Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

กทม. เปิดตัว ‘EV เพื่อพี่วิน’ นำร่องมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ลดฝุ่น-ประหยัดปีละ 4 หมื่น

กทม. เปิดตัว 'EV เพื่อพี่วิน' นำร่องมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ลดฝุ่น-ประหยัดปีละ 4 หมื่น

ท่ามกลางวิกฤติฝุ่นละออง PM2.5 ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในเขตเมือง กรุงเทพมหานครได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษจากแหล่งกำเนิด ล่าสุดได้จับมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เตรียมเปิดตัวโครงการนำร่อง “EV เพื่อพี่วิน” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานคร โครงการความร่วมมือไทย–เยอรมันด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (TGC EMC) ดำเนินงานโดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) โดยมีเป้าหมายหลักในการดึงผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างกว่า 200 คนทั่วกรุงเทพฯ เข้าสู่กระบวนการทดลองใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ขับขี่และเปลี่ยนผ่านระบบขนส่งเสริม (Feeder System) ดั้งเดิมสู่การขนส่งที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ดร.โดมินิกา คาลินอฟสกา ผู้อำนวยการโครงการด้านการขนส่ง ประเทศไทย จาก GIZ ได้สะท้อนภาพความสำคัญของจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะว่าเป็นเสมือนระบบขนส่ง “เส้นเลือดฝอย” (Capillary Transport) เพียงหนึ่งเดียวที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อการเดินทางจากที่พักอาศัยในพื้นที่ซอยลึกเข้าสู่ระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่

ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีผู้ขับขี่วินมอเตอร์ไซค์กว่า 89,000 คน และมีวินมากกว่า 5,300 แห่งกระจายอยู่ทั่วเมือง แต่ข้อมูลปัจจุบันกลับพบว่ามีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในระบบเพียง 123 คันเท่านั้น ส่วนใหญ่ยังคงใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเกิดฝุ่น PM2.5 และก๊าซเรือนกระจก สถานการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ลำพังเพียงความพร้อมทางเทคโนโลยีอาจไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องมีการออกแบบระบบสนับสนุนที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงของผู้ขับขี่ร่วมด้วย

โครงการ “EV เพื่อพี่วิน” จึงถูกออกแบบขึ้นจากการศึกษาพฤติกรรมเชิงลึกของผู้ขับขี่วินมอเตอร์ไซค์ในกรุงเทพฯ อย่างรอบด้าน เพื่อทลายข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่าน ทั้งในเรื่องต้นทุนรายวัน ข้อจำกัดด้านที่อยู่อาศัย และอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะความกังวลเรื่องระบบแบตเตอรี่และการซ่อมบำรุงที่เคยเป็นปัญหาคอขวด

โครงการจึงนำเสนอทางออกด้วยโมเดลเช่าขับรายวันและระบบสลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping) ที่ผู้ขับขี่ไม่ต้องเสียเวลาจอดรอชาร์จไฟ ทำให้สามารถนำรถไปให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารได้ต่อเนื่องเสมือนรถน้ำมัน และมีการเก็บข้อมูลการใช้งานจริงเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอด

ในมิติของความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืน และหัวหน้าศูนย์ MOVE มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดเผยข้อมูลเปรียบเทียบต้นทุนว่า จากการใช้งานจริงของผู้ขับขี่ที่วิ่งระยะทางเฉลี่ย 90–135 กิโลเมตรต่อวัน จะมีภาระค่าน้ำมันอยู่ที่ 100–150 บาท แต่หากเปลี่ยนมาใช้จักรยานยนต์ไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานจะลดลงเหลือเพียง 10–20 บาทต่อวัน ซึ่งเท่ากับสามารถประหยัดเงินได้สูงถึง 20,000–40,000 บาทต่อปี นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นเรื่องค่าบำรุงรักษาที่ต่ำแทบไม่มีค่าใช้จ่ายจุกจิก และที่สำคัญคือไม่มีการปล่อยมลพิษจากปลายท่อ ช่วยยกระดับคุณภาพอากาศของเมืองได้ในระยะยาว

ทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ระบุว่าการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ขับขี่ต้องอาศัยระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้งาน ทั้งมาตรฐานแบตเตอรี่ บริการหลังการขาย และรูปแบบทางการเงินที่เข้าถึงง่าย โดยโครงการนี้จะมุ่งเน้นการผลักดันให้มีการติดตั้งสถานีชาร์จสำหรับวินมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะ พร้อมทั้งเชื่อมโยงการใช้งานจุดชาร์จแบบ AC ที่มีอยู่เดิมในพื้นที่นำร่อง เพื่อให้ครอบคลุมทุกมิติการเดินทางและสร้างความมั่นใจก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครและภาคีเครือข่ายเตรียมจัดงานเปิดตัวและเปิดสนามทดลองขับในวันที่ 16 กุมภาพันธ์นี้ ณ สนามกีฬาไทย–ญี่ปุ่น ดินแดง เพื่อเปิดโอกาสให้พี่วินที่สนใจได้ทดลองขับขี่จริง พร้อมรับข้อมูลด้านการเงินและการดูแลรักษารถ ก่อนสมัครเข้าร่วมโครงการ โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำไปพัฒนาภายใต้โมเดล “Win–Win–Win” ที่มุ่งให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน ทั้งเมืองที่สะอาดขึ้น คนขับที่มีรายได้เพิ่มขึ้น และสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนระบบขนส่งเมืองสู่ความยั่งยืน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

MIT เปิดโรดแมป ‘พลังงานแห่งอนาคต’ ที่โลกต้องมี

พลิกโฉมจัดการน้ำยุค ‘โลกเดือด’ ด้วย Data, AI และระบบ Hybrid

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar