TH | EN
TH | EN
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกSustainability“Career” และ “Role” หมวก 2 ใบของนักธุรกิจที่ช่วยสร้างโลกให้ยั่งยืน

“Career” และ “Role” หมวก 2 ใบของนักธุรกิจที่ช่วยสร้างโลกให้ยั่งยืน

ปัจจัยสำคัญของการทำธุรกิจให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง คือการที่นักธุรกิจต้องสร้างสมดุลระหว่างการทำธุรกิจที่คำนึงถึงแต่กำไรกับการตอบแทนสังคมในฐานะมนุษย์ หาไม่เช่นนั้นแล้ว ธุรกิจอาจจะอยู่ได้ แต่โลกอยู่ไม่รอด และความยั่งยืนที่แท้จริงก็เกิดขึ้นไม่ได้

และในยุคเฟื่องฟูของ AI เจ้าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะเปลี่ยนโลกการทำธุรกิจ และมีส่วนช่วยสร้างความยั่งยืนบนโลกใบนี้ได้อย่างไร มาฟังคำตอบจาก จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท บิทคับ แคปปิตอล ในการบรรยายหัวข้อ AI and Sustainability Solution ในงาน The Story Thailand Forum 2024

ก่อนที่จะพูดถึงผลกระทบของ AI กับความยั่งยืน จิรายุสเริ่มต้นด้วยการอธิบายความหมายของคำว่า Sustainability ว่ามีความหมายกว้างกว่าความยั่งยืนทางธรรมชาติ เช่น โลกร้อน Net Zero หรือ Carbon neutrality อย่างที่ชอบพูดกัน แต่มีความหมายครอบคลุมทุกมิติ ดังที่องค์การสหประชาชาติกำหนดเป้าหมายพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ไว้ 17 เป้าหมาย

หรืออย่างการพูดถึงแนวคิด ESG ก็ไม่ควรมองแค่ตัว E ที่หมายถึง Environmental เท่านั้น แต่ยังต้องรวมถึง Social และ Governance ด้วย

Career และ Role

สำหรับการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนนั้น นักธุรกิจต้องมีทั้ง Career (อาชีพ) และ Role (หน้าที่และความรับผิดชอบ)

จิรายุสกล่าวว่า ทุกอาชีพไม่ว่าจะเป็นแพทย์ ผู้พิพากษา หรือทนายความ ล้วนแต่สวมหมวก 2 ใบคือ Career หรือ การมีครอบครัว มีค่าใช้จ่าย ต้องทำงานหาเงิน และ Role คือ ความโปร่งใส ความซื่อสัตย์ ความดี

เหตุผลที่แพทย์หรือผู้พิพากษาถึงทำทุกอย่างเพื่อเงินไม่ได้ แต่ต้องสวมหมวก Role ด้วย เพราะพวกเขามีความรับผิดชอบในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ที่จะทําให้โลกยั่งยืนด้วยการทําสิ่งที่ถูกต้องและมี Value system (ระบบคุณค่า) ถ้าอาชีพเหล่านั้นสวมแค่หมวก Career อย่างเดียวก็จะอันตรายมาก

แต่นักธุรกิจซึ่งเป็นอาชีพที่เปลี่ยนโลกได้มากที่สุด กลับสวมหมวกเพียงใบเดียว คือ Career ทําทุกอย่างเพื่อเงิน นักธุรกิจจะมองที่ Output ทำทุกอย่างเพื่อ GDP เพื่อความมั่งคั่ง เพื่อผลงาน ทำอย่างไรก็ได้ให้ใช้ Resource น้อยที่สุดแต่ Output ต้องออกมามากที่สุด

“นี่คือนักธุรกิจ การตัดสินใจทุกอย่างต้องตัดสินใจเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดของบริษัทตลอด ทําอย่างไรก็ได้ให้ฉันกําไรให้มากที่สุด ฉันไม่สนหรือไม่แคร์เรื่องโลกร้อน เรื่องความเท่าเทียม เรื่องความยั่งยืน การที่นักธุรกิจมีแค่หมวกเดียว ทําให้โลกอยู่ไม่รอดหรือไม่ยั่งยืนในหลายมิติ” จิรายุสกล่าวย้ำ

