Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

‘ชุติมา สีบำรุงสาสน์’ : เมื่อ HR ไม่ใช่แค่คนเบื้องหลัง แต่คือ ‘มือซ้าย’ ที่กุมหัวใจขององค์กร

'ชุติมา สีบำรุงสาสน์' : เมื่อ HR ไม่ใช่แค่คนเบื้องหลัง แต่คือ 'มือซ้าย' ที่กุมหัวใจขององค์กร

ในโลกธุรกิจที่มักขับเคลื่อนด้วยตรรกะของตัวเลขและผลกำไร บทบาทของฝ่ายทรัพยากรบุคคลมักถูกจำกัดความไว้เพียงหน่วยงานสนับสนุนเบื้องหลัง แต่สำหรับ “ชุติมา สีบำรุงสาสน์” หรือ “พี่ชุ” ผู้บริหารระดับสูงที่คร่ำหวอดในสมรภูมิการบริหารคนมากว่า 3 ทศวรรษ เธอกลับมีนิยามที่แตกต่างและลึกซึ้งกว่านั้น

หากเปรียบซีอีโอเป็นสมองที่คอยสั่งการ และฝ่ายการเงินเป็นมือขวาที่คอยคุมเส้นเลือดใหญ่ เธอยืนยันว่า HR คือ “มือซ้าย” อวัยวะข้างเดียว ที่เชื่อมต่อโดยตรงกับตำแหน่งของหัวใจ ทำหน้าที่ดูแลสินทรัพย์ที่มีชีวิตและทรงพลังที่สุดขององค์กรนั่นคือ “มนุษย์” The Story Thailand จะพาไปสำรวจเส้นทางความคิดของผู้บริหารหญิงผู้พลิกบทบาทจากคนทำงานเบื้องหลังสู่การเป็นคู่คิดทางธุรกิจ และภารกิจสำคัญในการเปลี่ยนพนักงานให้เป็นแต้มต่อที่องค์กรไม่อาจขาดได้

รากฐานวิธีคิดจากลูกสาวคนโตสู่รั้วแม่โดม

พื้นฐานชีวิตของคุณชุติมา เริ่มต้นจากการเป็นลูกสาวคนโตในครอบครัวคนจีนที่ประกอบอาชีพค้าขายในกรุงเทพมหานคร สิ่งที่ปลูกฝังลงในตัวเธออย่างหยั่งรากลึกคือความรับผิดชอบในฐานะ “พี่ใหญ่” ที่ต้องทำหน้าที่ดูแลน้องอีกสองคน และเป็นที่พึ่งของครอบครัว ความไว้วางใจและอิสระที่ได้รับจากทางบ้านกลายเป็นเข็มทิศสำคัญที่ทำให้เธอต้องรู้จักกำกับดูแลตนเองให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้บุพการีต้องผิดหวัง

แม้เจ้าตัวจะนิยามชีวิตช่วงวัยเรียนที่โรงเรียนศึกษานารี และคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่ามีความ “เกเร” ตามประสาวัยรุ่นที่รักความสนุกสนาน ชอบขลุกอยู่กับกลุ่มเพื่อนทำกิจกรรมสันทนาการใต้ตึกคณะ มากกว่าการนั่งเรียนหน้าห้อง แต่คุณชุติมากลับมีวินัยในการเรียนที่เคร่งครัดซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ของเด็กกิจกรรม เธอตระหนักดีว่า หน้าที่หลักคือการรักษาผลการเรียนให้ดีเพื่ออนาคต ทำให้เธอสามารถรักษาสมดุลระหว่างโลกของความสนุก และโลกของความรับผิดชอบได้อย่างลงตัว

จุดเปลี่ยนสำคัญทางความคิด เกิดขึ้นเมื่อก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คุณชุติมาเผชิญกับความท้าทายทางวิชาการเมื่อพลาดหวังจากการสอบคัดเลือก (Pre-test) เพื่อเข้าเรียนวิชาเอกภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสในรอบแรก สถานการณ์บีบคั้นให้เธอต้องเลือกเส้นทางที่ยากลำบากยิ่งกว่า คือการมุ่งมั่นทำผลการเรียนในปีแรกให้ติดกลุ่มคะแนนสูงสุด 50 อันดับแรก เพื่อช่วงชิงสิทธิ์เข้าเรียนในสาขาวิชาวรรณคดีอังกฤษ จากเด็กกิจกรรมที่เคยสนุกกับการเป็นประธานเชียร์และนักโต้วาที เธอต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเข้าสู่การเป็นหนอนหนังสือ ขลุกตัวอยู่ในห้องสมุดเพื่อเอาชนะข้อจำกัดทางภาษาและความรู้พื้นฐาน จนสามารถพิชิตเป้าหมายทางวิชาการได้สำเร็จ

ช่วงเวลาแห่งการฝ่าฟันในรั้วมหาวิทยาลัย ไม่เพียงมอบวิชาความรู้ แต่ยังทำให้เธอตกผลึกถึงตัวตนที่แท้จริงว่า แม้พื้นฐานบุคลิกภาพจะไม่ใช่คนชอบแสดงตัว (Introvert) แต่กลับมีความสุขในการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ชอบการให้คำแนะนำ และมีสัญชาตญาณของการเป็น “ผู้จัดการ” (Orchestrator) ที่ชอบจัดวางระเบียบ ดูแลความเรียบร้อย และขับเคลื่อนให้ภาพรวมของงานออกมาสมบูรณ์ ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้ได้กลายเป็นต้นทุนสำคัญที่หล่อหลอมให้เธอก้าวเข้าสู่วิชาชีพบริหารทรัพยากรบุคคลได้อย่างเป็นธรรมชาติในเวลาต่อมา

ก้าวแรกในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและจุดเปลี่ยนสู่โลก HR

'ชุติมา สีบำรุงสาสน์' : เมื่อ HR ไม่ใช่แค่คนเบื้องหลัง แต่คือ 'มือซ้าย' ที่กุมหัวใจขององค์กร

ปี 2532 นับเป็นห้วงเวลาสำคัญของประเทศไทยที่รัฐบาลประกาศให้เป็น “ปีท่องเที่ยวไทย” (Visit Thailand Year) กระแสการตื่นตัวในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ได้ดึงดูดบัณฑิตจบใหม่จำนวนมากให้ก้าวเข้าสู่ธุรกิจนี้ คุณชุติมาเริ่มต้นชีวิตการทำงานที่บริษัท Diethelm Travel ในแผนก Inbound รับผิดชอบดูแลนักท่องเที่ยวกลุ่มพรีเมียมจากยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเยอรมนี ออสเตรีย และสวิตเซอร์แลนด์ งานในส่วนนี้ฝึกฝนทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการบริหารจัดการความคาดหวังของลูกค้า ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การดูแลนักท่องเที่ยวระดับวีไอพีที่เดินทางมาด้วยเที่ยวบินเหมาลำ (Charter Flight) ทำให้เธอได้เรียนรู้หัวใจสำคัญของการบริการและความอดทนในการทำงานภายใต้ความกดดัน

แม้จะสนุกกับความท้าทายของเนื้องานที่ต้องรับมือกับเหตุการณ์ไม่ซ้ำเดิมในแต่ละวัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป คุณชุติมาเริ่มตระหนักถึงเพดานความก้าวหน้าในสายอาชีพ การวนเวียนอยู่กับการจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม และจัดตารางการเดินทาง เริ่มไม่ใช่คำตอบสำหรับอนาคตระยะยาว ประกอบกับสัญญาณการอิ่มตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในขณะนั้น ทำให้เธอตัดสินใจมองหาเส้นทางใหม่ตามคำแนะนำของเพื่อน ที่ชักชวนให้ไปสมัครงานที่บริษัทจัดหางานสัญชาติสวิสชื่อ Adecco (ซึ่งในขณะนั้นดำเนินงานภายใต้ชื่อ ECCO)

