TH | EN
TH | EN
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกInterview'นฤศันส์ ธันวารชร' ปรับบทบาทใหม่ InnoSpace มุ่งหนุน Deep Tech สตาร์ตอัพตั้งแต่ตั้งไข่ เพิ่มยูนิคอร์นสัญชาติไทย

‘นฤศันส์ ธันวารชร’ ปรับบทบาทใหม่ InnoSpace มุ่งหนุน Deep Tech สตาร์ตอัพตั้งแต่ตั้งไข่ เพิ่มยูนิคอร์นสัญชาติไทย

ด้วยตระหนักถึงปัญหาสำคัญของการก่อร่างสร้างสตาร์ตอัพ ที่มุ่งพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่สามารถนำไปประยุกต์ปรับใช้และสร้างผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างในภายหลังว่า ในช่วงเริ่มต้นของการคิดค้นพัฒนา Deep Tech สักตัวขึ้นมานั้น เป็นช่วงวัดใจที่ต้องอาศัยความอึด ถึก ทน ของทั้งตัวนักพัฒนา ผู้ประกอบการ และนักลงทุน อย่างมหาศาล ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่จะมีนักลงทุนหรือกองทุนน้อยยิ่งกว่าน้อย ที่จะยอมลงทุนใน Deep Tech สตาร์ตอัพสักหนึ่งตัว แม้จะรู้ทั้งรู้ว่า หาก Deep Tech สตาร์ตอัพรายนั้นสามารถแจ้งเกิดเป็นที่ยอมรับในตลาดวงกว้างได้ ผลตอบแทนที่จะหวนกลับมาจะมีมากมายมหาศาลก็ตาม

นอกจากจะขาดเงินทุนขนาดใหญ่ และพร้อมให้อย่างต่อเนื่องแล้ว ฉากทัศน์ Deep Tech สตาร์ตอัพของไทยยังขาดผู้ชำนาญการที่จะคอยให้คำแนะนำปลุกปั้นให้ Deep Tech สตาร์ตอัพตัวหนึ่งได้รับการพัฒนาทั้งในเชิงตัวเทคโนโลยี และในเชิงธุรกิจ ตั้งแต่แรกเริ่มจนออกมาสู่ท้องตลาดได้สำเร็จ

งานนี้ นฤศันส์ ธันวารชร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หนุ่มคนใหม่ของ อินโนสเปซ (InnoSpace) ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ของบริษัทเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา จึงปรับกลยุทธ์พลิกบทบาทของ InnoSpace จากเดิมที่เป็นแค่ Bridge Fund สู่การเป็น กองทุนที่มุ่งสนับสนุน Deep Tech สตาร์ตอัพตั้งแต่ช่วงตั้งไข่ หรือ Early Stage แล้วต่อยอดไปจนถึงช่วงที่ Deep Tech สตาร์ตอัพรายนั้นผงาดกลายร่างเป็นยูนิคอร์น โดย InnoSpace จะไม่เพียงแต่ให้การสนับสนุนในเรื่องของเงินทุนเท่านั้น แต่ยังคงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาที่คอยปลุกปั้นสตาร์ตอัพให้สามารถทำธุรกิจในเชิงพาณิชย์ ในขณะเดียวกัน ก็พร้อมแบ่งปันข้อมูลเพื่อดึงเหล่านักลงทุนที่อยากลงทุนใน Deep Tech สตาร์ตอัพแต่ไม่มีความชำนาญ มาลงทุนในสตาร์ตอัพสัญชาติไทยที่มีศักยภาพพร้อมเติบโตเข้าสู่ตลาดได้

ขณะเดียวกัน InnoSpace ก็ยังคงจุดประสงค์แรกเริ่มของการก่อตั้งบริษัทจากการร่วมทุนของ 14 บริษัทชั้นนำในประเทศไทยที่มีเป้าหมายในการสนับสนุนการลงทุน ส่งเสริมและพัฒนา ระบบนิเวศสตาร์ตอัพ (Startup Ecosystem) ของไทยที่จะเอื้อให้สตาร์ตอัพสัญชาติไทยเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ยั่งยืน รวมถึงจำนวนสตาร์ตอัพระดับยูนิคอร์นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

The Story Thailand มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษกับทาง นฤศันส์ หรือ เตย ซีอีโอหนุ่มวัย 40 ปี ที่แม้จะใหม่ต่อตำแหน่งงานบริหาร แต่ไม่ใช่หน้าใหม่สำหรับวงการการลงทุนในสตาร์ตอัพ พิสูจน์ได้จากความสำเร็จของการเข้าไปลงทุนในสตาร์ตอัพซึ่งกลายมาเป็นดาวเด่นของวงการสตาร์ตอัพไทย อย่าง Freshket, QueQ, GetLinks, Creden, Wazzadu และ Wsmart รวมถึงมี Deep Tech สตาร์ตอัพอย่าง Choco รวมอยู่ด้วย

เรียกได้ว่า เป็นเป้าหมายและกลยุทธ์ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนได้ประโยชน์ทั้งหมด

จากผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาการลงทุน สู่ผู้บริหาร

นฤศันส์ เริ่มทำงานกับอินโนสเปซตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้งในปี 2019 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤติโควิด-19 ระบาดอย่างหนัก ซึ่งในช่วงเวลานั้น เจ้าตัวระบุว่า ได้ทำงานในด้านการลงทุนในพวกกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) และสตาร์ตอัพมานานแล้วประมาณหนึ่งคือราว 8 ปี ดังนั้น จึงได้เข้ามาดูแลในส่วนของการเสาะแสวงหาการลงทุนในสตาร์ตอัพไทยที่น่าสนใจและมีศักยภาพเติบโตได้ในหลัง โดยภายใต้สถานการณ์วิกฤติของโควิด นฤศันส์ระบุว่า อินโนสเปซ ตั้งใจเป็นสะพานเชื่อมของทางภาครัฐกับพวกระบบนิเวศสตาร์ตอัพ (start up ecosystem) ในประเทศไทย เพื่อช่วยให้สตาร์ตอัพ รวมถึง SMEs ของไทยสามารถประคองตัวให้รอดและเติบโตต่อไปได้

“ความเข้าใจว่าตอนนั้นที่ ดร.สมคิด ยังเป็นรองนายกฯ อยู่แล้วก็ไอเดีย (ของอินโนสเปซ) น่าจะเป็นคล้าย ๆ กับ ไซเบอร์พอร์ต (Cyber port) หรือว่า พวก Enabler ของฮ่องกงหรือสิงคโปร์ ส่วนตัวก็เลยรู้สึกสนใจ ที่ถ้ามันมีกองทุนแบบนี้ มันน่าจะดีต่อระบบนิเวศในการลงทุนของสตาร์ตอัพ หรือว่าเปิดนวัตกรรมอินโนเวชั่นในประเทศไทย

เรียกได้ว่า เมื่อรวมประสบการณ์ 8 ปีก่อนเข้าทำงานกับอินโนสเปซ กับอีก 4 ปีที่ได้ทำงานกับอินโนสเปซ นฤศันส์มีประสบการณ์ในส่วนของการเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน แล้วก็มีประสบการณ์เรื่องการลงทุนประมาณ 12 ปี โดยประสบการณ์ช่วง 8 ปีก่อนอินโนสเปซ เจ้าตัวทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนให้กับบริษัทที่ปรึกษา โดยให้การดูแลในส่วนของลูกค้าที่เกี่ยวกับหน่วยงานภาครัฐเป็นหลัก ซึ่งหลังจากที่เรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง นฤศันส์ก็เริ่มทำงานที่ Loxley เป็นที่แรก โดยงานแรกก็จะเป็นหน่วยงานภาครัฐเหมือนกันเป็นระบบเครือข่าย (network) ไปประมูล ไปขายเป็นโซลูชันพวกความปลอดภัยเครือข่าย (network securities) ให้กับบรรดาหน่วยงานรัฐ

“ผมก็มีโอกาสได้เข้าไปทําให้หลายหน่วยงาน เริ่มแรกคือหน่วยงานการจัดการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคนะครับ ก็ไปรับผิดชอบในส่วนของการวางกลยุทธ์ ซึ่งทำให้มีธุรกิจใหม่ขึ้นมา แล้วก็มีกรุงไทย เมืองไทยไลฟ์ เป็นต้น พอดูพวกหน่วยงานภาครัฐกับพวก financial solutions ก็เห็นเทรนด์ของโปรเจ็กต์ของแต่ละหน่วยงานที่เคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนผ่าน (transformation) หรือ การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Management) ค่อนข้างเยอะ เราก็เริ่มเห็นแล้วว่า เทคโนโลยีมีส่วนสําคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจเหล่านี้พอสมควร”

“คิดว่าส่วนที่ประสบความสําเร็จก็น่าจะมีของกรุงไทยครับ ที่ตอนนั้นไปทําเป็นโปรเจกต์เกี่ยวกับบริหารสาขา ก็เหมือนกับว่าขับเคลื่อนสาขาอย่างไรในด้านของการสื่อสาร การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ หรือทางธนาคารอยากจะขับเคลื่อนในเรื่องของทิศทางธุรกิจ หรือว่าพวก อะไรที่ผ่านไปทางสาขาที่เขามีทั่วประเทศได้อย่างไร”

Passion คือการได้ช่วยสตาร์ตอัพแจ้งเกิดและเติบโต

ทั้งนี้ ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าทำงานกับทาง อินโนสเปซ เจ้าตัวแง้มว่าใช้เวลาตัดสินใจเพียงไม่นาน นฤศันส์ เล่าว่า ตนเองมีความสนใจการลงทุนในพวกสตาร์ตอัพแต่เดิมอยู่แล้ว โดยได้แรงบันดาลใจในการทำงานในสายนี้ ตอนไปเรียนปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา

“ที่นั่นจะมีวิชาหนึ่งเลยที่เป็น Angel Investor (แองเจิ้ล อินเวสเตอร์) คือตอนนั้นผมเรียนอยู่ที่อเมริกาช่วงปี 2011 ซึ่งตอนนั้นเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่กรุงเทพฯ ก็จะมีเงินคล้ายกับเงินของกองทุนศิษย์เก่าให้นักเรียนในชั้นเรียนนี้เอาเงินไปบริหาร ไปลงทุนจริง ๆ เลย ทั้งในตลาดหุ้น และในธุรกิจที่เป็นที่เป็นสตาร์ตอัพหรือพวกอินโนเวชั่นของที่สหรัฐฯ เลยครับ ซึ่งตอนนั้นก็รู้สึกตัวได้ว่า ชอบ รู้สึกว่าการทำงานของเราได้ช่วยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ได้ช่วยขยายธุรกิจ ทำให้ตั้งแต่ตอนนั้นก็เริ่มรู้สึกว่า แองเจิ้ล หรือ VC มีความน่าสนใจ”

นฤศันส์อธิบายว่า VC คือการที่เราเอาเงินเข้าไปไม่เพียงแต่ช่วยในเรื่องของเงินทุนเท่านั้น แต่ยังไปช่วยทำ synergy (ประสานกำลังกัน) แล้วก็นำความเชี่ยวชาญชำนาญการของเราไปช่วยทางด้านธุรกิจ หรือแม้กระทั่งด้านการเงิน ซึ่งเจ้าของธุรกิจ (business owners) เหล่านี้จะมีไอเดียที่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ยังขาดความชำนาญหรือความเข้าใจในเรื่องของการทำการตลาด การจะลงทุนในตลาดอย่างไร หรือว่าจะบริหารจัดการธุรกิจหลังบ้านอย่างไร

“ด้วยความที่ว่าเราอาจจะเห็นธุรกิจมาเยอะมากกว่าเจ้าของธุรกิจในหลายหลายภาคส่วน (sector) หรือตัวอย่างของผู้ที่ประสบความสำเร็จ (success case) หรือว่ากรณีที่ล้มเหลว เราก็ได้ไปช่วยเขา ซึ่งส่วนนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นเลย แล้วพอกลับมาไทยช่วงปี 2012- 2013 ตอนนั้น แนวคิดเรื่องกองทุนแองเจิลก็ยังมาไม่ถึงไทย ตอนนั้นก็เลยทดไว้ในใจก่อนว่าเราอยากทำอะไรประมาณนี้  

เรียกได้ว่า เป็นความอยากส่วนตัวของ นฤศันส์ที่จะทำ VC  ทําแองเจิ้ล ฟันด์ ทํากองทุนที่ช่วยผู้ประกอบการ ดังนั้น พออินโนสเปซเปิดขึ้นมา จึงค่อนข้างตรงกับคุณค่าที่เจ้าตัวตั้งมั่นไว้ตั้งแต่กลับจากต่างประเทศว่าต้องการจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศไทย

“พอมีอินโนสเปซ ผมคิดว่ามาทิศทางนี้ (direction) ถูกต้องแล้ว โดยหลังกลับจากเรียนต่างประเทศ ผมไปสมัครงานพวกธนาคารก่อน ที่แรกที่สมัครคือธนาคารทีเอ็มบี ตอนนั้นรู้สึกว่าตนเองมาทางการลงทุนแล้ว (investment) คือเรียนจบมาเกี่ยวกับสายนี้ ก็เลยรู้สึกอยากทําเกี่ยวกับงานด้านการเงินการลงทุนก่อนในช่วงแรก หลังจากนั้นก็ไปอยู่ในส่วนของสินเชื่อที่ทีเอ็มบี ก่อนย้ายมาอยู่ซัมซุง โดยก่อนไปเรียนต่างประเทศ ผมทำงานที่ล็อกซ์เลย์ที่เดียวเลยอยู่ประมาณ 4 ปี โดยเริ่มงานจากสายเทคโนโลยีก่อนจะเปลี่ยนมาอยู่ในส่วนของการเงิน (finance) ทำให้ตอนเรียนปริญญาโท ได้เปลี่ยนมาเป็นไฟแนนซ์ (การเงิน) แล้วก็กลับมาทำงานที่ ทีเอ็มบี แล้วก็ซัมซุง Prime Seeds แล้วก็ อินโนสเปซ ครับ ซึ่งอินโนสเปซเป็นที่ที่สี่หลังจบปริญญาโท ส่วนการทำงานกับทางกรุงไทยเป็นในลักษณะของที่ปรึกษา ดูแลโปรเจ็กต์ลูกค้าภาครัฐ เช่น กรุงไทย การไฟฟ้า เป็นต้น”

สำหรับการทำงานกับอินโนสเปซ นฤศันส์ เริ่มต้นจากตำแหน่ง Head of Investment (หัวหน้าฝ่ายการลงทุน) อยู่ 3 ปี ก่อนมารับตำแหน่ง Acting CEO (รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร) และได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา

จาก Bridge Fund สู่ New Investment Theme

นฤศันส์เล่าว่า ในช่วงปีแรกที่เข้ามารับหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายการลงทุนคือช่วงโควิดพอดี ดังนั้น การเริ่มดำเนินการ อินโนสเปซอย่างจริงจังก็คือในช่วงต้นปี 2020  ซึ่งช่วงนั้น อินโนสเปซได้ออกกองทุนที่ชื่อว่า Bridge Fund ซึ่งช่วยให้สตาร์ตอัพมีเงินสนับสนุนที่จะทำให้ผ่านช่วงเวลายากลำบากของโควิดไปได้ เป็น Special Situation Fund ณ ช่วงเวลานั้น โดยได้ LP (Limited Partner) สนับสนุน 14 ราย ซึ่งพอจบ Bridge Fund ซึ่งเป็นกองทุนแรกของอินโนสเปซ นฤศันส์ และอินโนสเปซก็เห็นตรงกันในการเริ่มออกแบบธีมการลงทุน (Investment Theme) ใหม่

“ตอนแรกที่เข้ามา อินโนสเปซมีแค่บอดี้ที่เป็นบอร์ด ซึ่งผมก็เข้าไปเป็นพนักงานคนแรกเลย ก็รับหน้าที่ไปออกแบบตรงนั้นตรงนี้ว่าจะแบ่งเงินอย่างไร ใช้กับอะไรบ้าง แล้วก็ตัดสินใจออกกองทุน Bridge Fund นั่นแหละ ออกมาเป็นกองแรกของอินโนสเปซพอปิดกองนั้นไป เราก็เริ่มอยู่ในระบบนิเวศ (Ecosystem) นั้นมากขึ้น ทีนี้ก็ได้ไปดูว่า Deep Tech ในขั้นเริ่มต้น (Early Stage) ยังคงเป็นช่องว่าง เป็นพื้นที่ที่ยังไม่ค่อยมีใครสนับสนุน และตลาดเราเป็น CVC (ซีวีซี) ค่อนข้างเยอะอยู่แล้ว โดยเป็นกองทุนที่ลงทุนใน pre-series A อะไรที่มันไกลหน่อยเราก็เห็นว่าตรงนั้นมันยังไม่มี ตอนนั้นยังมีพวก DTAC Accelerate ที่ลงทุนในสตาร์ตอัพระดับ early stage ในฝั่งที่เป็นแพลตฟอร์ม แต่ว่าถ้าเป็น early stage ที่เป็นฝั่งเทคโนโลยีเลยจริง ๆ ไม่เกี่ยวกับแพลตฟอร์มหรือไม่ใช่ดิจิทัล มันไม่มีเลย แต่ว่าเรามีองค์ความรู้และงานวิจัยเยอะมากที่สามารถนำมาธุรกิจในเชิงพาณิชย์ได้ ผมก็เลยเริ่มปรับธีมการลงทุน (Investment Theme) ในช่วงปลายปี 2021 โดยเสนอแนวทางตรงนี้เข้าไปที่บอร์ดให้พิจารณาว่า เราลอง position ตัวเองในตำแหน่งนี้ไหม เป็น ecosystem เพราะเป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีใครเลย ดังนั้น พอสักปี 2022 ก็เริ่มลงทุนใน early stage ใน Deep Tech” 

ทั้งนี้ สิ่งที่มองหาในการลงทุนใน เทคโนโลยี Deep Tech ในระดับ early stage คือสตาร์ตอัพที่มีงานวิจัยรองรับ และต้องมี MVP แล้ว รวมถึงอาจจะลองตลาดมาแล้วสัก 6 เดือนถึงหนึ่งปี ซึ่งถ้าสตาร์ตอัพที่อยู่ในขั้นนี้ เราจะมองว่าเขาเป็น early stage หมายความว่า เริ่มเอางานวิจัยมาทำเป็นธุรกิจในเชิงพาณิชย์แล้ว (Commercialization) แล้ว

“ความแข็งแกร่งของอินโนสเปซ คือ Limited Partners ทั้ง 14 คน ที่พร้อมให้สตาร์ตอัพเริ่มเข้าตลาดได้แล้ว มีของแล้ว ได้มาใช้งานกับ LP เราแล้วก็จะได้ Business Case กลับไปเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองเพิ่มเติม เราก็เลยเอา position ตัวเอง ทั้งความแข็งแกร่งภายในของเราครับ แล้วก็ดูภายนอกด้วยว่าตรงนี้ยังไม่มีใครเล่น เราก็เลยลงไปดูตรงนั้น”

