TH | EN
TH | EN
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกTechnology“Humanized AI” อาวุธลับของ 'LINE' แอปที่ทุกคนต้องใช้ในชีวิตประจำวัน

“Humanized AI” อาวุธลับของ ‘LINE’ แอปที่ทุกคนต้องใช้ในชีวิตประจำวัน

LINE ไม่ได้เป็นแค่แอปฯ แชต หรืออัปเดตข่าวสารผ่าน LINE TODAY แต่ในยุคนี้ LINE แทบจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทยไปแล้ว ตื่นเช้ามาอย่างแรกที่เราทำคือการเช็ค LINE แชต สาย ๆ ไล่อ่านข่าวจาก LINE TODAY เที่ยงสั่งอาหารผ่าน LINE MAN Wongnai และทั้ง ๆ ที่ LINE มีผลิตภัณฑ์มากมาย แต่ก็ยังไม่หยุดที่จะประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในบริการต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน โดยยึดหลัก Humanized AI เพื่อมอบการบริการที่ใช้กับชีวิตประจำวันของคนได้จริงๆ และช่วยให้คนมีความสะดวกสบายมากขึ้น

ดร.พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท LINE ประเทศไทย ซึ่งรู้จักและคุ้นเคยกับ AI มานาน แชร์ให้ฟังถึงมูลค่าและพลังของ AI พร้อมทั้งเล่าถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ LINE ที่มี AI เป็นตัวเอกสำคัญ ในการบรรยายหัวข้อ : Humanized AI: AI adaptation for everyday life ในงาน The Story Thailand Forum 2024

มูลค่าและพลังของ AI

ดร. พิเชษฐ์ แชร์ข้อมูลว่า มูลค่าของ AI ในตลาดโลก ณ ปี 2023 อยู่ที่ประมาณ 150,000 – 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  มี CAGR หรืออัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้นอยู่ที่ 20-30+% ใน 10 ปีข้างหน้า ส่วนพลังของ Gen AI ซึ่งเป็นประเภทหนึ่งของ AI ที่กำลังเป็นกระแส ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลก สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการนำเทคโนโลยี Gen AI ไปประยุกต์ใช้กับหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ อยู่ที่ประมาณ 2.6 – 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 42% ใน 10 ปีข้างหน้า

“ตัวเลขดังกล่าวเป็นโอกาสที่คนทำธุรกิจไม่สามารถมองข้ามได้ ลองยกตัวอย่างว่า ถ้ามีการนำ AI เข้ามาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์หลายๆ อย่าง เช่น โทรศัพท์มือถือที่ต่อไปจะไม่เรียกว่า Smartphone แต่เปลี่ยนเป็น Intelligence phone เพราะจะมี AI ที่เป็นเครื่องแปลภาษาอยู่ในโทรศัพท์และสามารถแปลได้ทันที AI ฉลาดพอที่น่าจะฟังสำเนียงของมนุษย์ได้และแปลงเป็น Transcript ออกมา”

AI ในตลาดประเทศไทย

สำหรับมูลค่า AI ในประเทศไทย ณ ปี 2024 อยู่ที่ 700 – 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วน CAGR อยู่ที่ 15-25% ใน 10 ปีข้างหน้า ตัวเลขที่น่าสนใจคือในปี 2023 International Development Research Centre หรือ IDRC จัดให้รัฐบาลไทยอยู่ในอันดับที่ 37 ในแง่ของความพร้อมในการประยุกต์ใช้ AI และเมื่อมีการถามถึงความพร้อมของภาครัฐและเอกชนในการนำ AI มาประยุกต์ใช้ คำตอบค่อนข้างไปในทางบวก แต่ไม่แน่ใจว่าพร้อมแค่ไหน โดยผลสำรวจจาก ETDA พบว่า 57% ยังอยู่ระหว่างพิจารณา ส่วน 15% มีการนำมาใช้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

ดร.พิเชษฐแสดงความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่จะนำ AI มาใช้ ปัจจุบันธุรกิจหลายประเภทมีการนำ AI มาใช้แล้ว ใช้มากใช้น้อยขึ้นกับขนาดและความต้องการของธุรกิจ และคิดว่าเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลพูดมาตลอดว่าพร้อมสนับสนุน แต่เขาตั้งคำถามไว้ 3 ประเด็น