การก้าวเท้าเข้าสู่ Adecco ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตการทำงาน เดิมทีเธอคาดหวังเพียงงานด้านนำเข้าส่งออกที่ได้ใช้ทักษะภาษาต่างประเทศ แต่โชคชะตากลับนำพาให้เธอได้รับบทบาทเป็น “Recruiter” หรือผู้สรรหาบุคลากร ช่วงเวลานี้เปรียบเสมือนโรงเรียนแห่งแรกที่เปิดโลกทัศน์ด้านการบริหารคนให้แก่เธออย่างแท้จริง หน้าที่ในการสัมภาษณ์ผู้สมัครนับร้อยคนต่อสัปดาห์ ทำให้เธอค้นพบทักษะพิเศษในการอ่านคนและการวิเคราะห์ความต้องการที่ซ่อนอยู่

ความสำเร็จในงานนี้ไม่ได้วัดเพียงตัวเลขการปิดยอดจ้างงาน แต่ชุติมาค้นพบปรัชญาการทำงานที่ลึกซึ้งกว่านั้น เธอมองว่าการจับคู่คนให้ตรงกับงาน (Job Matching) ไม่ใช่เพียงธุรกรรมทางธุรกิจ แต่คือความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์ การที่ใครสักคนได้งานที่เหมาะสม หมายถึงความมั่นคงของครอบครัวและสังคมรอบตัวเขา แนวคิดนี้ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและกำหนดทิศทางการทำงานในฐานะนักบริหารทรัพยากรบุคคลของเธอจวบจนปัจจุบัน

ลงทุนเพื่อการเรียนรู้: ยอมถอยเพื่อก้าวกระโดด

เมื่อเส้นทางอาชีพในแวดวงบริษัทจัดหางานดำเนินมาถึงจุดที่คุณชุติมาเริ่มมองเห็นเพดานของความท้าทาย แม้จะประสบความสำเร็จในการปิดยอดจ้างงาน และบริหารจัดการบัญชีเงินเดือนพนักงานชั่วคราวได้อย่างต่อเนื่อง แต่ความกระหายที่จะเข้าใจกลไกการบริหารคนในมิติที่ลึกซึ้ง และเป็นระบบมากกว่าเพียงการสรรหา ผลักดันให้เธอเบนเข็มเข้าสู่โลกขององค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ (Corporate HR) ทว่า ด้วยการประเมินศักยภาพตนเองอย่างตรงไปตรงมาและปราศจากอัตตา เธอตระหนักดีว่าประสบการณ์ที่มีอาจยังไม่เพียงพอที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลโดยตรงได้ทันทีในองค์กรระดับมหาชน

การตัดสินใจครั้งสำคัญจึงเกิดขึ้น บนพื้นฐานของวิธีคิดแบบ “นักลงทุน” ที่ยอมแลกสถานะทางตำแหน่งเพื่อผลตอบแทนทางปัญญาในระยะยาว คุณชุติมาเลือกยื่นใบสมัครในตำแหน่งเลขานุการผู้บริหารระดับสูง (Executive Secretary to HR Director) ที่เครือสหวิริยา (Sahaviriya Steel Industries) กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กครบวงจรชั้นนำของประเทศ ในวันสัมภาษณ์งาน เมื่อผู้บริหารตั้งคำถามถึงเหตุผลที่เลือกสมัครตำแหน่งเลขาฯ แทนที่จะเป็นงาน HR โดยตรง เธอให้คำตอบที่สะท้อนทัศนคติอันเฉียบคมว่า ตนเองยังขาดความรู้ความเข้าใจในระบบโครงสร้างงาน HR ที่แท้จริง การได้ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดในการเรียนรู้กระบวนการทั้งหมดจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ โดยไม่ยึดติดกับชื่อตำแหน่งบนนามบัตร

