Grab, Lazada, LINE MAN Wongnai และ Shopee ผนึกกำลัง ก่อตั้งสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (TDPA) อย่างเป็นทางการ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ตั้งเป้าลดภาระภาครัฐในการรับฟังความเห็นจากผู้ประกอบการจำนวนมาก พร้อมผลักดันแนวคิด “ความรับผิดชอบร่วมกัน” (Shared Responsibility) ของทุกภาคส่วน ควบคู่กับการยึดหลักการดำเนินงาน 4 ด้าน ได้แก่ ความเป็นกลางและการแข่งขันที่เป็นธรรม การกำกับดูแลที่มุ่งเน้นวัตถุประสงค์และความเสี่ยง ความโปร่งใสและความไว้วางใจ และการเสริมสร้างทักษะดิจิทัลให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs กว่า 3 ล้านราย ท่ามกลางเศรษฐกิจดิจิทัลไทยที่มีมูลค่าสูงถึง 1.73 ล้านล้านบาท คิดเป็น 10% ของ GDP และคาดการณ์ว่าจะเติบโตเป็น 30% ภายในปี 2573
เศรษฐกิจดิจิทัลไทยปี 2569 เครื่องยนต์หลักใหม่ของประเทศเมื่อ GDP ภาพรวมโตเพียง 2%
รายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (e-Conomy SEA Report 2025) โดย Google, Temasek และ Bain & Company ระบุว่า เศรษฐกิจดิจิทัลไทยในปี 2568 มีมูลค่าทางการตลาดประมาณ 1.73 ล้านล้านบาท หรือ 5.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 16% ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงครองตำแหน่งเศรษฐกิจดิจิทัลใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ภาคอีคอมเมิร์ซเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโต ควบคู่กับธุรกิจขนส่งออนไลน์ บริการส่งอาหาร และสื่อดิจิทัล ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลไทย
จิระวัฒน์ ภูมิศรีแก้ว เลขาธิการและที่ปรึกษาสมาคมฯ กล่าวว่า ปี 2569 ถือเป็นปีที่ครบรอบ 30 ปีของการเกิดอีคอมเมิร์ซ และ 15 ปีของแพลตฟอร์มบริการ ปัจจุบันเศรษฐกิจดิจิทัลมีสัดส่วนประมาณ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทย และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 30% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
“เศรษฐกิจดิจิทัลเป็นหลักสำคัญของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และเป็นความหวังในการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง” คุณจิระวัฒน์กล่าว พร้อมชี้ให้เห็นว่าเมื่อเทียบกับ GDP ไทยโดยรวมที่มีอัตราการเติบโตประมาณ 2% เศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตระดับเลขสองหลักจึงกลายเป็นความหวังหลักของประเทศ
‘แพลตฟอร์ม’ คืออะไร ทำไมต้องทำความเข้าใจก่อนกำหนดกฎเกณฑ์
คุณจิระวัฒน์กล่าวว่า นิยามของแพลตฟอร์ม คือตัวกลางหรือตลาดที่เชื่อมโยงผู้ให้บริการกับผู้ซื้อให้มาปฏิสัมพันธ์กัน ซึ่งต่างจากระบบธุรกิจดั้งเดิม เพราะระบบดิจิทัลทำให้สามารถขยายขนาดได้มหาศาล
คำกล่าวนี้นำมาสู่คำถามสำคัญที่ว่า ภาครัฐ ผู้ขาย ผู้ซื้อ และแพลตฟอร์ม จะอยู่ร่วมกันและรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหาตามมา สมาคมจึงต้องเข้ามาเป็นพื้นที่สะท้อนมุมมองเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสม
การทำความเข้าใจลักษณะเฉพาะของธุรกิจแพลตฟอร์มจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เนื่องจากกฎหมายและระเบียบจำนวนมากในปัจจุบันถูกออกแบบมาสำหรับโลกกายภาพ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับลักษณะธุรกรรมทางดิจิทัล
4 แพลตฟอร์มชั้นนำรวมตัวตั้ง TDPA
การเปิดตัวสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (Thai Digital Platform Trade Association: TDPA) อย่างเป็นทางการในครั้งนี้ เกิดจากการผนึกกำลังของ Grab, Lazada, LINE MAN Wongnai และ Shopee ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจยุคใหม่