Competitive strategy vs Contributive strategy

จิรายุส กล่าวว่า ที่ผ่านมานักธุรกิจจะโฟกัสแค่ Competitive strategy (กลยุทธ์การตลาดแบบแข่งขัน) หรือหมวกของ Career

Competitive strategy คือ กลยุทธ์ที่

  • ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ผลผลิต (Output) มากที่สุด
  • สร้างกำไรความมั่งคั่ง (GDP/Wealth) ให้มากที่สุด
  • มี Performance/ KPI เป็นตัววัดประสิทธิภาพการทำงาน
  • Minimum Means Rationality  ใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุดเพื่อสร้างผลผลิตให้มากที่สุด
  • Information -> Decision -> Information -> Decision ใช้ข้อมูลในการตัดสินใจเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดของบริษัท
  • คำนึงถึงความสามารถ (Competence) ในการแข่งขันอยู่ตลอด

แต่ตอนนี้ทั่วโลกเริ่มพูดถึง Contributive strategy (กลยุทธ์การสร้างสิ่งต่าง ๆ กลับคืนสู่สังคม) ซึ่งก็คือหมวกของ Role นั่นเอง

Contributive strategy คือ กลยุทธ์ที่

  • สร้างผลลัพธ์ในทางบวกต่อสังคม (Outcomes)
  • คำนึงถึงความเท่าเทียม ความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน และความยั่งยืน (Fairness / Well-being / Sustainability)
  • Progress มีการพัฒนาไปข้างหน้า
  • Minimum Harm สร้างกระบวนการที่ให้ผลลัพธ์โดยทำร้ายโลกน้อยที่สุด
  • Identity -> Choice -> Identity -> Choice มีการตัดสินใจด้วยการ Make choices ไม่ใช่ Make decisionโดยยึด Identity หรือตัวตนขององค์กรเป็นหลัก
  • Character ขององค์กรประกอบไปด้วย ความเอาใจใส่ (Caring) ความมุ่งมั่น (Commitment) และความกล้าหาญ (Courage)

สิ่งนี้จะโยงไปถึงทฤษฎีทางเศรษฐศาตร์ “Carrot and Stick” หรือการให้รางวัลกับการลงโทษ (Reward and Punishment) ใครที่มีหมวกใบที่ 2 ที่มี Contributive strategy จะได้ Incentive หรือรางวัล และจะเป็น The next winner ส่วนใครที่มีแต่ Competitive strategy จะโดนไม้เรียวหรือโดนลงโทษ จะทําให้เสียเปรียบในระยะยาว

ในอนาคต การแข่งขันทางธุรกิจจะไม่ได้มองแค่ Productivity อย่างเดียวแล้ว การวัด KPI ก็ไม่ได้มองเรื่อง Output อย่างเดียว ไม่ใช่ว่าคนที่ทําของราคาถูกที่สุดหรือคุณภาพดีที่สุดจะชนะ แต่ในอนาคตมีเกณฑ์วัดอีกมากมายหลายมิติว่าธุรกิจไหนจะประสบความสำเร็จในระยะยาว

“นักธุรกิจทุกคนต้องเริ่มมาคิดแล้วว่าที่ฉันตื่นมาทุกวัน มาทํางานทุกวัน ทําให้โลกยั่งยืนมากขึ้น หรือฉันมาทําเพื่อตัวเองอย่างเดียว ในขณะที่สิ่งที่คนอาชีพอื่นทำ เขาสร้างความก้าวหน้าหรือผลลัพธ์ให้กับโลก เขาคำนึงถึงความเท่าเทียม ความเป็นอยู่ที่ดีและความยั่งยืน” จิรายุสกล่าว