ก้าวย่างที่สหวิริยา เปรียบเสมือนการเข้าศึกษาในโรงเรียนวิชาชีพภาคสนามที่มีความซับซ้อนสูง ภายใต้อาณาจักรธุรกิจเหล็กที่มีโรงงานผลิตขนาดใหญ่ในอำเภอบางสะพาน มีบุคลากรนับพันชีวิต และมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผู้เชี่ยวชาญชาวอิตาลี คุณชุติมามิได้ทำหน้าที่เพียงจัดการตารางนัดหมาย แต่ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลงานบริหารทรัพยากรบุคคลแบบครบวงจร ในส่วนของผู้บริหารระดับสูง (Management Level) และทำหน้าที่จัดการความเรียบร้อยของสำนักงานผู้บริหาร (Executive Office) ทั้งหมด บทบาทนี้เปิดโอกาสให้เธอได้ใช้ทักษะการจัดระบบระเบียบ (Orchestrator) ที่มีติดตัวมาตั้งแต่สมัยเรียน ผสานกับการเรียนรู้ระบบงานบริหารค่าตอบแทน กฎหมายแรงงาน และการวางโครงสร้างองค์กรจากของจริง

เพื่อเติมเต็มจิ๊กซอว์ความรู้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น คุณชุติมายังมุ่งมั่นศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Graduate Diploma in HRM) ที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การทำงานภาคปฏิบัติควบคู่ไปกับการเติมหลักการทางวิชาการ ทำให้รากฐานความรู้ของเธอแข็งแกร่งและเป็นระบบ เตรียมพร้อมสำหรับการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ในสายอาชีพที่จะตามมาในอนาคต

ฝ่าวิกฤติต้มยำกุ้งและโมเดล HR Business Partner: จากฝ่ายสนับสนุนสู่คู่คิดทางธุรกิจ

ปี 2540 ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ทางเศรษฐกิจจากวิกฤติต้มยำกุ้ง สถาบันการเงินหลายแห่งต้องปิดตัวหรือควบรวมกิจการเพื่อความอยู่รอด คุณชุติมาตัดสินใจก้าวเข้าสู่สมรภูมิที่ร้อนแรงที่สุดในขณะนั้นด้วยการร่วมงานกับธนาคารกรุงเทพ ในส่วนงานบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลสำหรับกลุ่มธุรกิจพิเศษ หน้าที่ของเธอคือการดูแลกลุ่มบุคลากรที่เปรียบเสมือน “มนุษย์ทองคำ” ของธนาคาร อันได้แก่ สายงานวานิชธนกิจ (Investment Banking) และกลุ่มบริหารเงินทุนต่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ต้องใช้ทักษะความชำนาญเฉพาะทางสูงและเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนรายได้ขององค์กร

สถานการณ์ในขณะนั้น บีบคั้นให้องค์กรต้องปรับตัวอย่างรุนแรง ธนาคารกรุงเทพจำต้องประกาศโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retire) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากในวัฒนธรรมองค์กรธนาคารไทยสมัยนั้น ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง คุณชุติมาได้เรียนรู้การบริหารจัดการคนในภาวะวิกฤติที่ต้องอาศัยทั้งความเด็ดขาดและความประนีประนอม นอกจากการดูแลผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติ (Expat) ที่เข้ามาทำงานแล้ว เธอยังมีส่วนร่วมในกลยุทธ์การบริหารต้นทุนมนุษย์ที่ชาญฉลาด คือการส่งออกพนักงานไทยที่มีศักยภาพไปประจำการยังสาขาต่างประเทศ เช่น ลอนดอน หรือนิวยอร์ก วิธีการนี้ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนการจ้างงานผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสให้บุคลากรไทยได้ไปเรียนรู้วิทยาการทางการเงินในระดับสากลเพื่อนำกลับมาพัฒนาองค์กรในภายหลัง

