Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

เส้นบางๆ ของสัตว์เลี้ยง/สัตว์ป่า [Book Review]

น้องหมากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของหลาย ๆ คนที่ชื่นชอบในความซน น่ารัก ออดอ้อน ซื่อสัตย์รักเจ้าของ และลักษณะอื่น ๆ ของสัตว์ชนิดนี้ แต่จะมีซักกี่คนที่จะเข้าใจธรรมชาติของสุนัขได้อย่างลึกซึ้งเท่า Jack London ผู้ประพันธ์เรื่อง The Call of the Wild และ White Fang เรื่องราวของสุนัขสองตัวที่ตัวหนึ่งในแคลิฟอร์เนียถูกจับขายไปเป็นสุนัขลากเลื่อนในดินแดนอันหนาวเย็นของแคนาดา และอีกตัวที่กลายสภาพจากหมาป่าแคนาดาเป็นสุนัขบ้านในแคลิฟอร์เนีย 

เรื่องราวทั้งสองเล่มเกิดในยุคตื่นทองในตอนเหนือของแคนาดาช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ที่ดึงดูดคนจากทุกสารทิศ ทุกคนต้องเดินทางในดินแดนอันหนาวเหน็บด้วยเลื่อนที่ลากโดยสุนัข ทำให้มีความต้องการสุนัขอย่างมาก 

The Call of the Wild คือเรื่องราวของบัค (Buck) สุนัขพันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ด สก็อตคอลลีย์ที่ถูกลักพาตัวโดยคนสวนของบ้านหลังใหญ่แสนสุขสบายกลายเป็นสุนัขลากเลื่อนส่งจดหมาย ที่ต้องต่อสู้เอาตัวรอดจากสุนัขลากเลื่อนด้วยกันและต้องเรียนรู้ที่ต้องเชื่อฟังมนุษย์โดยเฉพาะตอนที่พวกเขาถือกระบองหรือแส้ การเดินทางได้ปลุกสัญชาตญาณดิบของบัคขึ้นมา เหมือนมันได้ยินเสียงร้องให้มันกลับคืนสู่ธรรมชาติ 

บัคเรียนรู้ว่าต้องขุดหิมะเพื่อให้ได้นอนแบบอุ่นๆ ได้หลบออกไปล่าสัตว์เล็กๆตอนหยุดพัก บัคต้องฆ่าสุนัขลากเลื่อนที่เป็นจ่าฝูงจนได้ตำแหน่งนั้นมาครอง แต่เมื่อรถส่งจดหมายถึงที่หมาย มันถูกขายให้ครอบครัวหนึ่งที่ออกมาผจญภัยโดยไม่สำเหนียกถึงอันตรายใดๆ พวกเขาไม่รู้จักการลากเลื่อน ไม่รู้จักการดูแลสุนัข จนสุนัขทุกตัวหิวโซ จากการทำงานหนักและอาหารไม่พอ จนกระทั่งวันหนึ่งบัคแข็งขืน ไม่ยอมลุกไปลากเลื่อนต่อ มันถูกฟาดจนน่วมจนจอห์น ธอร์นตัน (John Thornton) 
เข้ามาขวาง และยึดตัวมันไว้ บัคผูกสัมพันธ์กับจอห์น มันดีใจที่เห็นจอห์น นอนเฝ้าแทบเท้า ช่วยชีวิตเขาตอนเขาจมน้ำโดยไม่คำนึงถึงชีวิตตัวเอง

แต่เมื่อจอห์นและเพื่อนเสียชีวิตจากการโจมตีโดยชนพื้นเมือง บัคก็ไม่มีอะไรยึดโยงกับโลกซิวิไลซ์อีกต่อไป มันเข้าป่าไปตามเสียงเรียกร้อง ล่าสัตว์เป็นอาหาร และมีเพื่อนเป็นหมาป่าที่มาหามันทุกๆฤดูหนาว 