จิรายุสเคยบอกกับพนักงานที่ Bitkub Capital ว่าควรจะมีจำนวนพนักงานระดับหัวหน้าที่เป็นผู้หญิงมากขึ้น เพราะการส่งเสริมสตรีหรือความเท่าเทียมทางเพศเป็นเป้าหมายหนึ่งของความยั่งยืน และจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในระยะยาวด้วย

“การที่มีความหลากหลาย (ทางเพศ) ในองค์กรจะช่วยให้การตัดสินใจทำได้อย่างแม่นยํามากขึ้น ถ้าทุกคนเป็นผู้ชายและเตะฟุตบอลกันทั้งทีม มันก็คิดเป็นเหมือนทีมฟุตบอล หรือคิดแค่ด้านเดียว หรือ One dimensional thinking”  

ในแง่ของบริษัท ถ้าต้องการให้เป็นที่จดจำของคน ตัวองค์กรก็ต้องมี Role หรือมี Identity ที่ชัดด้วย จิรายุสยกตัวอย่างบริษัท Apple ว่ามี Career เป็นบริษัทขายคอมพิวเตอร์ แต่มี Role ในฐานะที่ Challenge status quo (กล้าทําในสิ่งใหม่และท้าทายสิ่งที่เป็นอยู่) ด้วยการสนับสนุนให้คนตัวเล็กมีเครื่องมือบางอย่างที่สามารถสู้กับคนตัวใหญ่ได้

แต่จิรายุสไม่ได้เรียกร้องให้นักธุรกิจเลิกใช้ Competitive strategy ทั้งหมด เพราะไม่เช่นนั้นธุรกิจก็จะไปไม่รอด เขาขอให้จัดสรรทรัพยากรของบริษัทเพียง 10-20% มาใช้ Contributive strategy เพื่อให้โลกยั่งยืนมากยิ่งขึ้นในระยะยาว

AI เปลี่ยนโลกการทำธุรกิจ

ความท้าทายในโลกธุรกิจเมื่อมีการนำ AI มาใช้คือ บริษัทใหญ่ๆ เช่น Google Facebook และ Apple  เริ่มทะยอยลดคน เพราะเขารู้ว่า AI จะมาทำงานแทนคนในระดับ White collar ได้

ถ้าบริษัทใดใช้ Augmentation (การเสริม) ในการทำงาน จะทำให้คนในระดับ Blue Collar ทำงานเก่งขึ้นราวกับซุปเปอร์แมน เขายกตัวอย่าง บริษัท Gucci กระเป๋าแบรนด์หรูที่ซีอีโอเริ่มนำ AI มา Augment ชุดทักษะของ Blue collar ให้มีความรู้และความสามารถในการตอบคำถามที่ถูกถามบ่อยๆ จากลูกค้าได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาของทีม Customer support หรือ Call centers ได้ถึง 40%  เมื่อพนักงานมีเวลามากขึ้นก็ผันตัวเองมาเป็นเซลล์ เพราะเป็นคนที่รู้เรื่องผลิตภัณฑ์ดีที่สุดในบริษัท ทําให้ยอดขายของ   แบรนด์เพิ่มขึ้นอีกมหาศาล พนักงานก็มีรายได้เพิ่มขึ้นจาก Revenue sharingย

ส่วน Automation (อัตโนมัติ) จะมาทดแทนชุดทักษะของ White collar  และถ้าใช้ AI ทำงาน Automation มากๆ อาจทำให้เกิดการทำงานแทนคนอย่างก้าวกระโดด (Exponential replacement)

การเข้ามาของ AI ที่สามารถทำงานหลายอย่างแทนมนุษย์ได้ ยังทำให้ตำแหน่งงานหลายตำแหน่งถูกควบรวม เมื่อก่อนอาจต้องจ้าง 2 คนเพื่อ 2 ตำแหน่ง ตอนนี้ก็แยกงานส่วนที่ AI ทำได้ออกไป และควบรวมงานที่ต้องใช้มนุษย์ทำเท่านั้น เช่น งานที่ต้องใช้ Face to face และจ้างเหลือเพียง 1 ตำแหน่ง