หลังจากสั่งสมประสบการณ์ในองค์กรการเงินระดับชาติ คุณชุติมาขยับขยายเส้นทางอาชีพสู่ Standard Chartered Bank ในช่วงเวลาที่มีการควบรวมกิจการกับธนาคารนครธน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอได้สัมผัสกับแนวคิด “HR Business Partner” อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นการพลิกบทบาทของฝ่ายทรัพยากรบุคคลจากเดิมที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงงานหลังบ้าน (Back Office) ที่รอรับคำสั่งให้หาคนหรือทำจ่ายเงินเดือน ให้ก้าวขึ้นมาเป็นหุ้นส่วนทางกลยุทธ์ที่ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้นำธุรกิจ

ในบทบาทใหม่นี้ คุณชุติมาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่จัดหาคนตามใบสั่งงาน แต่เธอเข้าไปมีส่วนร่วมในวงจรการตัดสินใจทางธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ เธอต้องนั่งหารือร่วมกับผู้บริหารสายงานธุรกิจเพื่อวิเคราะห์ทิศทางของตลาด การขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ และประเมินว่าองค์กรต้องการบุคลากรที่มีทักษะแบบใดเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายเหล่านั้น การทำงานครอบคลุมตั้งแต่วงจรชีวิตวันแรกของพนักงาน การบริหารผลการปฏิบัติงาน การสร้างความผูกพันต่อองค์กร ไปจนถึงการรักษาคนเก่งให้อยู่กับองค์กร ประสบการณ์ในช่วงนี้หล่อหลอมให้เธอตระหนักว่า งาน HR ที่แท้จริงไม่ใช่การทำงานตามฟังก์ชัน แต่คือการเข้าใจบริบทของธุรกิจอย่างถ่องแท้ และสามารถใช้เครื่องมือด้านการบริหารคนเข้าไปช่วยแก้ปัญหาและขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม

ศิลปะการบริหารในโลกความงามและจุดเปลี่ยนสู่อุตสาหกรรมยา

ศิลปะการบริหารในโลกความงามและจุดเปลี่ยนสู่อุตสาหกรรมยา

เมื่อความท้าทายในโลกการเงินเริ่มอิ่มตัว คุณชุติมาตัดสินใจก้าวออกจากกรอบระเบียบที่เคร่งครัดสู่ความรวดเร็วและพิถีพิถันของอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคที่ L’Oreal Thailand ที่นี่เธอได้สัมผัสกับวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นความเป็นเลิศด้านภาพลักษณ์และความงาม ซึ่งเบื้องหลังความสวยงามของผลิตภัณฑ์คือกระบวนการทำงานที่หนักหน่วงและแข่งกับเวลา ช่วงเวลานี้ถือเป็นบททดสอบจิตใจครั้งสำคัญ เมื่อเธอได้รับโอกาสให้ก้าวขึ้นรักษาการในตำแหน่ง HR Director แต่ด้วยการประเมินตนเองอย่างซื่อตรงและมองการณ์ไกล เธอเลือกที่จะปฏิเสธตำแหน่งสูงสุดนั้นเพื่อก้าวออกจาก Comfort Zone ไปแสวงหา “โรงเรียน” แห่งใหม่ที่จะช่วยเติมเต็มทักษะความเป็นมืออาชีพให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นก่อนที่จะรับบทบาทผู้นำสูงสุด

