หากชีวิตเปรียบเสมือนการเดินทาง ระยะเวลา 40 ปีอาจดูยาวนานสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับ “ต้อม – นพดล ปัญญาธิปัตย์” ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท นูทานิคซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (Nutanix) ตัวเลขนี้คือ บันทึกหน้าสำคัญแห่งการผจญภัยที่เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 มกราคม 1986 จวบจนถึงปัจจุบัน
ชายผู้นี้ไม่ได้เพียงแค่อยู่ร่วมในทุกยุคสมัยของการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี—จากยุคเมนเฟรม (Mainframe) สู่ พีซี (PC) จากอินเทอร์เน็ตสู่คลาวด์และ AI—แต่เขายังผ่าน “จุดเปลี่ยน” ของชีวิตการทำงานมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งที่เกิดจากความตั้งใจ และสิ่งที่เขาเรียกว่า “Act of God” หรือเหตุสุดวิสัยจากโชคชะตา ที่หล่อหลอมให้เขา กลายเป็นผู้นำที่ “ยืดหยุ่น” และ “เข้าใจมนุษย์” อย่างลึกซึ้งในวันนี้
ปฐมบท: จาก “ว่าที่แพทย์” สู่วิศวกรผู้หลงใหล AI ในยุคบุกเบิก
ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น คุณนพดลคือเด็กเรียนดีระดับหัวกะทิจากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จังหวัด เชียงใหม่ ดีกรีที่ 1 ของภาคเหนือ ครอบครัวและคนรอบข้างต่างคาดหวังให้เขาเดินทางสายแพทย์ ซึ่งเขาก็ได้รับโควตาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตามคาดได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาเลือกที่จะ “ปล่อยโอกาส” โควตานั้น แล้วเบนเข็มเข้าสู่เส้นทางวิศวกรรม โดยเลือกสอบ เทียบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ด้วยเหตุผลที่มองว่าที่นี่มีชื่อเสียงด้านนวัตกรรมระดับโลก ที่เน้นการปฏิบัติจริง (Practice) และการวิจัยพัฒนา (R&D) ซึ่งท้าทายความสนใจของเขามากกว่า
ชีวิตในรั้วลาดกระบังของคุณนพดลไม่ได้มีแค่ตำราเรียน ภายนอกเขาอาจดูเหมือนเด็กเนิร์ดสวมแว่นหนาเตอะ แต่ภายในคือ “Activist” ตัวยง เขาทำกิจกรรมรอบด้าน ทั้งเป็นนักดนตรี นักเทนนิสมหาวิทยาลัย แต่สิ่งที่หลงใหลที่สุดคือ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ หุ่นยนต์ (Robotics)
“ในยุคที่ตำรา AI หาอ่านยากยิ่งกว่าทองคำ คุณนพดลอาศัยความ ‘กัดไม่ปล่อย’ ให้รุ่นพี่ช่วยยืมตำราจาก AIT มา แบกไปถ่ายเอกสารเก็บไว้ศึกษาเอง”
ความคลั่งไคล้นี้ผลักดันให้เขาร่วมกับเพื่อนก่อตั้ง “ชมรม AI” ขึ้นในมหาวิทยาลัย และทำโปรเจกต์จบ (Thesis) เรื่องระบบผู้เชี่ยวชาญการวินิจฉัยโรคทางเดินหายใจด้วยภาษาธรรมชาติ (NLP) โดยได้รับคำแนะนำจากปรมาจารย์วงการไอที ไทยอย่าง ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน และ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์