เล่มที่สองเป็นเรื่องราวของ White Fang (ไอ้เขี้ยวขาว) ที่กำเนิดจากแม่ลูกครึ่งสุนัขบ้านกับหมาป่าและพ่อหมาป่า แม่ของบัคเคยเป็นสุนัขบ้านของพวกอินเดียน แต่จับพลัดจับผลูไปอยู่ในกลุ่มหมาป่า โดยเป็นตัวล่อสุนัขลากเลื่อนออกมาให้หมาป่าสังหาร แม่มีลูกหลายตัวแต่บัครอดมาตัวเดียว เมื่อพ่อหายไป และแม่เจอเจ้านายเก่า บัคต้องเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านชนอินเดียนกับแม่ตอนอายุไม่กี่เดือน 

ไอ้เขี้ยวขาวไม่มีเพื่อน เพราะสุนัขตัวอื่นเห็นมันเป็นหมาป่า มันถูกรุมกัดและโตแบบไม่มีเพื่อน เจ้านายก็มีแต่โยนเนื้อให้กินแต่ไม่เคยพูดจาดีๆด้วยหรือพูดจาและสัมผัสแบบอ่อนโยน มันเจอแม่อีกครั้งและเข้าไปหาด้วยความดีใจ แต่แม่ที่เพิ่งคลอดลูกใหม่กลับกัดหน้ามัน วันหนึ่งเจ้านายแลกมันกับเหล้าให้กับนักพนันที่เลี้ยงมันไว้ต่อสู้กับสุนัขตัวอื่น มันต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดจนเกือบตาย โชคดีที่สก็อต (Scott) ช่วยเหลือไว้ และเลี้ยงดูด้วยความรักและสัมผัสที่อ่อนโยนเพราะเห็นว่ามันฉลาด เมื่อเขาจะกลับแคลิฟอร์เนีย มันหลบขึ้นเรือด้วยจนเขาต้องพามันไปบ้านที่แคลิฟอร์เนีย ที่นี่ไอ้เขี้ยวขาวต้องเรียนรู้กฎเกณฑ์ของโลกซิวิไลซ์ เช่นอะไรฆ่าได้ อะไรไม่ได้ บัคประจบไม่เป็น แต่ทุกคนในบ้านประจักษ์ในความเฉลียวฉลาดและซื่อสัตย์ของมันเมื่อมันปกป้องครอบครัวสก็อตด้วยชีวิต

เป็นเรื่องของสุนัขในสองฉากทัศน์ที่ลึกซึ้งมาก เหมือนผู้เขียนนั่งอยู่ในใจของบัคและไอ้เขี้ยวขาว เขาอธิบายอย่างละเอียดว่าทำไมพวกมันถึงทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ทำไมพวกมันมองมนุษย์เป็นพระเจ้า พวกมันมีปฏิกิริยาอย่างไรกับโทนเสียงของมนุษย์ ทำไมไอ้เขี้ยวขาวต้องคำรามทุกครั้งที่มีใครเอื้อมมือมาจับหัวมัน (เพราะมนุษย์มักจะมีอาวุธในมือที่ทำร้ายพวกมันมาตลอด) ทำไมมันไม่เคยแสดงออกถึงความรักเจ้านาย ทำไมบัคถึงอยากเป็นหัวหน้าสุนัขลากเลื่อน ทำไมท้ายสุดบัคถึงกลายเป็นสัตว์ป่า 

ส่วนตัวคือประทับใจในการเล่าเรื่องของเขาใน White Fang มากกว่า 

หลังจากการต่อสู้กับลิงซ์ตัวแม่ที่ตามมาล้างแค้นที่แม่หมาป่ากินลูกของมัน ไอ้เขี้ยวขาวโดนตะปบ แม่เจ็บหนักแต่ลิงซ์ตัวนั้นก็ตาย เมื่อแม่เริ่มฟื้นตัวและออกล่า มันตามแม่ออกไปด้วย ‘มันเห็นการล่าและร่วมล่า มันเรียนรู้รู้ถึงกฎของเนื้อ ในโลกนี้มีชีวิตอยู่สองแบบนั่นคือชีวิตของหมาป่าด้วยกันที่รวมถึงมันกับแม่ และอีกแบบคือชีวิตอื่นๆ รอบตัวที่เคลื่อนไหวได้ ชีวิตอื่นๆ ยังแบ่งออกเป็นสองจำพวก หนึ่งคือชีวิตที่หมาป่าฆ่าและกินเป็นอาหารทั้งที่เป็นสัตว์นักล่าและสัตว์อื่นๆ อีกหนึ่งคือสัตว์ที่ล่าและกินพวกเดียวกันหรือพวกที่ถูกล่าและกินโดยพวกเดียวกัน กฎของเนื้ออยู่เหนือการแบ่งแยกนี้เพื่อเป้าหมายชีวิตหนึ่งเดียวนั่นคือเนื้อ ชีวิตคือเนื้อ เรามีชีวิตอยู่ได้ด้วยชีวิตอื่น เรากินชีวิตอื่นหรือไม่ก็ถูกกิน แต่ไอ้เขี้ยวขาวไม่ได้ไล่เลียงกฎนี้หรือสร้างเงื่อนไขการล่า หรือตีความทางศีลธรรมออกมาหรอก มันไม่ได้คิดถึงกฎนี้ มันแค่ใช้ชีวิตตามกฎนี้โดยไม่ได้คิดถึงมัน’

“ไอ้เขี้ยวขาวไม่เคยแสดงความรู้สึก มันไม่รู้ว่าจะแสดงความรักยังไงนอกจากการเอาหัวซุกอกนายและครางแบบมีความสุข และแล้วมันก็พบวิธีที่สาม มันเคยรู้สึกไม่ดีมาตลอดต่อเสียงหัวเราะของมนุษย์ (คิดว่าพวกเขาหัวเราะเยาะมัน) เสียงหัวเราะนั้นทำให้มันโกรธและเหมือนจะเป็นบ้า แต่มันกลับไม่โกรธเสียงหัวเราะของเจ้านายคนนี้ มันรู้สึกได้ถึงความโกรธแบบเดิม ๆ แต่ความรักของมันกดความรู้สึกนั้นเอาไว้ มันโกรธไม่ได้แต่มันต้องทำอะไรบางอย่าง มันทำเป็นไม่ชอบแต่เจ้านายกลับหัวเราะดังขึ้น เมื่อมันพยายามประท้วงต่อ เจ้านายก็หัวเราะดังขึ้นอีก จนสุดท้ายเจ้านายหัวเราะจนมันเลิกประท้วง กรามของมันค่อยๆแยกออกจากกัน ริมฝีปากยกขึ้น และตามันแสดงความงงงันที่เกิดจากความรักมากกว่าความขบขัน มันเรียนรู้ที่จะหัวเราะแล้ว” 

London ใช้วิธีการเขียนแบบนี้ในการอธิบายการพัฒนาตัวละครของพวกมันได้อย่างน่าสนใจมาก จนไม่อยากเชื่อว่าเขาตีพิมพ์หนังสือสองเล่มนี้ในปี 1903 และ 1906 ปีที่เราๆ ท่านๆ น่าจะยังไม่มีความรู้เรื่องการแสดงออกของสุนัขมากเท่าในปัจจุบัน สมกับที่มีคนบอกว่าเขาเป็นคนรักน้องหมามาก สำหรับคนที่รักเหมือนกัน อ่านไปก็คงไม่ได้ที่จะนึกถึงท่าทางของสุนัขตัวเอง

เขาแยกคนดีออกจากคนเลวจากการปฏิบัติของพวกเขาต่อสิ่งมีชีวิตอื่น เมื่อถึงตอนโหดร้ายก็โหดแบบสุดๆ จนสงสารตอนเมตตาก็รับรู้ได้ถึงความอ่อนโยนในใจของมนุษย์ 

The Call of the Wild ได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ นำแสดงโดย Harrison Ford และสุนัข CG (เข้าใจได้เพราะคงไม่มีสุนัขตัวไหนแสดงได้ตามที่ London เขียนไว้) 

รับรองว่าต้องตามแน่นอนถ้ามีใครสร้าง White Fang เป็นภาพยนตร์ ต้องพิสูจน์ว่าจะทำให้เสียน้ำตาได้เหมือนหนังสือไหม 

Book Review เล่มก่อน ๆ

วัยรุ่นกับความตาย: บทเรียนการปล่อยวางในวันที่เวลาหยุดหมุน [Book Review]

The Psychology of Money: รวยหรือมั่งคั่ง เราเลือกได้ [Book Review]

โคจรย้อนรอยมนุษยชาติ [Book Review]

×

Share

ผู้เขียน

Achara Deboonme Avatar