่ายค้านใหญ่สุดพรรคหนึ่ง”

การที่สื่อนอกรายงานข่าวแพร่ไปทั่วโลก ย่อมเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างประเทศ และเหล่านักการทูตต่างชาติในประเทศไทยต่างติดตามคดีอย่างใกล้ชิด ซึ่งผลที่ออกมาย่อมจะส่งผลถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ที่ผ่านมา ความเปราะบางของการเมืองไทยทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นอย่างมาก จะเห็นได้จากตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงวันที่ 1 มิ.ย. 66 นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยออกมาสุทธิ กว่า 1 แสนล้านบาท ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่องสิ้นเดือนมกราคมอยู่ที่ 1,364.52 จนล่าสุด ปิดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนอยู่ที่ 1,306.56 จุด เกือบจะแย่ที่สุดในโลก อย่าลืมว่า ตลาดหุ้นเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ การที่นักลงทุนถอนเงินลงทุนออกจากตลาดหุ้นไทยเพื่อไปลงทุนตลาดหุ้นอื่นแทนย่อมสะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นประเทศไทย

นอกจากนี้ KKP Research โดย กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ได้เปิดเผยรายงาน “โรงงานไทยที่กำลังปิดตัวบอกอะไรเรา?” ไว้อย่างน่าสนใจ

รายงานระบุว่า ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงที่เป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีนักของเศรษฐกิจไทย และที่น่ากังวล คือ ข้อมูลการปิดโรงงาน ตั้งแต่ต้นปี 2023 มาจนถึงไตรมาสแรกของปี 2024 มีโรงงานปิดตัวลงไปแล้วกว่า 1,700 แห่ง กระทบการจ้างงานกว่า 42,000 ตำแหน่งไม่ใช่แค่โรงงานปิด แต่โรงงานเปิดใหม่ ก็ลดลงเช่นกันยอดการเปิดโรงงานสุทธิ (จำนวนโรงงานเปิดหักลบด้วยโรงงานปิด) ในภาพรวมชะลอตัวลงอย่างมากจากค่าเฉลี่ยที่เป็นบวกสุทธิประมาณ 150 โรงงานต่อเดือน ลดลงเหลือเพียง 50 โรงงานต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งเคยเกิดขึ้นแบบนี้มาก่อน

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจที่สำคัญตัวหนึ่ง ล่าสุด จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน พ.ค. ต่ำสุดในรอบ 7 เดือน อยู่ที่ 60.5 จาก 62.1 ทั้งยังเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 สาเหตุหลัก มาจากความกังวลสถานการณ์การเมืองไทยหลังจากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของ 40 ส.ว. เกี่ยวกับคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี

ดัชนีเศรษฐกิจของไทยทุกตัวที่ต่ำลง ล้วนผลจากความวิตกกังวล ความไม่มั่นใจในสถานการณ์ทางการเมืองทั้งสิ้นจึงไม่แปลกใจว่าห้วงเวลาที่ผ่านมาบริษัทเทค ยักษ์ใหญ่ระดับโลก ตัดสินใจลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทนที่จะมาลงทุนในเมืองไทย  โดยเฉพาะมาเลเซียเนื้อหอมมากที่สุดได้กวาดต้อน “บิ๊กเทค” สี่กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกทั้ง ‘Nvidia, Microsoft, Google, ByteDance’ พากันขนเงินไปลงทุน แค่ครึ่งปีแรก ‘มาเลเซีย’ กวาดเม็ดเงินลงทุนแล้วกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

ที่สำคัญ เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียประกาศ “ยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ” มุ่งปั้นมาเลเซียเป็น “ศูนย์กลางผลิตชิประดับโลก” ด้วยการทุ่มงบเฉียด 2 แสนล้านบาท ฝึกอบรมวิศวกรทักษะสูงจำนวน 60,000 คน พร้อมตั้งเป้าดึงดูดการลงทุน 5 แสนล้านริงกิต (เกือบ 4 ล้านล้านบาท) ภายใน 10 ปี

เมื่อหันมามองประเทศไทย นักลงทุนต่างประเทศที่ลงทุนผ่านตลาดทุนและนักลงทุนต่างประเทศที่ลงทุนโดยตรง (FDI) ไม่กล้าเข้ามาลงทุนหรือที่ลงทุนอยู่แล้วต่างพากันถอนการลงทุนไปที่อื่นแทน ล้วนเป็นผลพวงมาจากความวุ่นวายทางการเมืองทั้งสิ้น

ขณะที่เหลียวมองไปยังเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ หันมาจับมือทำภารกิจยิ่งใหญ่ก้าวข้ามความขัดแย้งร่วมกัน ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ”ลอเรนซ์ หว่อง” ผู้นำสิงคโปร์คนใหม่กับ ”นายกฯ อันวาร์ อิบราฮิม” ของมาเลเซีย พบกันอย่างเป็นทางการ โดยอันวาร์ต้อนรับหว่องด้วยการเลี้ยงข้าวกลางวันที่อาคารเสรีเปอร์ดานา ซึ่งเป็นบ้านพักอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

การพบกันของผู้นำทั้ง 2 ประเทศเพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นเพื่อนบ้านที่แนบแน่น แม้จะมีเรื่องระหองระแหงเหมือนลิ้นกับฟัน แต่ทั้งสองประเทศก็ไม่อาจจะมีรอยร้าวต่อกันได้เพราะจะมีแต่ความเสียหายด้วยกันทั้งคู่ และเพื่อเป็นการตอกย้ำว่า ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความไว้วางใจกัน

ผู้นำประเทศอื่นเขาก้าวข้ามความขัดแย้งก้าวไปพร้อม ๆ กัน แต่บ้านเรายังจิกตีกันเหมือนไก่ในเข่ง อย่าลืมว่า การเมืองกับเศรษฐกิจเหมือนคู่แฝด การเมืองวุ่นเศรษฐกิจก็ปั่นป่วน

บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน

จุดยืนไทย.. ในสมรภูมิ CAR WAR

แบงก์ “ลดดอกเบี้ย”​ แค่น้ำจิ้ม 

โลกเดือด กระทบ เศรษฐกิจเดี้ยง

STAY CONNECTED

0แฟนคลับชอบ
440ผู้ติดตามติดตาม
spot_img

Lastest News

MUST READ