นฤศันส์ ระบุว่า Deep Tech สตาร์ตอัพส่วนใหญ่ก็จะเป็น อาจารย์ที่อาจจะ spin off ออกมาจากคณะมหาวิทยาลัย มาตั้งเป็นสตาร์ตอัพ ซึ่งตรงนี้ทางอินโนสเปซก็พิจารณาให้เขาเป็น Deep Tech early stage โดยถ้าให้แบ่งเป็นกลุ่ม ก็จะมีกลุ่มที่มาจากมหาวิทยาลัย แล้ว spin off ออกมาเป็นสตาร์ตอัพ อีกกลุ่มก็จะเป็นคนที่รู้สึกว่ามี pain point ตรงนี้ แต่ด้วย Digital Tech ปกติมันแก้ไม่ได้ ก็เลยอาจจะต้องไปหางานวิจัยมา ซึ่งการไปหางานวิจัยมาจากมหาวิทยาลัยก็จะมีอีกสองแบบย่อย ๆ ก็คือ หนึ่งเห็น pain point แล้วไปจ้างทางมหาวิทยาลัยให้ช่วยทำงานวิจัยให้หน่อย ซึ่งกรณีนี้ทำให้สตาร์ตอัพมี license ของตนเอง ส่วนแบบที่สองก็คือ ไปเอา license ของมหาวิทยาลัยออกมา โดยถ้าพูดถึง early stage ก็เป็นประมาณ 2-3 กลุ่มที่เป็นสตาร์ตอัพในประเทศไทย

จุดแข็งภายในของ InnoSpace คือเครือข่ายที่กว้างและแกร่ง

ในส่วนของจุดแข็งภายในของอินโนสเปซ นฤศันส์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่อินโนสเปซมีเครือข่าย และ LP ทุกท่านมาด้วยความที่อยากจะช่วยสร้างระบบนิเวศสตาร์ตอัพของประเทศไทย และทุกท่านก็ส่งคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเข้ามา เพราะฉะนั้น ทิศทางจากการประชุมบอร์ดของอินโนสเปซจึงค่อนข้างมีประโยชน์มาก

“ทุกคนอยากจะช่วยเอาสตาร์ตอัพที่เราลงทุนไปใช้งาน เหมือนเอาไปลองหรือว่าพยายามจะขยายเครือข่าย (network) ว่าแบบสตาร์ตอัพตัวนี้มีซัพพลายเออร์ของ LP คนไหน ส่วนไหนในงานของแต่ละบริษัท 14 รายนี้ที่สามารถเอาไปใช้งานได้บ้าง ผมว่าบอร์ดของเราทุกท่านอยากจะช่วยสตาร์ตอัพคนไทย โดยความตั้งใจที่เป็นประกาศิตของเราก็คือการลงทุนในสตาร์ตอัพที่มีผู้ก่อตั้งเป็นคนไทยเท่านั้นครับ เราไม่สามารถลงสตาร์ตอัพต่างประเทศได้”

ทั้งนี้ เจ้าตัวย้ำว่า การก่อร่างสร้างอินโนสเปซขึ้นมานั้นมีเป้าหมายหลักคือการตอบสนองจุดประสงค์ดังกล่าว คือ สนับสนุนสตาร์ตอัพของคนไทย อินโนสเปซต้องเป็นตัวเติมเต็มช่องว่าง (Gap Filling) ของระบบนิเวศนี้ ตรงไหนที่ยังไม่มีใครเล่น เราไป position ตัวเองในตรงนั้นได้ และทุกคนก็มีความคิดที่อยากจะช่วยสนับสนุนสตาร์ตอัพในประเทศไทย เรียกได้ว่า อินโนสเปซ คือผู้ที่ปิดทองหลังพระแห่งวงการสตาร์ตอัพ

“จริง ๆ แล้ว เราอยากจะลงทุนเพื่อให้สตาร์ตอัพเติบโตไปยัง series A  ซึ่งพอถึงขั้นนี้แล้ว เราก็จะค่อนข้างหมดห่วง เพราะ ณ ตอนนั้น ก็จะมีนักลงทุนที่อาจจะเข้ามาลงต่อได้ค่อนข้างเยอะแล้ว  ถ้าให้เปรียบเทียบ เราก็เป็นเหมือนโรงเรียนเตรียมอุดม ที่แบบว่าเราลงทุนในช่วงที่เขามี potential ในช่วงมัธยมปลาย พอเขาเข้ามหาวิทยาลัยไป เขาก็ไปเติบโตกับอีกคณะหนึ่ง อีกรูปแบบหนึ่งที่เขาถนัด”

แม้จะไม่รู้ว่าจะเติมเต็มได้มากน้อยแค่ไหน แต่สำหรับประเทศไทยที่ขาดแคลนนักลงทุนที่เข้าไปลงทุนในช่วงเริ่มต้นของสตาร์ตอัพมาค่อนข้างนานมากแล้ว นฤศันส์ก็ค่อนข้างมั่นใจว่า การที่อินโนสเปซเข้ามาช่วยเติมช่องว่างในพื้นที่ที่แห้งแล้งดังกล่าวได้แน่นอน อย่างน้อยก็ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา อินโนสเปซสามารถช่วยสตาร์ตอัพหลายรายให้ผ่านวิกฤติโควิดมาได้ ขณะเดียวกันก็มีสตาร์ตอัพประมาณ 4 – 5 ราย ที่อินโนสเปซเป็นสถาบันแห่งแรกที่ลงทุน เป็น first investment ที่สตาร์ตอัพดังกล่าวสามารถระดมทุนได้ก็มี

“ผมว่ามันช่วยต่ออายุธุรกิจของเรา อีกเรื่องหนึ่งก็คือช่วยให้เขาสามารถพัฒนา หรือไปทําเรื่องลงทุนเพื่อต่อยอดต่อไปได้ ซึ่งในส่วนนี้ ผมว่าเรา (อินโนสเปซ) ช่วยในส่วนนี้ ซึ่งสตาร์ตอัพก็มีการฟีดแบคกลับมาว่า ถ้าตอนนั้นไม่ได้อินโนสเปซมาช่วย สตาร์ตอัพของเขาก็ลําบากเหมือนกัน”

ทั้งนี้ LP ทั้ง 14 รายของ อินโนสเปซ ส่วนใหญ่ประกอบด้วยหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและภาครัฐ ปัจจุบันมีเงินลงทุนทั้งหมด 735 ล้านบาท มีการลงทุนไปแล้ว 92 ล้านบาท หรือ 1 ใน 6 ของจำนวนกองทุนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าในวงการ VC ของสตาร์ตอัพ ขนาดกองทุนของอินโนสเปซในระดับนี้จะไม่ได้ถือว่าใหญ่โต แต่การลงทุนดังกล่าวเพื่อต้องการให้เป็นการดำเนินการแรกเพื่อดูว่าคอนเซ็ปต์ของอินโนสเปซดังกล่าวใช้การได้หรือไม่

ปรับกระบวนยุทธ์จาก Matching Fund สู่ Fund of Fund

ในส่วนของอนาคต นฤศันส์ ตั้งใจจะต่อยอดด้วยการทำกองทุนในลักษณะ Fund of Fund ด้วยการขยายกองทุนที่มีอยู่ในปัจจุบัน rolling ไปเรื่อย ๆ เพื่อให้มี LP หน้าใหม่เข้ามาที่เห็นว่ามีการลงทุนอย่างไร เน้นธีมในการลงทุนอย่างไร แล้วก็ขยายจากเงินตั้งต้น 700 ล้านบาทไปเรื่อย ๆ ขณะที่ในเรื่องของการนำเงินไปใช้ (deploy) เงินที่เราลงทุนไป 92 ล้านบาท ทางอินโนสเปซ (18.42) ก็พยายามเร่งทุกปี

“แต่ว่าพอเรา มาเป็นนักลงทุนใน Deep Tech สตาร์ทอัพระดับ early stage ผมว่ามันมีหลายปัจจัยมากที่เราก็ต้องดู ตัวอย่างเช่นในบางราย พอเป็น Deep Tech ก็มีเรื่องของกฎระเบียบเข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างเยอะ อย่าง องค์การอาหารและยา (อย.) หรือว่า การขอใบอนุญาต หรือสิทธิบัตรต่าง ๆ (IP License) ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาจัดการอยู่พอสมควร”

นอกจากนี้ นฤศันส์อธิบายว่า บริษัทใช้เวลากับสตาร์ตอัพแห่งหนึ่งอย่างน้อยหนึ่งปีกว่าจะตัดสินใจลงทุน หรือบางแห่งก็รู้จักกันมานานกว่า 2 ปีก็เพิ่งจะได้ลงทุนก็มี เนื่องจากอินโนสเปซเห็นว่า การดำเนินการเบื้องหลังการลงทุนแต่ละครั้งก็คือการที่อินโนสเปซจะได้รู้จักกันก่อน เพื่อทำความเข้าใจและดูว่าสตาร์ตอัพนั้น ๆ มีจุดเด่นจุด-ด้อยอะไร ตรงไหนที่ควรจะปรับ เพื่อให้สตาร์ตอัพสามารถเข้าตลาดและดำเนินไปได้ด้วยดี

“เพราะฉะนั้น เราใช้เวลากับการสกรีนนิ่ง Deep Tech สตาร์ตอัพค่อนข้างเยอะ รวมถึงใช้เวลากับการให้คําปรึกษามาเรื่อยๆ จนถึงวันหนึ่งที่เราคิดว่าสตาร์ตอัพรายนี้สามารถเอาเงินไปพัฒนาต่อได้อย่างตรงเป้าหมาย เราถึงค่อยร่วมลงทุน ดังนั้น ตัวสตาร์ตอัพที่เราลงทุนอาจไม่เยอะ แต่ว่า pipeline เราค่อนข้างค่อนข้างเยอะ อีกทั้งตัวไหนที่ค่อนข้างน่าลงทุน (investible) มีความเหมาะสมทั้งในเรื่องของจังหวะเวลา และตัวผลิตภัณฑ์ อินโนสเปซจึงค่อยนำเงินไปลงทุน”