การตัดสินใจครั้งนั้นนำพาเธอเข้าสู่อุตสาหกรรมเวชภัณฑ์ระดับโลกอย่าง Novartis ซึ่งกลายเป็นเวทีสำคัญที่ทำให้เธอได้แสดงฝีมือในฐานะ “นักบริหารการเปลี่ยนแปลง” (Change Management) อย่างเต็มตัว ภารกิจแรกที่เธอต้องจัดการคือการสังคายนาฐานข้อมูลพนักงานใหม่ทั้งหมด (Data Cleansing) เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างองค์กรที่ซับซ้อนและไม่ชัดเจน การทำข้อมูลให้โปร่งใสนี้เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ฝ่ายบริหารมองเห็นภาพรวมของต้นทุนและประสิทธิภาพที่แท้จริง นำไปสู่การตัดสินใจปรับโครงสร้างองค์กร (Re-organization) ได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ผลงานชิ้นโบแดงที่สะท้อนวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาคนของคุณชุติมาในยุคนี้ คือการริเริ่มโครงการนวัตกรรมที่มีชื่อว่า “Tiger Dragon” (เสือแลกมังกร) ซึ่งเกิดจากการเล็งเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกันของบุคลากรในแต่ละภูมิภาค เธอจับมือกับผู้บริหารเพื่อสร้างโครงการแลกเปลี่ยนพนักงานระหว่างไทย (เสือ) และประเทศ South East Asia (มังกร) โดยส่งพนักงานไทยไปทำงานที่อินเดียเพื่อฝึกฝนความแกร่งและทักษะการเอาตัวรอดในตลาดที่มีความซับซ้อนสูง ในขณะเดียวกันก็รับพนักงานอินเดียเข้ามาในไทยเพื่อเสริมทักษะเฉพาะทางและกระตุ้นให้เกิดบรรยากาศการทำงานที่เป็นสากล (Global Exposure) อย่างแท้จริง โครงการนี้ไม่เพียงช่วยปิดช่องว่างด้านทักษะ แต่ยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและพร้อมรับมือกับความหลากหลายในระดับโลก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจข้ามชาติในปัจจุบัน

การปรับวัฒนธรรมองค์กรในยุคเทคโนโลยี: จากผู้รู้สู่ผู้เรียนรู้

ทว่าก้าวสำคัญที่เปรียบเสมือนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตการทำงานของคุณชุติมา คือการตัดสินใจกระโจนเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีพลวัตสูงและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วที่สุด เริ่มต้นจากการร่วมงานกับ Nokia Siemens Networks ก่อนจะขยับขยายไปสู่บ้านหลังใหญ่ที่ชื่อว่า Microsoft Thailand ซึ่งกลายเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานและหล่อหลอมตัวตนในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนที่สุดเป็นเวลานานเกือบ 8 ปี

ที่ไมโครซอฟท์ คุณชุติมาได้สัมผัสกับกระบวนการ “ปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กร” (Culture Transformation) ในระดับโลกอย่างแท้จริง ช่วงเวลานั้นตรงกับการเข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) ซึ่งประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ที่สั่นสะเทือนวงการไอที โดยการเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมองค์กรจากเดิมที่เต็มไปด้วยบุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่ยึดติดว่าตนเองเป็น “ผู้รู้ทุกอย่าง” (Know-it-all) ให้กลายมาเป็นองค์กรแห่ง “ผู้เรียนรู้ทุกอย่าง” (Learn-it-all)

'ชุติมา สีบำรุงสาสน์' : เมื่อ HR ไม่ใช่แค่คนเบื้องหลัง แต่คือ 'มือซ้าย' ที่กุมหัวใจขององค์กร

ภารกิจของคุณชุติมาในฐานะผู้นำฝ่ายทรัพยากรบุคคลคือการแปลงนโยบายระดับโลกนี้ให้กลายเป็นวิถีปฏิบัติที่จับต้องได้ในประเทศไทย เธอต้องทำหน้าที่เป็นหัวหอกในการปลูกฝังกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ให้หยั่งรากลึกในพนักงาน โดยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ทุกคนกล้าทดลองและมองความผิดพลาดเป็นบทเรียนเพื่อการพัฒนา ไม่ใช่ความล้มเหลว การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรูปแบบการทำงาน แต่รวมถึงการปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้นำให้ลดอัตตาลงและเปิดรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ บทเรียนล้ำค่าที่เธอได้รับและยึดถือเป็นหลักการสำคัญมาจนถึงปัจจุบัน คือการตระหนักถึงพลังของ “ความเข้าอกเข้าใจ” (Empathy) ในโลกยุคดิจิทัล คุณชุติมามองเห็นว่า Empathy ไม่ใช่เพียงทักษะทางอารมณ์ (Soft Skill) ที่มีไว้เพื่อความประนีประนอม แต่เป็นทักษะทางธุรกิจที่จำเป็น (Hard Skill) สำหรับการสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์มนุษย์ การทำงานในยุคเทคโนโลยีสำหรับเธอจึงไม่ใช่เรื่องของการปล่อยให้เครื่องจักรเข้ามาแทนที่ แต่คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมศักยภาพและความเป็นมนุษย์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น เพื่อให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง

กุนซือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จระดับชาติ

จากเส้นทางอาชีพที่เริ่มต้นด้วยการเรียนรู้หน้างานในธุรกิจท่องเที่ยวและจัดหางาน สู่การเป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กรข้ามชาติชั้นนำของโลก ชุติมา สีบำรุงสาสน์ ได้พิสูจน์ให้เห็นตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีว่า งานบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) ไม่ใช่เพียงฝ่ายสนับสนุนที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง แต่คือ “พันธมิตรทางธุรกิจ” (Business Partner) ผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน เธอยึดถือปรัชญาการทำงานที่เปรียบเสมือนนักการตลาด ผู้มีหน้าที่ดูแลและพัฒนา “ผลิตภัณฑ์” ที่ทรงคุณค่าที่สุดขององค์กร นั่นคือ “มนุษย์” ให้มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการ และพร้อมส่งมอบคุณค่าสูงสุดให้แก่ธุรกิจและสังคม

ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทสำคัญ คุณชุติมาไม่ได้มองสิ่งเหล่านี้เป็นศัตรู แต่กลับมองว่าเป็นเครื่องมือทุ่นแรงที่ทรงพลัง เธอเชื่อมั่นว่าหากเราสามารถปรับตัวและเรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยี (Unlearn & Relearn) เราจะสามารถขจัดงานซ้ำซ้อนและหันมาโฟกัสกับงานที่ต้องใช้วิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ และความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถทดแทนมนุษย์ได้

วันนี้ บทบาทของคุณชุติมาได้ก้าวข้ามจากการเป็นผู้เล่นในสนาม สู่การเป็น “กุนซือ” ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จขององค์กรระดับประเทศ เธออุทิศเวลาและประสบการณ์อันล้ำค่าในการดำรงตำแหน่งกรรมการและที่ปรึกษาให้กับหน่วยงานที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและสังคมไทย ได้แก่ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการใช้ข้อมูลเพื่อยกระดับประสิทธิภาพองค์กร นอกจากนี้ เธอยังให้ความสำคัญกับการสร้างคนรุ่นใหม่ผ่านบทบาทกรรมการบริหารงานบุคคลที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อวางรากฐานการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับโลกอนาคต

เรื่องราวของ ชุติมา สีบำรุงสาสน์ จึงเป็นตำราชีวิตที่สมบูรณ์แบบสำหรับคนทำงานและนักบริหารทรัพยากรบุคคลยุคใหม่ ที่แสดงให้เห็นว่า คุณค่าของวิชาชีพนี้ไม่มีวันเกษียณ และสามารถสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้แก่สังคมและประเทศชาติได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด หากเราเข้าใจหัวใจของการบริหาร “คน” อย่างแท้จริง

บทสัมภาษณ์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์: เมื่อ AI ไม่ใช่ ‘ทางเลือก’ แต่คือ ‘ทางรอด’ เศรษฐกิจไทย

ดร.อสมา กุลวานิชไชยนันท์ กับภารกิจปั้น Coraline ฝ่ากระแส AI Bubble ปักธง Deep Tech ไทย

4 ทศวรรษ ‘นพดล ปัญญาธิปัตย์’: ศิลปะการโอบรับ ‘โชคชะตา’ บนถนนสายเทคโนโลยี

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar