TH | EN
TH | EN
หน้าแรก Columnist 40 ปีที่ไม่มี "ของใหม่" ....แพ้เวียดนามหลุดลุ่ยในทุกด้าน

40 ปีที่ไม่มี “ของใหม่” ….แพ้เวียดนามหลุดลุ่ยในทุกด้าน

ถึงเวลาต้องสร้าง Growth Story (ตอนใหม่) หรือยัง ….

บทบาทของผู้ว่าแบงก์ชาติในสถานการณ์โควิด ไม่เพียงแต่การเร่งมาตรการที่จะแก้ปัญหา “หนี้” ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือนหรือหนี้ธุรกิจที่เป็นผลพวงจากการแพร่ระบาด (และเป็นปัญหาที่เราสะสมมานาน) อีกบทบาทหนึ่งคือการนำเสนอแนวทางการหลุดออกจากกับดักที่ประเทศไทยติดกับดักนี้มากว่า 40 ปี

เรามีภาพในอดีตที่หลอกเราว่าชาติไทยเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะหากเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยแล้ว บางเรื่องเราคือที่หนึ่ง บางเรื่องก็เป็นที่สองหรือสาม เมื่อเปรียบเทียบกัน 40 ปีที่เรายังอยู่กับความภาคภูมิใจ ทำให้เราเดินช้าลงๆ จนบางช่วงบางเวลาที่เราประสบปัญหาการเมืองบ้าง ภัยธรรมขาติ “เราหยุดอยู่กับที่”

วันนี้เราแพ้เวียดนามในหลาย ๆ ด้าน ตั้งแต่เรื่องการส่งออก การดึงนักลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ไปจนถึงเรื่องฟุตบอล ที่วันนี้ไทยไม่ได้เป็นเจ้าอาเซียนอีกต่อไปแล้ว

ความแตกต่างของคน 2 วัย … เป้าหมายเหมือนกัน แต่ต่างวิธี

วัยที่น่าสงสาร (ที่สุด)

ปาฐกถาพิเศษ “Looking Beyond COVID-19 โจทย์ที่ท้าทายของเศรษฐกิจไทยหลังยุคโควิด-19” ของ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อ 18 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า เมื่อวิกฤติโควิดผ่านพ้นไป ประเทศไทยมีโจทย์ท้าทายอย่างมาก ที่ต้องหา growth story เพื่อสร้างการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทที่เปลี่ยนไปมากด้วยบทสรุปว่า “หลังโควิด-19 เศรษฐกิจไทยโตได้แค่ปีละ 3% หากเราไม่มี growth storyใหม่ขึ้นมา แทนการพึ่งโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิม ๆ มาตลอด 40 ปี เราจะตามคู่แข่งเราไม่ทัน อย่างเวียดนามวันนี้แซงหน้าเราไปแล้ว”

ดร.เศรษฐพุฒิ ย้อนกลับไปว่าเมื่อ 40 ปีที่แล้ว เป็นยุคทองของเศรษฐกิจไทย สามารถขยายตัวได้ปีละมากกว่า 10% ขณะนั้น growth story ค่อนข้างชัด มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI (Foreign Direct Investment) ที่เข้ามาผลิตเพื่อส่งออก มีการลงทุนในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ปิโตรเคมี ที่ส่งผลให้ FDI โตมากกว่า 100% ต่อปี มีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าเวียดนามถึง 500 เท่า ด้านส่งออกก็มีมูลค่ามากกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญต่อปี มากกว่าเวียดนาม 10 เท่า

ประกอบกับญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมาไทย เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน จากค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นมาก ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญของไทย และตอนวิกฤติปี 2540 ที่เงินบาทอ่อนค่ามากก็ทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และการท่องเที่ยวกลายมาเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของไทย

“40 ปีผ่านมาไป โครงสร้างเศรษฐกิจไทยก็ยังคล้าย ๆ เดิม ยังพึ่งพาการส่งออกในภาคเศรษฐกิจเดิม ๆ คือ ยานยนต์ ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ และการท่องเที่ยว ขณะที่บริบทของโลกกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ทำให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของไทยอาจจะไม่แข็งแรงเหมือนเดิม” ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าว

เวียดนามแซงหน้าไทยแล้ว

ดร.เศรษฐพุฒิ ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันการส่งออกเวียดนามแซงไทยไปแล้ว โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอัตราการขยายตัวสูงกว่าไทย 6 เท่า ขณะที่การส่งออกของไทย 60% ยังอยู่ในอุตสาหกรรมโลกเก่า นอกจากนี้ ในอนาคตสินค้าไทยที่ไม่ “eco-friendly” อาจไม่เป็นที่ต้องการของตลาดที่เริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ดร.เศรษฐพุฒิ ยกตัวอย่างเรื่องรถยนต์สันดาปที่ไทยเป็นศูนย์กลางผลิตจะถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ที่จะถูกกระทบจากกระแสการลด carbon ซึ่งสินค้าเหล่านี้มีสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 4 ของการส่งออกรวมของไทย ที่แม้จะยังไม่เกิดขึ้นขณะนี้แต่สัญญาณการเปลี่ยนแปลงได้เริ่มขึ้นแล้ว

ขณะที่ในเรื่อง FDI เวียดนามก็แซงหน้าไทยไปแล้วเช่นกันตั้งแต่ปี 2557 และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา FDI ของเวียดนามสูงกว่าไทยเกือบ 2 เท่า โดย FDI ของไทยที่ลดลงนี้เป็นผลจากความน่าสนใจของไทยที่น้อยกว่าคู่แข่งในภูมิภาค ทั้งด้านต้นทุนและคุณภาพแรงงาน โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางการค้า

แม้แต่ในด้านตลาดทุน ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ปรมาจารย์ท่านหนึ่งในเรื่องการลงทุนประเภท VI (Value Investor) ได้เคยนำเสนอบทความเรื่องพัฒนาการของตลาดหุ้นเวียดนามว่า เริ่มต้นด้วยการมองว่าตลาดหุ้นเวียดนามตามหลังไทยอย่างน้อยเป็น 10 ปี แต่วันนี้พัฒนาการไปเร็วมาก เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ดัชนีตลาดยังอยู่ที่ 600 จุด วันนี้อยู่ที่ 1,390 จุด ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยแทบไม่ไปไหนเลย (CEOBlog: กรุงเทพธุรกิจ,29 มิ.ย. 2564)

ท่องเที่ยวแบบเดิมเริ่มไม่ตอบโจทย์

ภาคการท่องเที่ยวที่เคยภูมิใจว่าเป็นภาคบริการที่ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวและจำนวนเงินมหาศาลเข้าประเทศนั้น หลังจากเกิดโควิด-19 ทำให้การเดินทางทั้งโลกหยุดชะงัก  และต้องใช้เวลานานที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับไปเท่ากับช่วงก่อนโควิดที่ 40 ล้านคน เพราะพฤติกรรมนักท่องเที่ยวหลังโควิดจะเน้นเรื่องสุขภาพและสุขอนามัย ทำให้นิยมเที่ยวกลุ่มเล็ก รวมทั้งจะใช้เทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น

ดังนั้น การจะหวังพึ่งรายได้การท่องเที่ยวที่มาจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สูงย่อมเป็นไปได้ยาก อีกทั้งยังจะก่อให้เกิดปัญหาเรื่อง over-tourism ซึ่งล่าสุด จากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันในภาคการท่องเที่ยวของ World Economic Forum ด้านสิ่งแวดล้อม ไทยอยู่ในอันดับที่ 130 จาก 140 ซึ่งสะท้อนผลกระทบที่ชัดเจนจากรูปแบบการท่องเที่ยวเดิม ๆ ในช่วงที่ผ่านมา

ศักยภาพเศรษฐกิจไทยส่อตกต่ำเหลือโตได้ 3% ต่อปี

“ดังนั้น หากไม่เร่งยกระดับเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจเหล่านี้ เราอาจเห็นเศรษฐกิจไทยโตในอัตราที่ชะลอลง โดยถ้าเราดูอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจะมาจากอัตราการเติบโตของแรงงานที่เรามีบวกกับอัตราการเติบโตของผลผลิตของแรงงานนั้น หรือที่เรียกกันว่า labor productivity ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา labor productivity โตปีละประมาณ 4% แต่ถ้ามองไปใน 10-20 ปีข้างหน้า จำนวนแรงงานของไทยจะลดลงมาเป็นปีละ -1% หากเราไม่ปรับในเรื่องของประสิทธิภาพแรงงานให้เพิ่มขึ้น ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะเหลือเพียงปีละ 3%” ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าว

ชู “growth story” แบบไทย-ต่อยอดจุดแข็งที่มี

ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวว่า growth story ของไทยคงต้องเน้นโตแบบไทย คงไปโตแบบเวียดนาม หรือเกาหลีใต้คงไม่ได้ เพราะเวียดนามค่าแรงขั้นต่ำยังอยู่ที่ราว 200 บาทต่อวัน ของไทย 300 บาท และประชากรอายุเฉลี่ยแค่ 30 ปี ส่วนไทยเกือบ 40 ปี รวมถึงเวียดนามยังมีความเชื่อมโยงทางการค้า ผ่านการมี FTAs กับเกือบทุกคู่ค้าสำคัญ ส่วนเกาหลีใต้ที่เน้นเติบโตด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และ creative economy ไทยก็ยังขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้ได้ไม่เร็ว

ดังนั้น ต้องเน้นโตในด้านที่ไทยมีศักยภาพในการต่อยอด นำสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์มาเป็นจุดแข็ง อย่างความพร้อมทางด้านทุนวัฒนธรรมที่สะสมอยู่มากและมีความหลากหลายสูง ทั้งอาหาร แหล่งท่องเที่ยว และศิลปหัตถกรรม ซึ่งสามารถนำมาต่อยอด เพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

“ในระยะข้างหน้า จะมีอย่างน้อย 2 กระแสที่เข้ามากระทบการวาง growth story ของเรา อย่างแรก คือ กระแสดิจิทัลที่จะเข้ามาเปลี่ยนการใช้ชีวิตของประชาชน และการดำเนินธุรกิจอย่างสิ้นเชิง ส่วนอีกกระแสหนึ่ง คือ sustainability โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลเร็วและแรงกว่าคาด ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้ภัยธรรมชาติเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากนโยบายต่าง ๆ ของประเทศพัฒนาแล้วในการบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน” ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าว

ผู้ว่าการ ธปท.ขอยกตัวอย่างการต่อยอดเพื่อสร้าง growth story อาทิ ภาคเกษตรและอาหาร ที่ไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญและถูกยกให้เป็นครัวของโลก ซึ่งถือเป็น “ทุน” ที่ดีในการต่อยอด แต่การส่งออกในหมวดนี้ เป็นสินค้าเกษตรพื้นฐาน หรือสินค้าเกษตรแปรรูปขั้นต้นที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจไม่สูงนัก ทำให้ครัวเรือนภาคเกษตรมีรายได้ตํ่ามาโดยตลอด รวมถึงภาคเกษตรยังใช้ทรัพยากรสูงและมีการใช้สารเคมี ทำให้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม

“growth story ของไทยด้านนี้ จึงต้องเน้นยกระดับการผลิตและเพิ่มมูลค่าให้เป็นสินค้า premium ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อช่วยเพิ่ม productivity และความสามารถในการแข่งขัน ตั้งแต่การทำเกษตรแม่นยำ (precision agriculture) เพื่อช่วยลดต้นทุน การสนับสนุนเกษตรอินทรีย์และการใช้ biopesticides จนถึงการมีแพลตฟอร์ม e-commerce เชื่อมเกษตรกรกับผู้ขายและผู้บริโภคโดยตรง และใช้ digital marketing ให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น ตลอดจนการผลิต future food ที่ใช้นวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม”

อีกตัวอย่าง คือ ภาคท่องเที่ยว ที่รายได้เติบโตจากปริมาณนักท่องเที่ยวเป็นหลัก รวมทั้งมีการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวจากบางประเทศ บางช่วงเวลา และบางจุดหมาย โดยเกือบ 80% ของนักท่องเที่ยวเดินทางไปเพียง 5 จังหวัดท่องเที่ยวหลัก จนกลายเป็นปัญหา over-tourism ไทยจึงต้องปรับโมเดลให้มีภูมิคุ้มกันในระยะยาว

โดยเพิ่มรายได้ต่อหัวเพื่อชดเชยจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะลดลง ในการเพิ่มรายได้นี้ ไทยควรต่อยอดจากจุดแข็งด้านธรรมชาติ culture และ hospitality ให้รวมไปถึงการสร้าง high value man-made attraction และ experience ต่าง ๆ ด้วยการลงทุนในเทคโนโลยี นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง เช่น กลุ่ม health and wellness ที่มีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงถึง 80,000-120,000 บาท

“นอกจากนี้ การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน เช่น กลุ่ม green หรือ community-based tourism ที่เน้นดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยอัตลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่น จะช่วย “สร้างและกระจาย” รายได้ สูงกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม จึงต้องเร่งปรับโครงสร้างและเพิ่มการลงทุนเพื่อรองรับโมเดลใหม่นี้ อาทิ การปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยว การลงทุนในระบบคมนาคมเพื่อเชื่อมเมืองรอง การลงทุนด้านดิจิทัลเพื่อตอบโจทย์กระแส contactless รวมถึงการยกระดับแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยวเพื่ออำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว และนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์และต่อยอดให้ภาคท่องเที่ยวทั้ง value chain อย่างเช่น แพลตฟอร์ม TagThai ที่กำลังดำเนินการอยู่” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว

จี้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวด้วยว่า ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความร่วมมือทุกฝ่าย โดยภาครัฐจะต้องปรับสู่โหมด facilitator ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเองมากขึ้น เพื่อสร้างระบบนิเวศหรือ ecosystem ที่สนับสนุนและผลักดันให้ภาคธุรกิจปรับตัว และเศรษฐกิจโตอย่างเข้มแข็ง โดยตั้งธงหรือวางทิศทางนโยบายให้ชัดเจน เพื่อให้ภาคธุรกิจเห็นภาพเดียวกันและวางแผนปรับตัวได้ และมีกลไกสนับสนุน โดยเฉพาะการปรับตัวเข้าสู่กระแสดิจิทัลและความยั่งยืนที่อาจต้องเพิ่มแรงจูงใจให้เร่งทำ

นอกจากนี้ ต้องเร่งวางรากฐานเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจและประชาชน เช่น การปรับกฎระเบียบต่าง ๆ (regulatory guillotine) การเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ ระบบคมนาคม digital infrastructure และระบบการศึกษา ให้สอดรับกับการปรับตัวของภาคธุรกิจ รวมถึงเร่งขยายนโยบายการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ เช่น FTA เพื่อเพิ่มความน่าสนใจของไทยให้กับบริษัทข้ามชาติ (MNCs) และสามารถขยายตลาดส่งออกได้

สำหรับภาคธุรกิจที่จะตัดสินใจยกระดับธุรกิจ ปรับรูปแบบกิจการ หรือวางแผนลงทุนใหม่ โดยต้องให้น้ำหนักกับทั้งกระแสดิจิทัลที่ทำให้ธุรกิจต้องแข่งกันมากขึ้น และการปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานต่าง ๆ อย่างจริงจังและทันท่วงที เช่น ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสุขภาพและความปลอดภัย

ขณะที่ธนาคารพาณิชย์และตลาดทุนก็มีบทบาทสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรทางการเงิน ให้สนับสนุนการปรับธุรกิจให้สอดคล้องกับกระแสในอนาคต ด้วยการสนับสนุนสินเชื่อหรือเงินทุนแก่ผู้ประกอบการ เพื่อนำเทคโนโลโลยีดิจิทัลมาใช้ปรับธุรกิจ หรือมุ่งสู่การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผ่านการผนวกเรื่อง ESG ในกระบวนการให้สินเชื่อ และมีการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างเคร่งครัด

“ส่วน ธปท.เองในฐานะผู้กำกับดูแลระบบการเงินก็ต้องปรับตัวเช่นกัน โดยเฉพาะการเพิ่มบทบาทในการเป็น facilitator และลดความเข้มงวดของกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจ รวมถึงช่วยเอื้อให้ทุกภาคส่วน ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงภายใต้กระแสดิจิทัลและความยั่งยืนที่กำลังจะมาถึง” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว

สิ่งที่ผู้ว่าฯไม่สะดวกที่จะพูด

การขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ มี 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1.การยอมรับในภาวะผู้นำที่คนในสังคมยอมรับเชื่อถือและเดินตามได้อย่างไม่สงสัยหรือขัดแย้ง 2.ปัจจัยสำคัญอีกประการ คือ ระยะเวลาที่ดำเนินการต้องมีความต่อเนื่อง ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรก็ตาม 

หรือแม้แต่ในกลุ่มก้อนการเมืองที่มีบทบาทในด้านนิติบัญญัติและการบริหารประเทศ จะมองเห็นจุดอ่อนจุดด้อยของประเทศที่เหมือนกันและร่วมกันผลักดันให้เกิดการต่อเนื่องได้หรือไม่ หากมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจการบริหาร จะยังหยิบยกมาดำเนินการต่อ หรือเมื่อเป็นรัฐบาลใหม่ก็ต้องทำโครงการใหม่

ผู้เขียน: ในบุญ พรวศิน

STAY CONNECTED

6,910แฟนคลับชอบ
0ผู้ติดตามติดตาม

Lastest News

ญี่ปุ่นมั่นใจเศรษฐกิจไทยยืนยันเดินหน้าลงทุนในไทยต่อ ร้องรัฐปรับนโยบายส่งเสริม Less Carbon และอุตสาหกรรม EV

อาเซียนคือฐานการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น และประเทศไทยคือฐานการลงทุนที่ใหญ๋ที่สุดในอาเซียน แม้ว่าจะเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจและวิกฤติโควิด-19 ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา

“อินเนส คาลไดรา” กับ พันธกิจ “ลอรีอัล” ผสานเทคโนโลยีกับความงาม สู่ผู้นำตลาดยุคดิจิทัล

ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับวิกฤติในรูปแบบใด อุตสาหกรรมความงามที่แม้จะได้รับผลกระทบจนซบเซาหรือชะลอตัวหนัก กลับสามารถพลิกฟื้นขึ้นมาได้เสมอ

5 ไอเดียเด็ด ให้คริปโทเคอร์เรนซีเป็นของขวัญปีใหม่นี้

เคยเห็นคนให้ของขวัญคนรักเป็นทองคำหรือเพชรพลอยกันไหม? แล้วสงสัยไหม เพราะอะไรพวกเขาถึงให้สิ่งเหล่านี้เป็นของขวัญ?

adidas ย้ายการใช้งาน SAP มาอยู่บน AWS

อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (Amazon Web Services: AWS) บริษัทในเครือAmazon.com, Inc. ประกาศว่า adidas AG ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์กีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้เลือก AWS เป็นผู้ให้บริการระบบคลาวด์สำหรับ SAP

AIS ร่วมมือ ม.ธรรมศาสตร์ ให้บริการ “รถ EV ไร้คนขับอัจฉริยะ”

หลังจากที่ AIS และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เปิดตัวศูนย์ปฏิบัติการความยั่งยืนแห่งแรกในเอเชีย “SDG Lab by Thammasat & AIS” ไปเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นพื้นที่ของการนำเทคโนโลยีดิจิทัล 5G มาพัฒนาเพื่อสร้างรากฐานด้านความยั่งยืน ในการยกระดับคุณภาพชีวิตจนสามารถขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็นสังคมเมืองแบบ Smart City ในที่สุด โดยหนึ่งในความสำเร็จที่เกิดขึ้นคือ การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ผ่านระบบการขนส่งต้นแบบอัจฉริยะด้วย “รถไฟฟ้าไร้คนขับ” ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ในการขับเคลื่อนบนโครงข่ายอัจฉริยะ AIS 5G พร้อมให้บริการทดลองรับ-ส่ง ภายในพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้นักศึกษา-บุคลากร สัมผัสประสบการณ์โลกอนาคตได้ก่อนใคร วสิษฐ์...

หัวเว่ย เปิดตัว Beyond TV ครั้งแรกในไทย HUAWEI Vision S

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) เดินหน้าขยายตลาดสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทอุปกรณ์อัจฉริยะหรือ Internet of Things อย่างเต็มรูปแบบ เปิดตัว HUAWEI Vision S ที่มาพร้อมกับคอนเซปต์ Beyond TV ครั้งแรกในประเทศไทย ต่อยอดแนวคิดชีวิตเอไอไร้รอยต่อ (Seamless AI Life)  พร้อมทั้งเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับ Ecosystem ของหัวเว่ย พลิกโฉมที่อยู่อาศัยและที่ทำงานให้กลายเป็นฮับของการใช้ชีวิตแบบอัจฉริยะที่สานความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น...

Google แนะไทยเร่งสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ดัน จีดีพีไทยแตะ 2.5 ล้านล้านบาทในปี 2030

กูเกิล เปิดเผยผลการวิจัยพบว่าการเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจของไทยให้เข้าสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มที่ จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับไทยได้ถึง 7.95 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ราว 2.5 ล้านล้านบาทต่อปี ภายในปี 2030

กสิกรไทย ตั้งเป้า 2 ปีโต 5 เท่า ดันฐานลูกค้าดิจิทัล 10 ล้านรายทั่วภูมิภาค

ยกทัพบุกตลาดภูมิภาคด้วยแนวคิด “THE METAMORPHOSIS” กลายร่างธนาคารให้เติบโตมากกว่าเดิมแบบ “ไร้ขีดจำกัด ไร้รอยต่อ และไร้ขอบเขต”

แบงก์ชาติไม่หนุนคริปโต ย้ำผันผวน/เสี่ยงสูง ไม่เหมาะกับชำระสินค้า-บริการ

ย้ำผันผวนและความมเสี่ยงสูง ไม่เหมาะกับชำระสินค้า-บริการ หลังเอกชนพาเหรดใช้

MUST READ

เอ็กซ์สปริง รับใบอนุญาตสินทรัพย์ดิจิทัลครบ 4 ไลเซนส์ พร้อมให้บริการครบวงจร

บริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (XPG) ประกาศว่า เอ็กซ์สปริง ดิจิทัล (XSpring Digital) บริษัทในเครือ ได้รับ 4 ไลเซนส์อย่างเป็นทางการ

มารู้จัก “เทคโนโลยียืนยันตัวตนเปิดบัญชีหุ้น” สุดฮิต

"ธุรกิจการเงินและการลงทุน" กำลังเข้าสู่ยุคแห่งการใช้เทคโนโลยีในทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความปลอดภัย ให้ผู้ใช้บริการอย่างมั่นใจ

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย มุ่งเป็นผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานสะอาด

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ตอกย้ำความสำเร็จในการส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าระดับพรีเมียมให้แก่ผู้ขับขี่ชาวไทยอย่างต่อเนื่อง

SC Asset บุกตลาด Cryptocurrency จับมือกับ Zipmex ร่วมพัฒนา Ecosystem

ปัจจุบันมูลค่าตลาดของคริปโตฯ มีมูลค่ามากกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเติบโตจากปี 2562 ถึง 10 เท่า และเติบโตควบคู่ไปกับจำนวนผู้ใช้คริปโตฯ ที่มากขึ้น

5 องค์กร ผู้นำ “ไอที” มาใช้พัฒนาองค์กรอย่างโดดเด่น และสำเร็จ

สมาพันธ์ ASOCIOมอบรางวัล ASOCIO Awards ให้กับองค์กรที่มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาการให้บริการด้านต่าง ๆ
Newsletter

สนใจรับข่าวสารจาก The Story Thailand อัพเดตก่อนใคร สมัคร Newsletter กับเราเพียงกรอกอีเมลเท่านั้น