นอกจากเรื่องเรียน คุณนพดลยังเริ่มต้นชีวิตการทำงานเร็วกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน โดยเริ่มทำงานพาร์ตไทม์ตั้งแต่เรียนอยู่ปี 1 เทอม 2 กับบริษัท อินโนเวชั่น (Innovation) ตัวแทนจำหน่ายคอมพิวเตอร์แวง (Wang) และแอปเปิล (Apple) เขาต้อง จัดสรรเวลาอย่างหนัก เช้าเรียน บ่ายนั่งรถไฟเข้าเมืองไปทำงานเขียนโปรแกรมภาษาไทย กลับหอพักดึกดื่น แต่ด้วยความมุ่งมั่น เขาบริหารเวลาจนสามารถเรียนจบหลักสูตร 5 ปี ได้ภายในเวลาเพียง 4 ปีครึ่งพร้อมเกียรตินิยมอันดับ 2
ก้าวแรกสู่โลกการทำงานแบบมืออาชีพที่ไอบีเอ็ม (IBM) เต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งความประทับใจ เมื่อคุณนพดลเห็นเหตุการณ์ไฟไหม้อาคารที่ตั้งของ IBM จากฝั่งสยามเซ็นเตอร์ สถานที่ที่เขาทำงานอยู่ในขณะนั้น แต่สิ่งที่สะกดใจเขาคือการเห็นบริษัทสามารถจัดการกับปัญหาและกู้ระบบกลับมาให้บริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็วภายในวันเดียว (Business Continuity) เท่านั้น ระบบกลับมาให้บริการ ลูกค้าได้ภายในวันเดียว (Business Continuity)
ภาพความเป็นมืออาชีพนั้นทำให้เขาเดินหน้าสมัครงานทันทีที่เรียนจบ และได้บรรจุในตำแหน่งที่ตรงกับความ เชี่ยวชาญที่สุดคือ วิศวกรพัฒนาภาษาไทย (National Language Development Engineer) รับผิดชอบงานเทคนิคเชิงลึกอย่างการเขียนภาษาแอสเซมบลี (Assembler) เพื่อพัฒนาฟอนต์และระบบตัดคำภาษาไทยบนเครื่องคอมพิวเตอร์ IBM นับ เป็นจุดเริ่มต้นที่หล่อหลอมรากฐานทางเทคนิคและความเป็นมืออาชีพให้เขาอย่างมั่นคง
ทศวรรษแรกที่ IBM: โรงเรียนบ่มเพาะความเป็นมืออาชีพ
หากจะถามว่า “ความเป็นมืออาชีพ” ของคุณนพดลเริ่มต้นที่ไหน คำตอบคงหนีไม่พ้น ไอบีเอ็ม (IBM) สถาบันที่ เปรียบเสมือนโรงเรียนแห่งแรกและแห่งสำคัญที่สุด
คุณนพดลเริ่มต้นงานในตำแหน่ง National Language Development Engineer (NLD) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ มีความลับสูง (Restricted Area) หน้าที่ของเขาคือการปิดทองหลังพระ เขียนโปรแกรมภาษาแอสเซมบลีเพื่อ พัฒนาฟอนต์ไทยบนเครื่องคอมพิวเตอร์และพรินต์เตอร์ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญให้คอมพิวเตอร์ IBM ใช้งานภาษาไทยได้สมบูรณ์ ในช่วงเวลานั้น เขายังคงภาพลักษณ์ของ “เด็กเนิร์ด” ทำงานขลุกอยู่กับโค้ดและการวิจัย โดยมีความฝันลึก ๆ ว่า อยากเติบโตไปเป็นนักวิจัยในห้องแล็บระดับโลก
จุดเปลี่ยน: เมื่อ “Passion” ไม่ใช่การคุยกับคอมพิวเตอร์
จุดหักเหเกิดขึ้นเมื่อคุณนพดลเริ่มสังเกตเห็น “ตัวตน” ที่เปลี่ยนไป แม้จะทำงานเทคนิค แต่เขากลับมีความสุขกับการเข้าสังคม ชอบไปตีกอล์ฟและเล่นเทนนิสกับกลุ่มพนักงานขาย (Sales) มากกว่านั่งเงียบ ๆ ในห้องแล็บ ประกอบกับเมื่อมองดูผู้บริหารระดับตำนานของ IBM ในยุคนั้นอย่าง คุณสมภพ อมาตยกุล และคุณชาญชัย จารุวัสตร์ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจอยากเป็นผู้นำที่เก่งและมีบารมีแบบนั้น
เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปขอผู้ใหญ่ย้ายสายงานข้ามขั้นจากวิศวกรไปเป็น “Sales” ทันที ซึ่งผู้ใหญ่ในตอนนั้น เล็งเห็นแววจากการที่เขาบริหารจัดการงานและแปลเอกสารและคู่มือได้ดีเยี่ยม จึได้ให้โอกาสเขาได้ลองพิสูจน์ฝีมือของตัวเอง
5 ปีแห่งการเป็น “True Blue”: บททดสอบที่ SCG
คุณนพดลสลัดภาพลักษณ์วิศวกรที่ต้องนั่งทำงานในห้องแล็บทั้งวันทั้งคืน สู่การรับบทบาทใหม่ Account Manager ดูแลลูกค้ารายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของประเทศ คือ เครือซิเมนต์ไทย (SCG)
การดูแล SCG ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาต้องปรับตัวเข้าหาวัฒนธรรมองค์กรของลูกค้าอย่างถึงลูกถึงคนแบบที่ใครก็ไม่คาดคิดว่าเขาจะทำ อย่างการตัดเสื้อยูนิฟอร์มของ SCG มาใส่เวลาเข้าไปทำงานที่ไซต์งาน เพื่อให้ดูกลมกลืนกับทุกคนและได้เข้าไปอยู่ในใจลูกค้า ความทุ่มเทนี้ทำให้เขาชนะใจผู้บริหารระดับสูงของ SCG ได้
ผลงานระดับมาสเตอร์พีซคือการปิดดีลขายระบบเมนเฟรมรุ่น ES/9000 มูลค่าหลายร้อยล้านบาท และการ รักษา KPI ที่โหดหินที่สุดของเซลส์ IBM ยุคนั้น คือการทำให้ลูกค้าเป็น “True Blue” (ลูกค้าที่ใช้สินค้า IBM ทั้งหมดโดยไม่มีคู่แข่งแทรก)
บททดสอบและการเรียนรู้: เมื่อเส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
หลังจากอิ่มตัวจากการทำงานที่ IBM คุณนพดลตัดสินใจก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยหรือคอมฟอร์ตโซน (Comfort Zone) เข้าสู่ ชินวัตร อินเตอร์เนชั่นแนล โดยรับบทบาทเป็น “ทัพหน้า” ในการบุกเบิกตลาดอินโดจีน แต่ด้วย ภาระการเดินทางแต่ด้วยที่ต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา ทำให้เขาไม่มีเวลาได้ใช้ชีวิตครอบครัวเลย เขาจึงขอย้ายกลับมาประจำที่ประเทศไทย ก่อนจะข้ามห้วยไป สู่ Covey Leadership Center บริษัทที่ปรึกษาด้านการพัฒนาผู้นำ ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยเปิดโลก ทัศน์เรื่องทักษะด้านคน (People Skill) ให้แก่เขาอย่างมหาศาล
อย่างไรก็ตาม เส้นทางสายอาชีพของคุณนพดลเปรียบเสมือนกราฟชีวิตที่มีทั้งช่วงขาขึ้นและลง เขาต้องเผชิญกับจุด เปลี่ยนสำคัญหลายครั้งที่เข้ามาทดสอบความแข็งแกร่งและทัศนคติในการทำงาน ซึ่งเขามักนิยามเหตุการณ์ เหล่านี้ว่าเป็น “Act of God” หรือเหตุการณ์สุดวิสัยที่ไม่อาจควบคุมได้ ทว่ากลับกลายเป็นบทเรียนล้ำค่าที่หล่อ หลอมให้เขาเติบโตขึ้นในทุกย่างก้าว
หลังจากนั้นเป็นช่วงเวลาที่ร่วมงานกับ Sun Microsystems ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายดูแลลูกค้าราชการระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Account Manager) คุณนพดลปฏิบัติหน้าที่ได้เพียงระยะหนึ่งก็ตัดสินใจยุติบทบาท เนื่องจากพบว่าแนวทางการทำงานและมุมมองในการบริหารจัดการไม่สอดคล้องกัน เขาจึงเลือกที่จะถอยออกมาเพื่อรักษา จุดยืนของตนเอง