คำถามแรกคือ ประเทศไทยมีความพร้อมหรือมีแผนที่จะเตรียมความพร้อมให้คนไทยเป็นผู้ใช้และผู้สร้างสรรค์ AI มากน้อยแค่ไหน

คำถามที่ 2 คือเรื่องจรรยาบรรณและการออกกฎหมาย เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ไปเร็วกว่ากระบวนการผ่านกฎหมายที่ปัจจุบันยังช้าอยู่ เพื่อเปิดโอกาสให้คนใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย เปิดโอกาสให้คนที่ต้องการทำธุรกิจใช้เทคโนโลยีนี้ทำธุรกิจได้โดยไม่เสียเปรียบใคร และเปิดโอกาสให้นักพัฒนาไทยมีฐานข้อมูลหรือนำ AI มาสร้างผลิตภัณฑ์และธุรกิจใหม่ ๆ ของคนไทยเพื่อให้แข่งขันกับต่างประเทศได้

“คำถามสุดท้ายแน่นอนว่า การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ย่อมมีปัญหาเรื่องต้นทุน หน่วยงานภาครัฐจะช่วยตรงนี้อย่างไร ประเทศไทยอาจจะต้องลงทุนในเรื่องพวกนี้มากขึ้น แม้จะไม่ใช่การให้ภาครัฐลงทุนทั้งหมด แต่อาจมีนโยบายสนับสนุน สรรค์สร้างพื้นที่หรือ Playground สำหรับธุรกิจเล็ก ให้มีโอกาสได้ทดลองใช้เทคโนโลยีพวกนี้ เพื่อสร้างโอกาสเติบโตได้เช่นกัน เป็นต้น” ดร. พิเชษฐ กล่าว

LINE มุ่งพัฒนา Humanized AI

จากมูลค่าและพลังของ AI ข้างต้น น่าจะเป็นคำตอบได้ดีว่าทำไม LINE ถึงมีเป้าหมายพัฒนาผลิตภัณฑ์ทุกอย่างโดยนำ AI มาใช้ และมุ่งมั่นที่จะพัฒนา Humanized AI ด้วย

ดร.พิเชษฐ อธิบายว่า Humanized AI คือการนำ AI มาสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ให้สะดวกสบายมากขึ้นได้จริง เพราะเรายังยึดติดกับ Mission ของเราคือ Closing the distance หรือการนำผู้ใช้ ข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ามาอยู่ด้วยกัน

ในอดีต LINE อาจเป็นแค่แอปฯ แชต แต่ทุกวันนี้ LINE มีผลิตภัณฑ์ค่อนข้างหลากหลาย ซึ่งหลายคนอาจจะไม่ทราบว่าทุกวันนี้ หลาย ๆ ผลิตภัณฑ์ที่เราใช้กันอยู่เป็นนวัตกรรมของ LINE ที่มีแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบ Customer Centric และใช้ AI ในการพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตมากขึ้น ไม่ว่าคุณจะทำอะไรอยู่ เราจะใช้ AI ในการประมวลผลจากพฤติกรรมผู้บริโภค และนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้

“เราต้องการให้ LINE เป็น First name in mind สำหรับทุกๆ คนในการใช้ชีวิตประจำวัน ถ้าคุณต้องการใช้เทคโนโลยีหรือไม่รู้ว่า LINE มีบริการนี้หรือไม่ ผมอยากให้ผู้ใช้คิดถึง LINE เป็นอันดับแรกและเข้าไปดูว่าเรามีบริการนั้นๆ เสนอหรือไม่” ดร. พิเชษฐกล่าว

LINE ใช้ AI ประมวลผลพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างไร

สำหรับตัวอย่างผลิตภัณฑ์บน LINE ที่ให้บริการในไทยโดยมี AI เป็นเทคโนโลยีเบื้องหลัง ได้แก่ AI แปลภาษาหรือ Translator bot  บริการ Summary ใน LINE OpenChat ที่ช่วยสรุปประเด็นสำคัญที่มีการพูดคุยกันในกลุ่ม ส่วนบริการที่ยังไม่เปิดในประเทศไทยอย่าง LINE AI Assistant ที่เปิดให้บริการในประเทศญี่ปุ่น นอกจากแปลภาษาและช่วยสรุปความให้แล้ว ยังมีความสามารถในการ Analysis ช่วยวิเคราะห์รูปภาพได้ ซึ่งนับเป็นฟังก์ชั่นความสามารถที่น่าสนใจสำหรับตลาดไทยในอนาคตด้วยเช่นกัน เช่น คนในภาพใส่เสื้อแบรนด์ไหน มีร้านขายเสื้อตัวนั้นบน LINE SHOPPING หรือไม่  มีโปรโมชั่นจากธนาคารใดที่เป็นคู่ค้ากัน รวมไปถึงช่องทางการซื้อหรือเก็บไว้ก่อนรอซื้อช่วงแคมเปญที่มีการแข่งขันด้านราคา เป็นต้น

นอกจากนี้ พฤติกรรมข้อมูลที่ผู้ใช้ใช้ผ่าน LINE ไม่ว่าจะเป็น LINE VOOM, LINE SHOPPING, LINE TODAY และ LINE STICKERS ได้มีการใช้ AI ในการประมวลผลการให้บริการเช่นกัน

  • LINE SHOPPING:  AI จะช่วยเรียนรู้พฤติกรรมของผู้บริโภคได้ว่า เขาสนใจ หรือต้องการซื้อสินค้าอะไรได้แม่นยำมากขึ้น เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภค ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ข้อมูลด้านประชากรศาสตร์หรือเรื่องเพศอีกต่อไป ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ชายสมัยนี้จะถือกระเป๋าผู้หญิงหรือซื้อเสื้อผ้าที่ใส่ได้กับ Unisex หรือแฟชั่นไร้พรมแดนที่ทุกเพศสามารถแต่งตัวหรือใช้เครื่องประดับได้อย่างอิสระเสรี การใช้ AI จะช่วยทำให้ระบบสามารถเรียนรู้ ทำความรู้จักแนวโน้มความสนใจ พฤติกรรมของผู้บริโภคได้แม่นยำขึ้น เพื่อนำเสนอสินค้า ร้านค้าที่ตรงใจลูกค้าแต่ละคนได้เป็นอย่างดี
  • LINE TODAY: มีการใช้ AI เพื่อประมวลนำเสนอข่าว คอนเทนต์ให้ตรงตามความสนใจของแต่ละบุคคล เช่น ถ้าคุณสนใจข่าวอะไร ระบบก็จะฟีดข่าวนั้นขึ้นมาเรื่อยๆ หากมีการลองคลิกข่าวอื่นๆ ดู การฟีดข่าวก็จะเปลี่ยนไป จากข้อมูลพบว่า เนื้อหาข่าวที่คนไทยสนใจมากที่สุดคือ สลากกินแบ่งและดูดวง รองลงมาคือข่าวการเมืองและข่าวบันเทิง
  • LINE STICKERS: มีการใช้ AI เพื่อประมวลผลในการนำเสนอสติกเกอร์จากหลากหลายเซตให้ตรงตามคำหรือ keyword ที่ผู้ใช้แต่ละคนต้องการแสดงออกหรือสื่อสารไปในห้องแชทได้ โดยไม่ต้องให้ผู้ใช้ไล่เรียงหาจากแต่ละเซตเองให้วุ่นวาย
  • LINE MAN Wongnai: ใช้ AI ประมวลข้อมูลทุกอย่างเพื่อประเมินว่าจะเสนอโปรโมชันอะไรให้ผู้ซื้อ และเสนอช่วงเวลาใด รวมถึงการมอบหมายงานให้ไรเดอร์ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง โดย AI จะเป็นตัวคำนวณระยะทางในการจัดส่ง ถ้าใช้เวลาน้อย ค่าส่งก็จะถูกลง
  • LINE BK: บริการทางการเงินในรูปแบบ Social Banking รายแรกในไทย เกิดจากความร่วมมือของ ธนาคารกสิกรไทย และ LINE ให้ผู้ใช้สามารถฝาก โอน ยืม จ่าย ได้ครบจบในแอปฯ LINE ที่เดียว โดยได้มีการใช้ AI มาช่วยวิเคราะห์ ประเมินความเสี่ยงของลูกค้าที่ต้องการยื่นกู้ เพื่อให้ LINE BK สามารถนำเสนอโซลูชั่น แนวทางการกู้ยืมได้เหมาะสม ตรงความต้องการของแต่ละคนได้ ช่วยอำนวยความสะดวกให้คนที่ไม่มีบัญชีธนาคาร หรือไม่สามารถเข้าถึงการกู้เงินในระบบปกติ

“ประเทศไทยมีคนที่เรียกว่า Underbanked (กลุ่มคนที่ไม่สามารถเข้าถึงสิ่งอํานวยความสะดวกด้านการธนาคารได้) อยู่มาก คำพูดที่ว่า มีจำนวนคนที่มีมือถือมากกว่าจำนวนคนที่มีบัญชีธนาคารไม่น่าเกินจริง” ดร. พิเชษฐ กล่าว

Clova Carecall Service

ดร. พิเชษฐ ยังได้เล่าถึงบริการที่ NAVER ในประเทศเกาหลีใต้ ได้พัฒนา AI ขึ้นเองเพื่อใช้ในด้าน Healthcare ชื่อว่า Clova Carecall Service ซึ่งใช้ AI ในการโทรหาผู้สูงอายุเพื่อเช็คสถานะสุขภาพของผู้สูงอายุว่าเป็นอย่างไรบ้าง ตอนนี้มีให้บริการแล้วใน 120 เมืองของประเทศเกาหลีใต้ โดยสามารถโทรได้ถึง 7,000 ครั้งต่อวัน และสามารถช่วยติดตามและลดปัญหาสุขภาพของผู้สูงวัยและลดภาระของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จริง

ในการสำรวจความเห็นหลังจากใช้บริการ Clova Carecall Service แล้ว พบว่า 90% ของคนที่ใช้บริการรู้สึกสบายใจ ส่วน 89% บอกว่าอยากใช้บริการอีก ถือว่าได้รับการตอบรับค่อนข้างดี

“นี่เป็นแค่การประเมินผลจากการพูดคุย ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะบางครั้งผู้สูงอายุเวลาเริ่มไม่สบาย ไม่อยากบอกลูกหลานเพราะไม่ต้องการให้ลูกหลานกังวล แต่เขาจะคุยกับเพื่อนและหาข้อมูลของเขาเอง เรานำบทสนทนากับ AI มาประเมินผล เราอาจจับ Key message ได้และเห็น Vital sign ก่อนที่จะป่วยมากกว่านี้”

ดร. พิเชษฐ ยังเสนอแนะว่า หากเปลี่ยนเนื้อหาการพูดคุยจากเรื่องสุขภาพมาเป็นการให้คำปรึกษากับเด็กก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะคนรุ่นใหม่รู้สึกไว้ใจที่จะพูดคุยกับ Machine มากกว่าคุยกับคน ถ้า AI คุยแล้วเห็นจุดที่น่าเป็นห่วงก็สามารถแจ้งไปยังครูหรือผู้ปกครองได้

“LINE ภูมิใจในเทคโนโลยีนี้มาก และหวังว่าประเทศไทยจะได้ใช้บริการเช่นนี้บ้าง ถ้ามีการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างเรา และหวังว่า LINE จะเป็น Partner ในการพัฒนา Humanized AI มาให้คนไทยทุกคนได้ใช้อีกมากมายในอนาคต” ดร. พิเชษฐกล่าว

บทความอื่น ๆ จากงาน The Story Thailand Forum 2024

“Career” และ “Role” หมวก 2 ใบของนักธุรกิจที่ช่วยสร้างโลกให้ยั่งยืน

ความยั่งยืน คือหมุดหมายปลายทางของ ESG ที่ปฏิบัติจริงของ ‘แปซิฟิกไพพ์’

Looloo แชร์เคสธุรกิจที่ใช้ AI จนประสบความสำเร็จ แนะ SMEs ปรับใช้ เพิ่มความได้เปรียบ

STAY CONNECTED

0แฟนคลับชอบ
440ผู้ติดตามติดตาม
spot_img

Lastest News

MUST READ