ความท้าทายในอนาคตที่ผู้นำทั่วโลกกำลังดีเบทกันคือ เมื่อ AI จะมาทํางานแทนคนในอนาคตแบบก้าวกระโดด เราจะฝัง Value systemเข้าไปใน AI ได้อย่างไร ตอนนี้มีการพัฒนา AI อยู่ 3 ระบบในโลก คือ ฝั่งยุโรป ฝั่งอเมริกาและฝั่งจีน คำจำกัดความของคำว่า Fairness ของแต่ละประเทศก็ต่างกัน มาตรฐาน จริยธรรมของแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน บางประเทศการทำสิ่งนี้ถูกต้อง แต่บางประเทศทำแล้วผิด

สำหรับประเทศไทยที่ไม่ได้พัฒนา AI เอง คำถามคือไทยจะใช้ระบบใดมาเป็น Digital human ที่จะมาทำงานแทนมนุษย์ และจะฝัง Value system ใดที่เป็นบรรทัดฐานทางสังคมของเราให้ AI เพื่อทําให้สังคมไทยอยู่รอดในอนาคต

AI กับความยั่งยืน

จิรายุสให้ทรรศนะว่า AI มาเพื่อ Optimize หรือทําทุกอย่างให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มาเพื่อ Accuracy (ความถูกต้อง) ในการพยากรณ์คาดการณ์ มาเพื่อลด Redundancy (ความซ้ำซ้อน) และลด Deadweight loss (ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ) มาเพื่อ Automation (ระบบอัตโนมัติ) และเพื่อเพิ่ม Efficiency (ประสิทธิภาพ) ซึ่งทุกอย่างสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับทุกวงการ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องโลกร้อน ไม่ว่าจะเป็นการพยากรณ์อากาศ ณ เวลานั้นๆ โดยที่ไม่ต้องรอการคาดการณ์ล่วงหน้า แต่พยากรณ์ได้เรียลไทม์และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา หรือสามารถคาดการณ์หรือคำนวนว่าต้องใช้ทรัพยากรเท่าไหร่ถึงไม่เกิด Waste ในระบบ เพราะ AI สามารถคาดการณ์ได้แม่นยำมากขึ้น

“นั่นแปลว่าเราสามารถที่จะนำ AI มาใช้ในกระบวนการการผลิตเพื่อสร้าง Supply chain สีเขียวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้ด้วย”  จิรายุสกล่าว

นอกจากนี้ AI ยังช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพราะ AI เป็น Second brain เป็น Think tank ที่จะมาช่วยเร่งการพัฒนานวัตกรรมหรือ R&D และมีความสามารถที่จะใช้ทรัพยากรน้อยลงแต่ Think deeper หรือคิดละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น สามารถช่วยในเรื่องของการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ได้มากขึ้น โดยเฉพาะการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีที่จะมาสู้กับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของอากาศ

“ถ้ายังรอมนุษย์คิดหรือพัฒนา อาจไม่ทันการ โลกอาจจะอยู่ไม่รอด” จิรายุสกล่าวทิ้งท้าย

บทความอื่น ๆ จากงาน The Story Thailand Forum 2024

ความยั่งยืน คือหมุดหมายปลายทางของ ESG ที่ปฏิบัติจริงของ ‘แปซิฟิกไพพ์’

Looloo แชร์เคสธุรกิจที่ใช้ AI จนประสบความสำเร็จ แนะ SMEs ปรับใช้ เพิ่มความได้เปรียบ

The Story Thailand Forum เผยกลยุทธ์ Tech Vanguard ขับเคลื่อนองค์กร ย้ำพัฒนาเศรษฐกิจไทยต้องใช้ AI สร้างความยั่งยืน

STAY CONNECTED

0แฟนคลับชอบ
440ผู้ติดตามติดตาม
spot_img

Lastest News

MUST READ