และในเวลานั้นได้มีโอกาสเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการประจำประเทศไทย (Country Manager) ที่ Verifone เขาได้ สร้างทีมจนแข็งแกร่ง แต่ก็ต้องเผชิญกับสัจธรรมของการเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจเป็นครั้งแรก เมื่อเกิดการปรับโครงสร้างองค์กรจากการที่ HP เข้าซื้อกิจการ ทำให้เขาต้องยุติบทบาท
บททดสอบยังคงดำเนินต่อไปเมื่อเขาเข้าทำงานที่ Alcatel ซึ่งการทำงานร่วมกับผู้บริหารชาวต่างชาติที่มี วัฒนธรรมและเป้าหมายทางธุรกิจที่แตกต่างกัน กลายเป็นความท้าทายที่ทำให้ต้องปรับตัวอย่างหนักก่อนจะ ตัดสินใจเดินออกมาเพื่อค้นหาโอกาสที่เหมาะสมและท้าทายกว่า
ซึ่งทำให้เขาต้องเผชิญช่วงเวลาว่างงานนานถึง 3-4 เดือน จนกระทั่งได้รับความไว้วางใจให้เข้าไปบริหารบริษัทมหาชนอย่าง Micronetic ที่นั่นเขาสามารถสร้างผลงาน ลิกฟื้นธุรกิจด้วยการขายและติดตั้งโครงการติดตามและตรวจสอบสิ่งของฝากส่ง (Track and Trace) ของไปรษณีย์ไทย แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกลุ่มผู้ถือหุ้นและนโยบายการบริหารภายใน คุณนพดลเลือกที่จะแสดงสปิริตด้วยการ “ไม่รับเงิน เดือนตัวเอง” เพื่อนำเงินไปหมุนเวียนจ่ายให้พนักงาน แต่เมื่อบริษัทไปต่อไม่ไหวจึงตัดสินใจลาออก

แม้กระทั่งในบทบาทผู้อำนวยการกลุ่มลูกค้าองค์กรและพันธมิตร (Enterprise and Partners Group Director) ที่ Microsoft ซึ่งเขาทำยอดขายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่ด้วยรูปแบบการทำงานที่ต้องทุ่มเทเวลาอย่างหนักจนกระทบต่อสมดุลชีวิต (Work-Life Balance) เขาจึงเลือกที่จะปฏิเสธผลตอบแทนก้อนโต เพื่อกลับมาดูแลสุขภาพกายและใจให้พร้อมสำหรับก้าว ต่อไปที่มั่นคงกว่าเดิม
ทศวรรษแห่งการ “สร้างระบบ” และ “สมรภูมิเดือด”: เบื้องหลังความสำเร็จที่ CDGM และ Dell
หลังจากผ่านเรื่องราวชีวิตการทำงานมาหลากหลายรสชาติ ช่วงเวลาที่กราฟชีวิตของคุณนพดลพุ่งทะยานอย่าง มั่นคงที่สุด คือการได้ร่วมงานกับ CDG Microsystems (CDGM) และ Dell Technologies ซึ่งเปรียบเสมือน เวทีที่เปิดโอกาสให้เขาได้แสดงศักยภาพในฐานะ “ผู้บริหารมืออาชีพ” อย่างเต็มภาคภูมิ
การก้าวเข้าสู่ CDG Microsystems ในเครือ CDG Group ของคุณนพดล ไม่ใช่เพียงการเข้ารับตำแหน่งผู้บริหาร แต่คือภารกิจในการนำมาตรฐานระดับโลก (Global Standard) เข้าไปวางรากฐานใหม่ให้กับองค์กรไทย ตลอดระยะเวลา 8 ปี คุณนพดลสวมบทบาท “วิศวกรผู้สร้างระบบ” (The System Builder) โดยนำจุดแข็งจากการเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้กับการบริหารยอดขายอย่างเป็นรูปธรรม
สิ่งที่เขาริเริ่มคือการนำแนวคิดการพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส (Open Source) ให้กับทีมพัฒนาขึ้นมาใช้เองในองค์กรเพื่อใช้สำหรับทำระบบพยากรณ์ยอดขาย (Sales Forecast) ภายในองค์กร แทนการรออนุมัติงบประมาณซื้อระบบ CRM สำเร็จรูปที่มีราคาสูงในยุคนั้น ซึ่งมีลักษณะการทำงานคล้ายคลึงกับ Salesforce.com ในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการบังคับใช้ระบบการวางแผนดูแลลูกค้า (Account Planning) เพื่อให้ทีมขายสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสของลูกค้าแต่ละรายได้อย่างละเอียดก่อนเริ่มดำเนินการ
ความโดดเด่นของคุณนพดลในช่วงเวลานี้ คือความสามารถในการเปลี่ยนรูปธรรมให้เป็นผลลัพธ์จากระบบที่เขาสร้างขึ้นส่งผลให้การพยากรณ์ยอดขายมีความแม่นยำสูงในระดับรายสัปดาห์ (Weekly Forecast) ความ แม่นยำนี้เองที่สร้างความเชื่อมั่น (Trust) ให้กับบอร์ดบริหารและพันธมิตรระดับโลกอย่าง HP, EMC และ Microsoft จนนำไปสู่ผลลัพธ์สำคัญคือการที่ CDGM ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ (Large Account Reseller – LAR) ของ Microsoft และสามารถสร้างรายได้แตะระดับพันล้านบาท กลายเป็นฟันเฟือง สำคัญที่คอยขับเคลื่อนสินค้าและระบบให้กับบริษัทในเครือ CDG ทั้งหมด
ความสำเร็จอย่างงดงามที่ CDGM ได้กลายเป็นใบเบิกทางให้คุณนพดลได้รับภารกิจที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิมที่ เดลล์ (Dell Technologies) ประเทศไทย ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ (MD) เป็นระยะเวลา 5 ปี ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อ ประวัติศาสตร์ของการควบรวมกิจการระหว่าง Dell และ EMC ที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน คุณนพดลต้องบริหารจัดการ โมเดลธุรกิจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในเวลาเดียวกัน ระหว่างธุรกิจที่เน้นความเร็วอย่างพีซีและโน้ตบุ๊ก (Transactional Business หรือ Run Rate) ที่ต้องวัดผลตัวเลขกันแบบวันต่อวัน กับธุรกิจโครงการขนาดใหญ่ อย่างเซิร์ฟเวอร์และสตอเรจ (Long Cycle Enterprise Project) ที่ต้องใช้เวลาบ่มเพาะดีลนาน 6-12 เดือน โดย ต้องรักษาสมดุลของทั้งสองส่วนเพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในตารางจัดอันดับของไอดีซี (International Data Corporation – IDC) ซึ่งถือเป็นมาตรวัดศักดิ์ศรีของบริษัทไอที
ภายใต้สมรภูมิความเร็วและความอึดนี้ คุณนพดลได้พิสูจน์ฝีมือในฐานะ “นักบริหารความกดดัน” (Pressure Manager) ด้วยการพา Dell ประเทศไทย ทะยานขึ้นสู่อันดับ 1 ในตลาดเซิร์ฟเวอร์และสตอเรจ สามารถเอาชนะ คู่แข่งคนสำคัญอย่าง HP ได้สำเร็จ โดยเฉพาะไตรมาสแห่งความทรงจำที่เขาสามารถพา Dell กวาดอันดับ 1 ได้ ครบทุกหมวดสินค้า ทั้งพีซี โน้ตบุ๊ก เซิร์ฟเวอร์ และสตอเรจ อย่างเบ็ดเสร็จ เคล็ดลับสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความ สำเร็จนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของตัวเลข แต่คือการทำหน้าที่เป็น “ตัวรับแรงกระแทก” ( The Storm Breaker ) โดยคุณนพดลเลือกที่จะแบกรับแรงกดดันมหาศาลจากบริษัทแม่ไว้ที่ตนเองและกลั่นกรองเฉพาะสิ่งที่จำเป็นส่งต่อไปยังทีมงาน เพื่อให้ทุกคนทำงานได้อย่างมีความสุขและเต็มศักยภาพ ยึดมั่นในคติประจำใจที่ว่า “ทุกข์พี่รับไว้ สุขเรา ฉลองร่วมกัน”
ภารกิจปัจจุบัน: ล่องเรือสู่ “น่านน้ำสีน้ำเงิน” กับ Nutanix ในวัย 60

หลังจากเว้นวรรคจากบริษัทข้ามชาติเขาได้รับโอกาสไปช่วยงานในตำแหน่งที่ปรึกษาและบริหารให้กับบริษัทสัญชาติไทยและสามารถสร้างผลงานได้เป็นอย่างดี ในวัย 60 ปี คุณนพดลได้รับโทรศัพท์สายสำคัญจาก Head Hunter ที่ชักชวนให้เขากลับสู่สนามประลองเทคโนโลยีอีกครั้งกับ Nutanix แม้ เรื่อง “อายุ” จะเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาในห้องสัมภาษณ์ แต่ด้วยไฟในการทำงานที่ยังคุโชนและประสบการณ์ที่หาตัวจับยาก คุณนพดลไม่ได้มองว่านี่เป็นเพียงงานสุดท้ายก่อนเกษียณ แต่มองเห็นโอกาสระดับ “New S-Curve” ที่เขาพร้อมจะเอาชื่อเสียงตลอด 40 ปีเป็นเดิมพัน
คุณนพดลวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจของ Nutanix อย่างทะลุปรุโปร่ง โดยมองเกมขาดจาก HCI สู่ “แพลตฟอร์ม” (The Platform Vision) เขาไม่ได้มองบริษัทนี้เป็นเพียงผู้ขายโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮเปอร์คอนเวิร์จ (HCI) หรือ คนขายฮาร์ดแวร์แบบเดิม ๆ แต่มองเห็นศักยภาพในการเป็น “ยักษ์เล็ก” (Little Giant) ซึ่งต่างจากองค์กร อุ้ยอ้ายที่มีพนักงานแสนคนเหมือนที่เขาเคยอยู่ Nutanix เป็นองค์กรที่มีความคล่องตัวสูง (Nimble) ตัดสินใจเร็ว และมีนวัตกรรมเป็นอาวุธ เปรียบเสมือนเรือสปีดโบ๊ทที่พร้อมจะแซงเรือบรรทุกสินค้าในน่านน้ำยุคใหม่ โดยเขา มองเห็นช่องว่างทางการตลาดที่เป็น “น่านน้ำสีน้ำเงิน” (Blue Ocean) นั่นคือตลาด Hybrid Multicloud ที่กำลัง เปลี่ยนผ่านจากยุคของการผูกขาดโดยผู้ให้บริการ (Vendor Lock-in) ไปสู่ยุคแห่งอิสรภาพ
หัวใจสำคัญที่คุณนพดลใช้ขับเคลื่อนองค์กร และถือเป็น “Big Bet” ของเขา คือกลยุทธ์ “ทลายกำแพง” (Breaking Silos) ภายใต้วิสัยทัศน์แห่งอิสรภาพที่ว่า “Your Data, Your App, Your AI… of Your Choice” เขาอธิบาย วิสัยทัศน์นี้ไว้ว่า ในอดีตลูกค้ามักถูกบีบให้เลือกว่าจะเก็บข้อมูลไว้ที่ On-Premise (ศูนย์ข้อมูลภายใน) หรือจะ ย้ายไป Public Cloud ซึ่งแต่ละทางเลือกมักมาพร้อมกำแพง (Silos) ที่ทำให้การย้ายข้อมูลไปมาเป็นเรื่องยาก และมีค่าใช้จ่ายสูงหน้าที่ของเขาคือการเข้ามาทลายกำแพงเหล่านั้น โดย Nutanix จะมอบอิสระแก่ลูกค้าในการเลือกโครงสร้างพื้นฐานที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็น Private Cloud, Public Cloud หรือ Edge ให้สามารถรันแอปพลิเคชัน สมัยใหม่ (Cloud Native) และ AI ได้อย่างราบรื่นไร้รอยต่อ โดยไม่ถูกจับเป็นตัวประกันด้วยเทคโนโลยีของค่ายใดค่ายหนึ่ง ซึ่งวิสัยทัศน์นี้สามารถซื้อใจลูกค้าองค์กรไทยได้ เพราะตอบโจทย์เรื่องความยืดหยุ่น (Flexibility) และการบริหารต้นทุน (Cost Efficiency) ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
นอกจากนี้ คุณนพดลยังเดิมพันด้วย “AI Ready Infrastructure” โดยอ่านเกมล่วงหน้าว่าคลื่นลูกต่อไปไม่ใช่แค่ Cloud แต่คือ AI เขาจึงเร่งผลักดันโซลูชัน GPT-in-a-Box และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมสำหรับ AI (AI-Ready Infrastructure) เพื่อให้องค์กรไทยสามารถสร้างและรันโมเดล AI ของตนเองได้ทันที โดยไม่ต้องกังวลเรื่อง ความปลอดภัยของข้อมูลหรือความซับซ้อนของระบบเบื้องหลัง
ในด้านการบริหารจัดการ คุณนพดลใช้ภาวะผู้นำแบบ “The Storm Breaker” ในองค์กรยุคใหม่ เขาเข้าใจดีว่าทีม งาน Nutanix ประกอบด้วยคนรุ่นใหม่และคนเก่งจากหลากหลายค่ายทั้ง Cisco, EMC และ Dell ความท้าทายคือการหลอมรวมวัฒนธรรม (Culture Blending) เขาจึงใช้ปรัชญา “The Storm Breaker” ในการบริหารงาน คือการทำตัว เป็นกันชนรับแรงกดดันจากสำนักงานใหญ่ (HQ) เพื่อกรองเฉพาะสิ่งที่จำเป็นมาสู่ทีมงาน ให้ทีม Sales และ Technical สามารถทำงานได้อย่างมีอิสระ (Autonomy) และมีความสุข ภายใต้ความเชื่อใจ (Trust) ว่าทุกคนจะ วิ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันโดยไม่ต้องใช้การ Micromanagement
สำหรับเป้าหมายในระยะ 3 ปี คุณนพดลได้วางโรดแมปไว้อย่างชัดเจนและท้าทาย โดยในปีที่ 1 จะเน้นเรื่อง Stability คือการสร้างเสถียรภาพ ปรับกระบวนการทำงาน และสร้างความเชื่อใจในทีม ส่วนปีที่ 2 ถึงปีที่ 3 จะ มุ่งสู่การเป็น Market Leader โดยผลักดันให้ Nutanix ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในใจ (Top of Mind) เมื่อผู้บริหารระดับสูง (CIO/CEO) คิดถึงเรื่อง Multicloud และ AI ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจให้ Nutanix เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ แอปพลิเคชันต่าง ๆ สามารถให้บริการประชาชนได้รวดเร็วที่สุด มีประสิทธิภาพที่สุด และปลอดภัยที่สุด
บทสัมภาษณ์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ถอดบทเรียน ‘ธรรณพ สมประสงค์’ 25 ปี Thaiware จากยุค Dotcom สู่ AI
ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์: เมื่อ AI ไม่ใช่ ‘ทางเลือก’ แต่คือ ‘ทางรอด’ เศรษฐกิจไทย
ดร.อสมา กุลวานิชไชยนันท์ กับภารกิจปั้น Coraline ฝ่ากระแส AI Bubble ปักธง Deep Tech ไทย