สรุปก็คือที่ทางกองทุนยังไม่ขนาดไม่ใหญ่เพราะ Deep Tech สตาร์ตอัพของไทยยังมีไม่เยอะ และขั้นตอนในการฟูมฟักสตาร์ตอัพ Deep Tech แต่ละรายในช่วง early stage ให้พร้อมสำหรับเงินลงทุนค่อนข้างใช้เวลานาน กระนั้น นฤศันส์ยืนยันว่า ในส่วนของขั้นตอนการพิจารณาเพื่อให้เงินลงทุนนั้นใช้เวลาไม่นาน

ในส่วนของการขยายกองทุนต่อยอดเป็น Fund of Fund ทาง นฤศันส์อธิบายว่า จากปัจจุบันที่มีกองทุนมูลค่า 735 ล้านบาทอยู่ พร้อมด้วย LP  14 คน ในอนาคตอินโนสเปซกำลังวางแผนตั้งกองทุนใหม่ โดยทางอินโนสเปซจะตั้งต้นให้หนึ่งร้อยล้านบาท แล้วหา LP คนที่ 15 มาลงเป็นอีกกองหนึ่ง เพื่อมาลงทุนในธีมอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น Food Tech เป็นต้น

ถือเป็นการขยายทุนอย่างเนื่อง ขณะที่ Innovation One เป็น matching fund ที่ทำร่วมกับสภาอุตสาหกรรม โดยมีคอนเซ็ปต์ที่ต่างจาก Fund of Fund คือทางสภาอุตสาหกรรมจะเป็นผู้บริหารจัดการเงินลงทุนเอง ถ้ามีการลงทุนเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่นกรณีที่เพิ่งมีการลงทุนล่าสุด อย่าง ยูนิฟา พอทางอินโนสเปซอนุมัติการลงทุน มีการทำสัญญาเรียบร้อย ทางบริษัทก็จะแจ้งต่อทาง Innovation One ว่า เรามีการลงทุนในยูนิฟาเป็นเงินเท่านั้นเท่านี้ ทาง Innovation One ก็จะพิจารณาแยกในส่วนของตนเองว่า อินโนสเปซลงแล้วนะ ทาง Innovation One จะลงทุนตามหรือไม่ โดยเป็นการลงทุน 1:1 คือจำนวนเท่ากับเงินที่อินโนสเปซลงทุนไป เพราะฉะนั้น ถ้าดูลึกลงไปในรายละเอียด ก็จะมีการลงนามในสัญญา ฉบับหนึ่งคือยูนิฟากับอินโนสเปซ อีกฉบับหนึ่งก็คือ ยูนิฟากับกองทุน Innovation One“

เพราะฉะนั้น ลักษณะแบบนี้คือรูปแบบหนึ่งของ matching fund  ที่ทางอินโนสเปซเริ่มนำร่องไปก่อน แล้วสอบถามไปทางกองทุน Innovation one ว่าสนใจจะลงทุนกับทางกองทุนดังกล่าวหรือไม่ โดยที่คนจะลงทุนตามได้เห็นในกระบวนการการคัดกรอง คัดเลือก และตัดสินใจลงทุนของอินโนสเปซจึงเกิดความเชื่อใจ มั่นใจแล้วจึงลงทุนตาม (22.05)

ลักษณะของ matching fund จะเป็นแบบสัญญาต่อสัญญา คือสัญญาฉบับแรกเป็นสัญญากับทางอินโนสเปซ แล้วแจ้งให้เขาทราบว่าเขาจะลงทุนตามหรือไม่ ซึ่งจำนวนเงินลงทุนก็จะเป็นแบบ 1:1 หมายความว่า เขาจะลงทุนเท่ากับจำนวนที่อินโนสเปซลงทุน เพราะฉะนั้นสัญญาก็จะเป็นแบบสองฉบับ คือกับอินโนสเปซฉบับหนึ่ง แล้วก็กองทุนอินโนเวชั่น วัน อีกฉบับหนึ่ง โดยที่ทางอินโนสเปซจะแชร์ข้อมูลและบทวิเคราะห์ที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจการลงทุนให้กับทางอินโนเวชั่น วัน เพื่อให้ทางคณะกรรมการกองทุนอินโนเวชั่น วัน ดำเนินการพิจารณา ถ้าเห็นด้วยก็ตัดสินใจลงทุนตามได้เลย” 

นฤศันส์กล่าวว่า กระบวนการข้างต้นในการคัดเลือก พิจารณา และแบ่งปันข้อมูลให้กับทางกองทุนอินโนเวชั่น วันของทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของอินโนสเปซ ในการ “ปรับ ปั้น” ให้สตาร์ตอัพที่มีศักยภาพได้รับเงินลงทุนและเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

“ถือเป็นความสำเร็จของเราที่เราลงทุนแล้วเราผลักดันให้เค้ามีการลงทุนต่อยอดอื่น ๆ ตามมา สำหรับสตาร์ตอัพก็เหมือนกับการมี Single Proposal คือมาคุยกับทางอินโนสเปซที่เดียว แต่มีการลงทุนจากที่อื่น ๆ 2-3 เท่าตามมา กับทางสภาอุตสาหกรรมก็เป็นความร่วมมือที่ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งนอกจากสภาอุตสาหกรรมแล้ว ทางอินโนสเปซยังได้ลงนามในเอ็มโอยูในลักษณะที่คล้ายกันนี้กับทางดีป้า (สำนักงานส่งเสริมสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล) พร้อมด้วยหน่วยงานอื่น ๆ เช่น เคฟิน หรือ VC อื่นฯ เพื่อลงทุนในสตาร์ตอัพด้านดิจิทัลเทคโนโลยี หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที)”

สำหรับความร่วมมือกับทาง ดีป้า นฤศันส์อธิบายว่า ลักษณะจะคล้ายกับความร่วมมือกับทางสภาอุตสาหกรรม โดยดีป้าจจะดูและลงทุนตาม อินโนสเปซ ซึ่งทางอินโนสเปซจะแจ้งให้ทราบ แชร์ข้อมูลและบทวิเคราะห์ให้ แล้ว ทางดีป้า ภายใต้กองทุน ดีป้าเวนเจอร์ก็จะมีคณะกรรมการพิจารณาว่าจะลงทุนตามอินโนสเปซอีกทีหรือไม่

ทั้งนี้ สตาร์ทอัพที่ทางอินโนสเปซลงทุนร่วมกันกับทางดีป้า และบีคอนก็มีหลายตัวเช่นกัน โดยล่าสุดก็จะมีสตาร์ตอัพเกี่ยวกับ electronic noses ที่เพิ่งเซ็นสัญญาไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คือ นิวอายโรโบติกส์สตาร์ทอัพสัญชาติไทยที่ใช้การแปลตัวจับสัญญาณความรู้สึก (Sensory) มาเป็นตัวเลข เป็นการวิเคราะห์ โดย sensory แรกที่สตาร์ตอัพแห่งนี้เริ่มก็คือ “กลิ่น” ดังนั้นจึงใช้ชื่อว่า Electronic noses

“แอปพลิเคชันที่สตาร์ตอัพรายนี้ใช้ มี 2 เรื่อง เรื่องแรกคือเอาไปใช้ในพวกโรงงานผลิตอาหาร จำพวกโรงงานแปรรูปอาหาร เช่นไส้กรอก ข้าวผัด หรืออาหารแช่แข็งทั้งหลายที่เราทานกัน เอาไปไว้ในไลน์การผลิตเพื่อเอาไปตรวจกลิ่นว่าให้กลิ่นของอาหารมีมาตรฐานที่เป็นแบบเดียวกัน จากนั้นก็เอาไปใช้กับแฟรนไชส์กาแฟร้านหนึ่ง คือเอาไปดมกลิ่นให้รู้ว่ากาแฟแต่ละตัวต้องคั่วกลิ่นในระดับนี้ เพื่อให้สร้างกลิ่นที่เป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกสาขาของแบรนด์”

จากแอปพลิเคชั่ชนแรกที่เกี่ยวกับอาหาร แอปพลิเคชันที่สองที่นำมาใช้จะเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการนำไปตั้งที่โรงงานเพื่อดูว่ากลิ่นแบบนี้ของโรงงานเกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกําหนดไว้ ซึ่งสตาร์ตอัพตัวนี้เป็นการต่อยอดจากงานวิจัยที่ตัวผู้ประกอบการได้ใบอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหิดล 25.58

“สตาร์ตอัพรายนี้เป็นอีกหนึ่งที่เรากำลังแมทชิ่งอยู่กับทางสภาอุตสาหกรรมและดีป้า เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า สตาร์ตอัพเข้ามาคุยกับอินโนสเปซครั้งเดียว ด้วยหนึ่ง proposal ที่มี แต่ทางสตาร์ตอัพอาจจะได้รับพิจารณาจากนักลงทุนมากสุดถึง 3 เท่า คือได้จากอินโนสเปซ สภาอุตสาหกรรม และดีป้า”

คอนเซ็ปต์ FUND of FUND คือทุนต่อทุนที่ต่อเนื่อง

สิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นสำหรับ Innospace ในปี 2024 ก็คือ Fund of Fund โดย นฤศันส์อธิบายว่า เป็นการที่อินโนสเปซเข้าไปช่วยกันบริหารจัดการกองทุน (manage fund) นั้นเลย แต่ว่าทางอินโนสเปซ จะมี body ขึ้นมาเพื่อพิจารณา ยกตัวอย่างเช่น สมมติ เราอยากตั้งกองทุน fund of fund อีกกองหนึ่งขึ้นมาเพื่อลงทุนเรื่อง food tech ในไทยเพียงอย่างเดียว ก็อาจจะมีผู้สนใจที่เข้ามาช่วยลงเงินกับทางอินโนสเปซ โดยที่ทางอินโนสเปซ (27.15) จะตั้งเงินไว้จํานวนหนึ่งครับ 50 ล้าน หรือ 100 ล้านเพื่อตั้งต้น จากนั้นแอลพีรายหนึ่งก็อาจจะเข้ามาบอกว่า ผมสนใจเรื่อง food tech มากเลยแต่ผมไม่ได้มี expertise ทางด้านการลงทุนหรือว่าการพิจารณาสตาร์ตอัพ LP รายนี้ ก็อาจจะให้เงินประมาณ 100-200 ล้านบาท ทำให้รวมกันทั้งหมดอาจจะเป็น 300 ล้านบาทเพื่อเป็น food tech fund ซึ่งกองทุนตัวนี้ก็จะมีบอดี มีการบริหารเพื่อจัดการการลงทุนที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีอาหารร่วมกัน

ลักษณะข้างต้นนี้คือคอนเซ็ปต์ใหม่ของกองทุน Fund of Fund ที่ทางอินโนสเปซจะเข้าไปบริหารจัดการกองทุนนั้นเลย ไม่ใช่แมทชิ่งที่เราทำอยู่แล้ว

ทั้งนี้ใน ปี 2024 การจัดทำ fund of fund เป็นเรื่องี่ต้องใช้เวลา ดังนั้นจึงยังไม่สามารถให้คำมั่นได้ว่าจะมีกองทุน Fund of Fund ออกมาสักกี่กองทุน แต่แนวทางในการขยายกองทุนของอินโนสเปซจะเป็นไปในแนวทางในลักษณะของ Fund of Fund 28.08 ขณะที่ในส่วนของกองทุนมูลค่า 700 กว่าล้านบาท ทางอินโนสเปซมีแผนที่จะใช้ไปจนถึงประมาณปี 2028 หรืออีกราวสองปีข้างหน้า

สิ่งสำคัญคือช้าแต่ชัวร์

แม้ว่าผ่านมาสามปี กองทุนอินโนสเปซจะมีการลงทุนไปแค่หนึ่งร้อยล้านบาท แต่ทาง นฤศันส์ ก็มองว่า ที่ผ่านมาเป็นเรื่องของการวางพื้นฐานให้แน่นเพื่อให้การลงทุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งขณะนี้ พื้นฐานแน่นดีแล้ว ดังนั้น ก็จะได้เห็นการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้นของทางอินโนสเปซ ภายใต้ขนาดที่เพิ่มขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องการใช้เงิน เจ้าตัวมองว่า อินโนสเปซก็น่าจะทำได้ คือหมายถึงว่าสตาร์ตอัพจะมีความพร้อมให้เราลงทุนมากขึ้นภายในปีหลังจากนี้ เพราะสตาร์ตอัพที่อินโนสเปซมีก็เป็นสตาร์ตอัพที่มีการคุยกันมาตั้งแต่ปี 2021-2022 โดยมีประมาณ 20 ราย แต่ละรายมีศักยภาพที่จะลงทุน ซึ่งสตาร์ตอัพที่พร้อมจะลงทุนในปีนี้เราน่าจะมีสัก 5 – 7 รายโดยประมาณ แต่ก็อาจจะมีบางรายที่อาจจะต้องใช้เวลาดูว่าสตาร์ตอัพรายนี้จะ pilot ตลาดไปได้ดีมากน้อยแค่ไหน

“เรามีการแบ่งคล้าย ๆ tier ไว้ครับ คือ tier นี้ประมาณ 5-6 ตัวที่พร้อมให้เราลงทุนแล้วในปีนี้ ซึ่งถ้าเป็น early stage เลยนะครับ เราก็เริ่มลงทุนให้ที่ 1 – 3 แสนดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3 -10 ล้านบาท แล้วแต่ศักยภาพของสตาร์ตอัพรายนั้น ๆ”

อย่างไรก็ตาม นฤศันส์ชี้ว่า ในส่วนของเงิน ทางอินโนสเปซจะมีคอนเซ็ปต์ว่า การลงทุนตั้งต้นในตอนแรกอาจจะไม่เยอะ คือ 3 ล้าน 7 ล้าน หรือ 10 ล้าน ซึ่งเป็นตัวเลขการลงทุนที่ไม่เยอะ แต่ในการระดมทุนครั้งถัดไป โอกาสที่จะฟอลโลว์หรือติดตามต่อให้สตาร์ทอัพรายนั้นๆ เพิ่มอีกก็มีค่อนข้างเยอะ ภายใต้เงื่อนไขที่สตาร์ทอัพสามารถทำได้ตามที่พูดคุยกันไว้ เช่น อีก สองปีถ้าจะมีการระดมทุนเพิ่ม ซึ่งถ้ามีจุดหลายจุดที่ดีขึ้น จนทำให้มั่นใจได้ว่ามีศักยภาพในการเติบโต แบบนี้ทางอินโนสเปซ รวมถึงนักลงทุนทั้งหลายก็พร้อมจะติดตามลงทุนต่อเช่นกัน

เรียกว่าทางอินโนสเปซใช้นโยบายลงไม้แรกก่อน แล้วค่อยมีการลงทุนและระดุมทุนเพิ่มเติมตามมาในภายหลัง

“จริง ๆ ถ้าดูเรื่องของVC ในช่วง early stage ในกลุ่มของ deep tech ด้วย มันก็มีความเสี่ยงค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้น ticket แรกที่เราลงมันอาจจะดูไม่เยอะ แต่ว่าถ้า ticket ที่สอง เราก็พร้อมเพิ่ม เราเริ่ม 200,000 เหรียญ ก็สตาร์9ประมาณ 10 ล้านไปถึงไปถึง 30 ล้าน”

ทั้งนี้ ระหว่างการลงทุนใน 5-6 สตาร์ตอัพในปีนี้ที่มีศักยภาพจากทั้งหมด 20 รายซึ่งอยู่ใน pipeline ของอินโนสเปซ รวมถึงพิจารณาลงทุนในสตาร์ตอัพส่วนที่เหลือเมื่อสตาร์ตอัพรายนั้น ๆ พร้อมในปีถัดไป นฤศันส์กล่าวว่าอีกทางหนึ่งทางอินโนสเปซก็ต้องมองหาสตาร์ตอัพที่มีศักยภาพ (potential Startup) เติมเข้ามาอยู่ใน pipeline เพิ่มเช่นเดียวกัน

“เป็นการเติมสตาร์ตอัพที่มีแนวโน้มเติบโตต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยการเรียนรู้ของเราเป็นการเรียนรู้ที่ต้องใช้เวลากับสตาร์ตอัพกว่าที่เราจะลงทุนลงไป คือตั้งแต่ที่เราเริ่มเข้ามาจนกว่าที่เราจะลงทุนได้ ต้องรอเทคโนโลยีพร้อม รอจนกว่าที่ตลาดจะสามารถไปได้ หรือทำได้”

กระบวนการขั้นตอนที่ใช้เวลานาน อาจฟังดูล่าช้าในมุมของโลกเทคโนโลยีที่มีการปรับตัวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ นฤศันส์ย้ำว่า ในมุมของ Deep Tech การเปลี่ยนแปลงพัฒนาในแวดวงเทคโนโลยีที่มีอยู่ไม่ค่อยมีผลกระทบต่อ Deep Tech มากเท่ากับในกลุ่มสตาร์ตอัพประเภทดิจิทัล เทค (Digital Tech) ที่จะได้รับผลกระทบมากกว่า เพราะว่าถ้าช้ากว่าตลาด การลงทุนใน Digital Tech ก็ย่อมจะสายเกินไป (Too Late) ที่จะลงทุนแล้ว

Deep Tech สตาร์ทอัพไม่เซ็กซี่แต่เร้าใจ

ทั้งนี้ พอเป็น Deep Tech สตาร์ตอัพ นฤศันส์ มองเห็นอีกมุมมองหนึ่งว่า Deep Tech เหล่านี้ ต่อให้ตลาดมันไปเร็วแค่ไหน แต่คนที่จะสามารถทําเลียนแบบอาจจะไม่ได้มีเร็วขนาดเท่าเทคโนโลยีด้านอื่น ๆ เพราะว่าเทคโนโลยีแต่ละตัวของ Deep Tech สตาร์ตอัพรายหนึ่งอาจจะใช้เวลาแบบทําวิจัยมา 3 – 5 ปีหรือมากกว่านั้น เพื่อที่จะให้ได้เทคโนโลยีที่จะเป็น core technology ซึ่งลอกเลียนแบบได้ยาก เพราะฉะนั้น นฤศันส์จึงมองว่า การลงทุนใน Deep Tech สตาร์ตอัพจึงเป็นคนละมุมมองกับเรื่อง Digital Tech ที่ถ้าตลาดมันเร็วแล้วเรายังไม่ได้ มันก็มีความเสี่ยง แต่ในส่วนของ Deep Tech ความเสี่ยงย่อมมีเช่นกัน แต่มันอาจจะไม่เยอะเท่า Digital Tech แต่ว่าด้วยความที่พอเป็น Deep Tech แล้ว มีใบรับรองทรัพย์สินทางปัญญา มีสิทธิบัตร (IP) มารองรับแบ็คอัพอยู่แล้ว มันจึงยิ่งเป็นคนละแบบ

“ผมว่าการเรียนรู้ของเรา มีสตาร์ตอัพ Deep Tech บางรายที่เขาใช้เวลาทำงานวิจัยมากว่า 30 ปี แล้วพอเขาเข้าตลาดปุ๊บ ก็จะสามารถทำกําไรเลยตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มดำเนินการ (operate) เป็นส่วนใหญ่ ส่วนในเรื่องการใช้เงิน ก็มักจะเป็นการใช้เงินไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี หรือเรื่องไปหาทีมขายเพิ่ม อะไรประมาณนี้ครับ เพราะพอเขาเข้าตลาดได้จริงๆ ปีแรกก็กําไรเลย เลยต้องหาทีมขายมาช่วย ดังนั้น มันอาจจะเป็นคนละเส้นทางกับดิจิทัล เทคที่เราเห็นกันอยู่”

เรียกได้ว่า Deep Tech ไม่ได้มีความเซ็กซี่หวือหวาอย่างที่คุ้นเคยกันทั่วไปจากการลงทุนในสตาร์ตอัพหน้าใหม่ แต่มีความแข็งแกร่ง เนื่องจาก Deep Tech เป็นเทคโนโลยีพื้นฐาน (Fundamental Tech) ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะฟูมฟัก แต่เมื่อประสบความสำเร็จแล้ว สตาร์ทอัพในสาย Deep Tech ย่อมแข็งแกร่งอย่างไม่ต้องสงสัย

อย่างไรก็ตาม แม้ในสายตาของคนส่วนใหญ่จะไม่ได้เห็นความเซ็กซี่ในการลงทุนใน Deep Tech แต่สำหรับ นฤศันส์การลงทุนใน Deep Tech ก็มีความเซ็กซี่ที่คาดไม่ถึงเช่นกัน

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมมีความสุขกับการทำงานที่อินโนสเปซ เพราะว่าเราเจอสตาร์ตอัพ Deep Tech บางตัวที่เราเองก็คิดไม่ถึงว่า คนไทยมีเทคโนโลยีแบบนี้นะ ซึ่งมีเยอะครับ มันอาจจะเป็นความเซ็กซี่ในแง่มุมที่เป็นเรื่องของนวัตกรรม เรื่องงานวิจัยเชิงลึกหน่อย”

ดังนั้น คำว่าไม่เซ็กซี่ของคนส่วนใหญ่อาจจะหมายถึงว่า ไม่เซ็กซี่ในความหวือหวาในแง่ของการทําการตลาด (marketing) หรือ ความ mass มาก อย่างไรก็ตาม หากมองในมิติของนวัตกรรม สตาร์ตอัพ Deep Tech ย่อมมีความเซ็กซี่อย่างมาก

จากสะพานเชื่อมสตาร์ตอัพสู่ธีม Deep Tech

จากจุดเริ่มต้นในปี 2020 ของการก่อตั้งอินโนสเปซที่ทำตัวเป็นสะพานเชื่อมการลงทุนในสตาร์ตอัพมาสู่การสร้างธีมการลงทุนใน Deep Tech ซึ่งเปิดตัวไปในช่วงปลายปี 2021 นฤศันส์อธิบายว่า สตาร์ตอัพ 14 ตัวแรกที่ลงทุนค่อนข้างมีความหลากหลาย ไม่ใช่ Deep Tech ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น QQ หรือ Freshket เนื่องจากทั้งหมดเป็นเสมือนการเรียนรู้เพื่อทดสอบตลาดการลงทุนในสตาร์ตอัพของอินโนสเปซเอง บวกกับความต้องการช่วยให้สตาร์ตอัพที่มีศักยภาพทั้งหมดสามารถประคองตัวผ่านวิกฤตช่วงโควิด-19 ระบาดไปได้

เพราะฉะนั้น ในช่วงแรก อินโนสเปซจึงพิจารณาจากศักยภาพและความสามารถในการเติบโตของสตาร์ตอัพแต่ละรายเป็นหลัก แต่หลังจากนั้นก็เป็นการตั้งหลัก หรือตั้งลำแล้วว่าทางอินโนสเปซจะมีทิศทาง (direction) ที่จะมุ่งไปในการลงทุนสตาร์ตอัพ Deep Tech ในช่วง early stage แม้ว่าในช่วงเริ่มต้นที่บุกเบิกอินโนสเปซมาจะเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างจะวุ่นวาย ทำให้อินโนสเปซเป็น Special Innovation Fund ที่มุ่งให้ความช่วยเหลือสตาร์ตอัพก่อน

“ช่วงที่อินโนสเปซเป็น Bridge Fund พอร์ตของอินโนสเปซจะมีความหลากหลายอยู่ คือมีการผสมผสานทั้ง แพลตฟอร์ม และดิจิทัล เทคต”

ส่วนใน Deep Tech ช่วง early stage นอกจากจะมีการลงทุนในแง่ของ การลงทุน (Investment) และ Fund of Fund แล้ว ยังมีการลงทุนอีกขาหนึ่งที่เรียกว่า accelerator ซึ่งทางอินโนสเปซเพิ่งจะมีการแถลข่าวเปิดตัวไป โดย นฤศันส์อธิบายว่า การลงทุนในแง่ accelerator นี้เป็นเรื่องที่มีการพูดคุยหารือกับทางบอร์ดของอินโนสเปซมาโดยตลอด เพื่อมองหาว่าทางอินโนสเปซจะสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกับ Deep Tech สตาร์ตอัพได้ในส่วนไหนบ้าง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากขนาดของทีมอินโนสเปซที่เป็นทีมเล็ก ดังนั้นทางอินโนสเปซจึงไม่ได้ตั้งเป็น accelerator ของตนเอง แต่จะเน้นไปในส่วนของการร่วมมือเป็นพันธมิตร (Partnership) กับคนที่ทําอยู่แล้วมากกว่า

“เราน่าจะมีประโยชน์ แล้วก็น่าจะสามารถให้การสนับสนุน (contribute) ได้เยอะกว่า เนื่องจากเรามี LP อยู่ครับ ทางทีมเราอาจจะไม่ได้ตั้งเป็นอินโนสเปซ accelerator ครับ”

ส่วนที่ถามว่า accelerator มีความสำคัญอย่างไรสำหรับ Deep Tech สตาร์ตอัพช่วง early stage ทาง นฤศันส์อธิบายด้วยการยกตัวอย่างถึงโปรแกรมความร่วมมือกับทางตลาดหลักทรัพย์ ภายใต้โครงการ Life Exchange ที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน

“เราพยายามมองว่าทางอินโนสเปซจะสามารถเข้าไปช่วยตรงไหนได้บ้างกับโครงการ accelerator หรือว่าในต่างประเทศที่เรามองพาร์ตเนอร์ไว้ เช่น Wild Dasher ที่ทางอินโนสเปซได้ลงนาม MOU ร่วมกันไว้ ซึ่งอีกเดี๋ยวเขาน่าจะมีโปรแกรม accelerator ให้เห็น เราก็พยายามจะช่วยเป็นคณะกรรมการ หรือช่วยเป็นทีมทํางาน ในการที่จะเฟ้นหา (screen) สตาร์ตอัพไทย เพื่อส่งเขาเข้า accelerator ที่เกาหลีใต้ หรือที่ฮ่องกงที่เป็น HKTDC ซึ่งทางนั้นเขาจะมีการมาค้นหา (sourcing) สตาร์ตอัพไทยเพื่อไปเข้า accelerator ของเขา เราเป็นเหมือนคล้าย ๆ กับ One-Stop Service ละกัน เหมือนเขาเข้ามาคุยกับเรา”

“ด้วยความที่ว่าเราเจอสตาร์ตอัพที่เป็น Deep Tech ในช่วง early stage ค่อนข้างเยอะ เราก็อาจจะให้การสนับสนุนส่งเสริม (dominate) ในส่วนนั้นไป ซึ่งมีสตาร์ตอัพทั้งในตัวที่อยู่ในพอร์ตของเรา หรือตัวที่เราคุยอยู่ใน pipeline เมื่อเห็นว่ามีศักยภาพก็จะส่งเขาเข้าไปใน accelerator นั้น ๆ”

จนถึงขณะนี้ อินโนสเปซมีสตาร์ตอัพที่ให้การสนับสนุนแล้วทั้งหมด 18 ราย โดยเป็นส่วนที่อยู่ใน Bridge Fund ประมาณ 14 รายครับ ส่วนอีก 4 รายก็เป็น Deep Tech ซึ่งในสตาร์ทอัพ Deep Tech มีหนึ่งรายที่ Exit ไปแล้ว ทำให้ปัจจุบัน อินโนสเปซมีสตาร์ตอัพที่อยู่ในการดูแลในพอร์ตทั้งหมด 17 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นสตาร์ตอัพที่ทางอินโนสเปซยังคงถือหุ้นอยู่

อย่างไรก็ตาม นฤศันส์ชี้ว่า ถ้านับ Deep Tech ในพอร์ตของอินโนสปซจริง ๆ ณ ตอนนี้ โดยรวมในส่วนของ Deep Tech สตาร์ตอัพที่มีอยู่ใน Bridge Fund ก็จะมีประมาณ 7 – 8 ตัว ซึ่งในปี 2024 นี้ด้วยธีมการลงทุนที่มุ่งเน้น Deep Tech ดังนั้นสตาร์ตอัพใหม่ ๆ ที่จะเติมเข้าพอร์ทของอินโนสเปซก็จะเป็น Deep Tech ทั้งหมดจากใน pipeline ที่มีอยู่แล้ว 20 ราย โดยใน 20 รายนี้จะมีการลงทุนในปี 2024 นี้อยู่ที่ประมาณ 5 – 6 ตัว

ในส่วนของการดำเนินการของอินโนสเปซ ขาแรกก็จะเป็นการเข้าไปลงทุนเอง กับการหาพาร์ตเนอร์ที่มาเป็นส่วนเสริมในการคอย follow on อย่าง ดีเวนเจอร์ ของ ดีป้า หรือ อินโนเวชั่น วัน ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ขณะเดียวกัน ทางอินโนสเปซก็จะมีการขยายไปทำ Fund of Fund มากขึ้น รวมถึงการไปร่วมมือกับทาง accelerator มากขึ้น โดยในสองส่วนหลังคือ Fund of Fund กับ Accelerator จะเป็นการทำงานร่วมกันกับพันธมิตรและพาร์ทเนอร์ในอุตสาหกรรม

เป้าหมายสูงสุดคือเพิ่มยูนิคอร์นสัญชาติไทยให้มากที่สุด

เป้าหมายในระยะสั้นของอินโนสเปซ นฤศันส์ระบุว่า ภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปีนี้ ประเทศไทยน่าจะได้เห็น Deep Tech สตาร์ตอัพที่อยู่ในตลาดเยอะขึ้นแน่นอน ขณะที่ในส่วนของอินโนสเปซเองก็พยายามจะเสาะแสวงหา Deep Tech สตาร์ตอัพหน้าใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโต แล้วพาเข้าตลาดให้มากขึ้น 

“ผมว่าสิ่งหนึ่งที่อินโนสเปซมองในระยะสั้นก็คือ เราสนับสนุนฐานพีระมิดของสตาร์ตอัพ Deep Tech ในช่วง early stage ให้มันใหญ่ขึ้นนะครับ ซึ่ง 2-3 ปีหลังมานี้จะเห็นว่าในไทย ฐานพีระมิดของสตาร์ตอัพที่เกิดใหม่ในช่วงนี้มันน้อยลง พอมีน้อยลง ตัว CVC หรือ VC ปกติทีเขาลงทุนใน early stage เขาก็จะเริ่มรู้สึกว่าของน้อยแล้ว พอฐานพีระมิดแคบ ข้างบนของพีระมิดก็จะยิ่งเล็กลง ช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมานี้ เราพยายามขยายฐานพีระมิดตรงนี้ให้เยอะขึ้น ตรงนี้เป็นวัตถุประสงค์ของรา อินโนสเปซ ที่เราอยากจะสนับสนุนในส่วนของ early stage เพื่อที่จะให้สตาร์ตอัพเหลานี้ไปต่อได้ พอเขาไปต่อได้ ตัวเลือกของ VC ในช่วง Series A หรือ Series B ก็จะเยอะขึ้นด้วย ส่วนนี้เป็นความคาดหวังของเราที่จะช่วยให้มีสตาร์ตอัพเยอะขึ้นต”

อีกประการหนึ่ง นฤศันส์ชี้ว่า หากไปดูในเรื่องของการลงทุน ทางอินโนสเปซเองก็พยายามหาสตาร์ตอัพที่มีโซลูชันที่จะสร้างผลกระทบ(impact) ต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธีมการลงทุนของสตาร์ตอัพโดยตรง ทั้งเรื่องอุตสาหกรรม หรือ อาหาร ที่เป็นภาคส่วนเศรษฐกิจหลัก (key sector) ของประเทศไทยอยู่แล้ว

“เราพยายามจะสนับสนุน Deep Tech สตาร์ตอัพพวกนี้ ให้ออกมาอยู่บนเวทีในตลาดมากขึ้น เพราะจริง ๆ เลยเราเจอ (Deep Tech สตาร์ทอัพ) เยอะ แต่หลายบริษัทเป็นสตาร์ตอัพที่เราอาจจะไม่เคยรู้จักว่ามีแบบนี้อยู่ คือนอกจากการเข้าไปลงทุนแล้ว ทางอินโนสเปซก็พยายามที่จะไปตรงนั้นด้วย”

กล่าวโดยสรุป ภายใน 3 ปีนี้ ทาง อินโนสเปซจะเดินหน้าขยายฐานของพีระมิดให้เยอะขึ้น ด้วยการเสาะเฟ้นแสวงหา Deep Tech สตาร์ตอัพในช่วง early stage เติมเข้ามาทำให้สตาร์ตอัพในประเทศใหญ่ขึ้น ขณะเดียวกันก็จะค้นหาสตาร์ตอัพที่สร้างผลกระทบผ่าน Investment Focus ใน 3 เรื่องหลัก ๆ คือ Industry 4.0, Food Tech และ Health Tech

ในส่วนของเป้าหมายการเติบโตในระยะกลางถึงระยะยาว นฤศันส์กล่าวว่า ตั้งแต่ที่อินโนสเปซตั้งมา เป้าหมายดั้งเดิมที่มีคือการอยากให้ประเทศไทยมียูนิคอร์นที่เยอะกว่าที่มีอยู่ในตอนนี้ แต่พออินโนสเปซมากะเทาะดูแล้วก็พบว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ฐานพีระมิดค่อนข้างแคบ ทำให้ความเป็นไปได้ของโอกาสที่จะเกิดยูนิคอร์นในไทยจึงน้อยลง ดังนั้น ทาง อินโนสเปซจึงเริ่มปรับตั้งแต่ฐานก่อนเลย ด้วยเห็นว่า ฐานต้องใหญ่ก่อน โดยที่สตาร์ตอัพในช่วง early stage ต้องได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือ

ทั้งนี้ นอกจากการช่วยเหลือด้านเงินทุนแล้ว ทางอินโนสเปซยังมีอีก 14 บริษัทที่ลงทุนในรอบที่อยู่ในตลาดทั้งนั้น ดังนั้น ก็จะส่วนช่วยเชื่อมโยงติดต่อ (connection) สร้างเครือข่าย หรือในเรื่องของการขายของ การเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น

สำหรับในส่วนของเป้าหมายสูงสุดสุดท้าย (Ultimate Goal) จริง ๆ ของทางอินโนสเปซ นฤศันส์ระบุชัดว่า อินโนสเปซอยากให้มียูนิคอร์นในประเทศไทย ยังคงอยากให้มี new S-Curve ที่เป็นบริษัทด้านนวัตกรรมของคนไทย โดยในส่วนนี้คือส่วนที่สำคัญที่สุด ซึ่งใน pipeline ปัจจุบันของอินโนสเปซก็มี new S-Curve อยู่หลายตัวแล้ว

“การที่เราเข้าไปที่มหาวิทยาลัยแล้วดูงานวิจัยและออกมาสปินออฟ ตรงนี้น่าจะเป็นทางที่ทําให้เราเห็น new S-Curve หลายตัวครับ บวกกับพรบ.มหาวิทยาลัยที่ออกมาปีที่แล้วด้วยนะครับ ผมว่าทางรัฐเองก็พยายามส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยมีการสปินออฟออกมามากขึ้น อีกทั้งยังมีพวก investor holding ที่พยายามจะสนับสนุนมหาวิทยาลัยให้มีการเกิดขึ้นของสตาร์ทอัพมากขึ้น ยกตัวอย่างกรณีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มี CU Enterprise Holdings เป็นต้น โดยที่แต่ละคณะในมหาวิทยาลัยจะมีหน่วยงานด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D)  ที่คอยบ่มเพาะและลงทุนด้วยกันเองก่อน ก่อนมาต่อยอดข้างนอกกับทางอินโนสเปซอีกที

ทั้งนี้ ในมุมมองของ นฤศันส์ฉากทัศน์ของ New S-Curve ของสตาร์ตอัพในประเทศไทยในตอนนี้ยังไม่ค่อยเป็นไปในทางที่สดใสสักเท่าไรนัก เนื่องจากมีสตาร์ตอัพเกิดขึ้นน้อยลง อย่างไรก็ตาม การจัดงาน Innospace Summit รอบล่าสุด ซึ่งมี Section ที่เป็น Funding Day ที่จัดร่วมกับ Thai Startup และ NIA (สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ) ก็ทำให้เห็นว่ามีการลงทะเบียนจากแอปพลิเคชันที่ทางอินโนสเปซไม่รู้จักเยอะขึ้นพอสมควร ซึ่งมองในภาพกว้าง สตาร์ตอัพที่เกิดขึ้นมาใหม่น่าจะลดลง แต่อาจจะไม่ได้ลดลงถึงขนาดที่เป็นห่วงกันในอดีต เรียกได้ว่า ประเทศไทยยังมีสตาร์ตอัพหน้าใหม่เกิดขึ้นในปริมาณที่เยอะอยู่พอสมควร

“เพิ่งเห็นเมื่อต้นปีนี้ว่าเรายังมีความหวังว่าสตาร์ตอัพไทยยังคงเกิดขึ้นเรื่อยๆ แต่จะเป็น ดิจิทัล เทค หรือจะเป็น Deep Tech ก็ต้องไปดูในรายละเอียดกัน ซึ่งถ้าเป็นในฝั่ง Deep Tech ก็ยังมีให้เห็นอยู่พอสมควร ถือได้ว่ามีการฟื้นตัวเด้งกลับมา (รีบาวด์) ในการริเริ่มสตาร์ตอัพหน้าใหม่ออกสู่ท้องตลาด

ครอบคลุมตั้งแต่ Early Stage สู่ Late Stage

ทั้งนี้ นอกจากเงินกองทุนที่มุ่งสนับสนุน Deep Tech สตาร์ตอัพไทยในช่วง Early Stage แล้ว นฤศันส์กล่าวว่า อินโนสเปซยังกันเงินไว้อีกส่วนหนึ่งเพื่อสนับสนุนสตาร์ตอัพในช่วง Late Stage เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความต้องการของอินโนสเปซในการเพิ่มจำนวนยูนิคอร์นในประเทศไทย ซึ่งการสนับสนุนสตาร์ตอัพในช่วง Late Stage จะต้องเป็นสตาร์ตอัพที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงชัดเจน เช่น มีคุณสมบัติในการเข้าตลาดหลักทรัพย์ MAI หรือว่าเป็นยูนิคอร์นไปเลย หรืออาจเป็นช่วง pre-IPO (ก่อนที่จะเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกในตลาดหลักทรัพย์) หรืออยู่ในรอบการระดมทุน Series C หรือ Series D

“เพราะฉะนั้น landscape (ฉากทัศน์) การลงทุนของอินโนสเปซจะไล่เรียงตั้งแต่ระดับ Early Stage โดยรูปแบบการสนับสนุนที่สมบูรณ์ที่สุด (perfect journey) เลยก็คือ อินโนสเปซลงทุนกับเข้าในทุกระดับเลยตั้งแต่ Series A, Series B และตามเข้าไปถึง Series C จนเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือว่า แจ้งเกิดเป็นยูนิคอร์นไป เพราะฉะนั้น อาจจะเห็นบางตัวที่เป็นแพลตฟอร์มที่เราลงทุน อย่างเช่น ช็อกโก้ (Choco) ที่เพิ่งลงทุนไป แต่เราเห็นเขาเป็น Late Stage แล้วคือ Series C เราก็พยายามจะเอาเงินส่วนหนึ่งที่เรากันไว้ไปผลักดันให้เขามีโอกาสเข้าตลาดหุ้นหรือเป็นยูนิคอร์นได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ก็จะเป็นอีกหนึ่งวัตถุประสงค์ที่เราอยากจะสร้างยูนิคอร์น แล้วก็ New S-Curve ในประเทศไทย”

นฤศันส์ชี้ว่า ปัจจุบัน ช็อกโก้ ถือเป็นสตาร์ตอัพรายเดียวที่อินโนสเปซลงทุนในระดับ Late Stage โดย ช็อกโก้เป็น customer data platform (แพลตฟอร์มการบริหารจัดการข้อมูลลูกค้า ซึ่งอยู่ในขั้นกว่า (advance) จากแพลตฟอร์ฒ CRM ที่เห็นโดยทั่วไป) กระนั้น ในปีนี้คาดว่าจะมีสตาร์ตอัพในระดับ Late Stage ที่ทางอินโนสเปซเตรียมจะลงทุนเพิ่มเติมอีกราว 2 ราย โดยความยากของการจัดสรรปันส่วน (allocation) เงินกองทุนเพื่อการลงทุนนี้ก็คือ การที่ไม่ได้เห็นสตาร์ตอัพไทยขนาดใหญ่ ๆ แล้ว

“สตาร์ตอัพไทยขนาดใหญ่มันอาจจะน้อยลงครับ เราก็ต้องไปลงทุนตั้งแต่ Early stage และคิดว่าอินโนสเปซจะลงทุนให้การสนับสนุนสตาร์ตอัพไปเรื่อย ๆ”

เรียกได้ว่า การลงทุนในสตาร์ตอัพ ก็เหมือนกับการปลูกต้นไม้ คือ ไม่สามาถเร่งให้โต และมีแต่ต้องเพาะให้แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นกล้าขึ้นมา

“ไม่มีต้นกล้าก็ไม่มีไม้ใหญ่ครับ ก็จะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่เรามีสนับสนุนเหมือนกัน ในตัวที่แบบ late มาก ๆ แล้วและกำลังเป็นยูนิคอร์นแล้ว โดยตัวสตาร์ตอัพที่ใกล้เป็นยูนิคอร์นที่ทางอินโนสเปซลงทุนไป อาจไม่ใช่ Deep Tech เสมอไป ผมว่าความยากของอินโนสเปซ ก็คือการรักษาสมดุลระหว่างเทคโนโลยีกับตลาด โดยกรณีที่เทคโนโลยีลึกมาก ๆ บางที่ตลาดก็อาจจะใช้เวลาในการตอบรับมากเหมือนกัน ผมเรียกว่าเป็นการใช้เวลาในการปรับรับ (adopt) เอาเทคโนโลยีไปใช้”

เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ทาง นฤศันส์ได้ยกตัวอย่างกรณีสตาร์ตอัพที่ทางอินโนสเปซเข้าไปลงทุนในช่วงปี 2020 – 2021 ในช่วง Bridge Fund ตัวแรกที่เป็น Deep Tech ชื่อ Nabsolute ซึ่งเป็นตัวที่สปินออฟ (spin off) จากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย Nabsolute เป็น Deep Tech สตาร์ตอัพที่มุ่งแก้ปัญหาประสิทธิภาพ ผลข้างเคียงของยา ตั้งใจให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ดีขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยการคิดค้นระบบนำส่งสารแบบ Nano-modified Bio-polymer สำหรับ drug delivery รองรับการแพทย์ในอนาคต ซึ่งเทคโนโลยีที่ออกสู่ตลาดแล้วในขณะนี้ก็คือตัวที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีไฮยาลูรอน ซึ่งมีการพัฒนาต่อมาเรื่อย ๆ

“ช่วงแรก ๆ รายได้ของสตาร์ตอัพรายดังกล่าวอาจไม่เยอะ แต่พอตลาดด้านเวชสำอางค์มีการน้อมรับ (adopt) เรื่อง Hya (ไฮยา) เข้าไปในครีมหรือผลิตภัณฑ์เวชสำอางค์อื่น ๆ เยอะขึ้น กลายเป็นว่าใน 1-2 ปีให้หลังมานี้ เราเริ่มเห็นรายได้ผลตอบแทนที่กลับเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ ลักษณะของการลงทุนในสตาร์ตอัพของอินโนสเปซจะเป็นในลักษณะนี้เลยครับ คือช่วงแรก ๆ ที่เราลงทุนไป ตลาดอาจจะยังไม่พร้อมที่จะน้อมรับปรับใช้ (adopt) เทคโนโลยี Deep Tech ของสตาร์ตอัพนั้น ๆ แต่ถ้าตลาดมีความพร้อมเมื่อใด เช่นในกรณีของ Nabsolute ที่เวชสำอางค์หรือเครื่องสำอางค์มีการใช้งานไฮยาลูรอนเป็นส่วนผสมในลักษณะของ active ingredients ชนิดหนึ่ง ก็จะเริ่มเห็นรายได้ผลตอบแทนที่เข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ”

ดังนั้น ฉากทัศน์ของ Deep Tech มักจะเป็นการลงทุนที่ยังไม่เห็นผลอะไรเลยในช่วงแรก ๆ ของการลงทุน ต้องรอให้ตลาดมีความพร้อมในระดับหนึ่ง ซึ่งจะเป็นจุดที่ทำให้สตาร์ตอัพ Deep Tech มีการเติบโตแบบพุ่งพรวดก้าวกระโดด ซึ่งทั้งหมดคือการรอคอย รอให้สตาร์ทตอัพรายนั้นนอกจากพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองแล้ว ต้องพัฒนาตลาด คือกลยุทธ์ในการเข้าตลาดของตัวเองก็สำคัญเช่นกัน กล่าวคือ การเข้าตลาดอย่างไรให้มีการสร้างผลกระทบกับคนที่เอาไปใช้

ทั้งนี้ อินโนสเปซในปัจจุบันจากช่วงแรกเริ่มที่มี นฤศันส์เป็นลูกจ้างคนแรก บริษัทได้พัฒนาจนมาถึงจุดที่มีเป้าหมายในการลงทุนสนับสนุนสตาร์ตอัพ Deep Tech ในระดับ Early Stage ส่งผลให้มีคนทำงานในหลายตำแหน่ง รวมถึงการเปิดรับตำแหน่ง Technology Evaluation Manager เพื่อเข้ามาช่วยดูทางด้าน Technology Verification อย่างเดียว ซึ่งเป็นการพิจารณาว่าเทคโนโลยีของสตาร์ตอัพรายนี้ มีศักยภาพมากน้อยแค่ไหน มีคุณสมบัติในการขยายขนาดเติบโตทางธุรกิจได้หรือไม่ หรือเป็นเทคโนโลยีที่ลอกเลียนแบบได้ง่ายมากน้อยแค่ไหนอย่างไร เร็วหรือช้า

“เพราะฉะนั้น proposal ที่อินโนสเปซทําเพื่อสนับสนุนการลงทุนนี้ นอกจากการสนับสนุนให้สตาร์ตอัพแจ้งเกิดในเชิงธุรกิจแบบที่ VC ทำกันตามปกติแล้ว ก็จะมีในส่วนของการพัฒนาเทคโนโลยี (Technology Evaluation) เข้าไปด้วย เพื่อไปบอก IC และคณะบริหาร (Board) ของอินโนสเปซว่า ข้อเสนอการลงทุนในสตาร์ทอัพของเรา เทคโนโลยีที่เราจะลงทุนตัวนี้ มี IP (Intellectual Property) นะ ความยากของเทคโนโลยีที่พัฒนา คือแบบนี้ แบบนี้ แบบนี้ อะไรประมาณนี้ครับ ซึ่งจะมีตำแหน่งในด้านการประเมินเทคโนโลยีเพิ่มเข้าไปในช่วงตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้น

แน่นอนว่า งานของ นฤศันส์ในฐานะผู้บริหารอินโนสเปซคนใหม่ย่อมมีความท้าทายอีกมากมายรออยู่ แต่ด้วย passion และเป้าหมายในการสร้างยูนิคอร์นสัญชาติไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยเริ่มตั้งแต่การขยายฐานพีระมิดให้ใหญ่ขึ้น บวกกับความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะสนับสนุนสตาร์ตอัพตั้งแต่เริ่มตั้งไข่ ประคับประคองให้เติบโต และดึงดูดแนะนำนักลงทุนรายอื่น ๆ ให้เข้ามาช่วยสนับสนุน ทำให้เชื่อได้ว่า นับจากนี้ ไทยจะมีโอกาสได้เห็น Deep Tech สตาร์ตอัพแจ้งเกิดสู่วงการสตาร์ตอัพไทยและสตาร์ตอัพโลกมากขึ้น

บทสัมภาษณ์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ

“เมื่อคน (ไม่) กินผัก อยากปลูกผัก” ออร์แกนิกแท้แบบ Wenzel ของ กัญภัส ศรีณรงค์ ชยานุวัฒน์

“ตะวัน จิตรถเวช” CTO ยุคดิสรัปชัน แห่ง KBTG

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง พร้อมนำ NIA ปักธงรุกสร้างไทยให้เป็นชาตินวัตกรรม

STAY CONNECTED

0แฟนคลับชอบ
440ผู้ติดตามติดตาม
spot_img

Lastest News

MUST READ