คุณจิระวัฒน์กล่าวว่า การรวมตัวของ 4 บริษัทผู้ก่อตั้ง มีเป้าหมายเพื่อเป็นเสียงเดียวกันในประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลระดับประเทศ โดยเน้นย้ำว่า การพูดคุยภายใต้สมาคมไม่ใช่การหารือเรื่องส่วนแบ่งทางการตลาดหรือการดำเนินธุรกิจซึ่งทั้ง 4 บริษัทยังคงแข่งขันกันตามปกติ แต่เป็นการหารือเกี่ยวกับระบบนิเวศที่จะทำให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จ และสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกภาคส่วนในการทำธุรกรรมบนระบบดิจิทัล ตั้งแต่การสั่งสินค้าแล้วจะได้รับของหรือไม่ ไปจนถึงการได้เงินคืนเมื่อเกิดปัญหา

พันโทหญิง ดร.ธมกร ศุภธนรังสี นายกสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัล กล่าวว่า การก่อตั้ง TDPA ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย เนื่องจากเศรษฐกิจดิจิทัลไม่ใช่เพียงภาคธุรกิจอีกต่อไป แต่คือโครงสร้างพื้นฐานและแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตของประเทศ
“ภารกิจของ TDPA คือการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ เชื่อมโยงผู้ให้บริการ ผู้บริโภค และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล รวมทั้งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันพัฒนากรอบนโยบายที่สมดุล โปร่งใส เปิดกว้างต่อการแข่งขัน และยึดหลักความรับผิดชอบร่วมกัน” พันโทหญิง ดร.ธมกรกล่าว
4 หลักการดำเนินงาน หนุนแข่งขันที่เป็นธรรม
TDPA กำหนดค่านิยมหลักในการดำเนินงาน 4 ประการ ได้แก่
1) ความเป็นกลางและการแข่งขันที่เป็นธรรม – สมาคมต้องการเป็นตัวแทนของแพลตฟอร์มดิจิทัลทั้งหมดของประเทศไทย ในการสะท้อนมุมมองที่เป็นกลางและสมดุลต่อประเด็นสำคัญของประเทศ พร้อมส่งเสริมสนามแข่งขันที่เท่าเทียม เปิดโอกาสให้แพลตฟอร์มเกิดใหม่และผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ตลาดและเติบโตได้อย่างแท้จริง
2) การกำกับดูแลที่มุ่งเน้นวัตถุประสงค์และความเสี่ยง – สมาคมสนับสนุนมาตรการกำกับดูแลที่มุ่งเน้นการจัดการความเสี่ยงและการบรรลุเป้าหมายของนโยบาย พร้อมร่วมมือกับภาครัฐในการผลักดันกฎหมายที่ตอบโจทย์ประโยชน์สาธารณะอย่างสมดุลและมีประสิทธิภาพ โดยไม่เป็นอุปสรรคต่อนวัตกรรม
คุณจิระวัฒน์กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า สมาคมต้องการร่วมคิดกับภาครัฐว่าการกำกับดูแลที่เหมาะสมกับลักษณะธุรกรรมทางดิจิทัลซึ่งแตกต่างจากโลกกายภาพควรมีรูปแบบใดที่เหมาะสมกับประเทศไทย
3) ความโปร่งใสและความไว้วางใจ – เป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล สมาคมให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานด้านข้อมูล ความปลอดภัย และการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบนิเวศดิจิทัล
“ต้องมีความชัดเจนในเรื่องมาตรฐานเพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่า ผู้ขายเป็นร้านค้าจริง สินค้าเป็นของจริง และเงินที่จ่ายไปถูกต้อง นี่คือความรับผิดชอบที่แพลตฟอร์มจำเป็นต้องสร้าง” คุณจิระวัฒน์กล่าว
4) การเสริมสร้างทักษะดิจิทัลและการเข้าถึงโอกาส เป็นหลักการสุดท้ายซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับ SMEs กว่า 3 ล้านรายที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศ สมาคมสนับสนุนให้ธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SMEs ก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมส่งเสริมการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการในการนำทางเศรษฐกิจดิจิทัล
บทบาทลดภาระรัฐ หนุนความรับผิดชอบร่วมกันทุกภาคส่วน
พันโทหญิง ดร. ธมกร กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งสมาคมว่า ในอดีตเมื่อภาครัฐจัดประชาพิจารณ์ แต่ละบริษัทจะแยกย้ายกันไปให้ความเห็น ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องรับภาระหนักในการรวบรวมข้อมูลว่ามีความสอดคล้องหรือแตกต่างกันอย่างไร การรวมตัวเป็นสมาคมจึงมีวัตถุประสงค์ให้แพลตฟอร์มได้หารือกันก่อนว่าสิ่งใดเป็นไปได้และดีที่สุดสำหรับสังคมไทย แล้วจึงนำเสนอเป็นความเห็นต่อภาครัฐ
“การทำงานในรูปแบบเดิมทำให้ภาครัฐต้องเปรียบเทียบข้อมูลจำนวนมากว่าบริษัทไหนเห็นต่างหรือเห็นเหมือนกันอย่างไร แต่เมื่อเรารวมตัวกันและนำเสนอความเห็นจากที่เดียว ภาครัฐจะทำงานได้สะดวกรวดเร็ว เข้าใจภาพใหญ่ และสร้างมาตรฐานที่ชัดเจนได้” พันโทหญิง ดร.ธมกรกล่าว
นอกจากนี้ การก่อตั้งสมาคมทำให้ภาครัฐมีตัวตนที่ชัดเจนในการติดต่อประสานงาน หากภาครัฐต้องการสิ่งใดก็สามารถติดต่อสมาคมและได้รับการตอบรับจากแพลตฟอร์มผู้ร่วมก่อตั้งได้ทันที
จิระวัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า พันธกิจแรกเริ่มของสมาคมคือการสื่อสารให้ภาครัฐทราบว่าต้องการเข้าไปช่วยแก้ปัญหาและตอบรับกับความท้าทายต่างๆ ในยุคเทคโนโลยี เช่น ปัญหาธุรกิจสีเทา หรือการหลอกลวงออนไลน์ โดยสมาคมพร้อมเป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลจากสมาชิกเพื่อสนับสนุนการทำงานของรัฐ
“เราขอเพียงเก้าอี้นั่งไว้ที่โต๊ะเพื่อให้มีโอกาสพูดคุย” คุณจิระวัฒน์กล่าว
ประเด็นสำคัญอีกด้านคือการผลักดันโมเดลความรับผิดชอบร่วมกัน (Shared Responsibility) ซึ่งคุณจิระวัฒน์กล่าวว่า ในแนวทางใหม่นี้ ทุกภาคส่วน ได้แก่ ผู้ซื้อ ผู้ขาย แพลตฟอร์ม ภาครัฐ และประชาสังคม ต้องร่วมกันหาแนวทางในการทำงานและแบ่งปันความรับผิดชอบร่วมกัน แทนที่ความรับผิดชอบทั้งหมดจะตกอยู่กับผู้ขายเพียงฝ่ายเดียวเหมือนในอดีต
ด้านการจัดการข้อร้องเรียนระหว่างแพลตฟอร์มและผู้บริโภค จิระวัฒน์เน้นย้ำว่าสมาคมจะมีบทบาทในระดับการให้ความเห็นเชิงกฎหมายภาพรวมเท่านั้น หากมีข้อร้องเรียนส่งมาที่สมาคม สมาคมจะทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสาร (Messenger) ส่งเรื่องต่อไปยังบริษัทเจ้าของเรื่อง โดยสมาคมไม่มีอำนาจในการเข้าไปก้าวก่ายวิธีปฏิบัติภายในของสมาชิก หรือลงโทษทางกฎระเบียบใดๆ
บทบาทของสมาคมต่อการยกร่างกฎหมาย ยันไม่ใช่สาเหตุชะลอกฎหมาย Multisided
คุณจิระวัฒน์กล่าวว่า สมาคมไม่ได้มีความเห็นเฉพาะเจาะจงที่จะไปขอชะลอกฎหมาย และไม่คิดว่าสมาคมเป็นสาเหตุของการชะลอ แต่การที่หน่วยงานรัฐใช้เวลาพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ พร้อมรับฟังความเห็นจากหลายภาคส่วนถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากกฎหมายไทยเมื่อประกาศใช้แล้วแก้ไขได้ยาก โดยเฉพาะกติกาสำหรับธุรกิจรูปแบบใหม่
ขณะที่พันโทหญิง ดร. ธมกรกล่าวเพิ่มเติมว่า ล่าสุดสมาชิกได้มีโอกาสเข้าพบและให้ข้อมูลกับทีมกฎหมายของ กขค. ที่เตรียมยกร่างกฎหมาย Multisided ซึ่งทาง กขค. ก็ขอบคุณที่ทำให้รัฐเข้าใจสภาพธุรกิจและลักษณะของแพลตฟอร์มดิจิทัลในปัจจุบันมากขึ้น โดยในวันนั้นยังเป็นการให้ความเห็นในนามของแต่ละบริษัท เนื่องจากเพิ่งมีการจัดตั้งสมาคม
ด้านโครงสร้างการบริหาร สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทยบริหารงานโดยคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากสมาชิกสามัญของสมาคม โดยประธานสมาคมได้รับการเลือกตั้งจากคณะกรรมการสมาคม มีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี ปัจจุบันพันโทหญิง ดร.ธมกร ศุภธนรังสี ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ ขณะที่นายจิระวัฒน์ ภูมิศรีแก้ว ดำรงตำแหน่งเลขาธิการและที่ปรึกษาสมาคมฯ ซึ่งจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนการทำงานตามทิศทางของคณะกรรมการ
คุณจิระวัฒน์กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจหลักมีความหลากหลายมาก อาทิ E-commerce อย่าง Lazada และ Shopee, Sharing Economy และ Ride-hailing อย่าง Grab และ LINE MAN, รวมถึง Social Commerce, กลุ่มการเงิน (Banking/Finance) และกลุ่มการท่องเที่ยว
สำหรับแอปพลิเคชันของบริษัทเอกชนต่าง ๆ จะเข้าร่วมได้หรือไม่นั้น พันโทหญิง ดร.ธมกร กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัทนั้น ๆ ว่ามีการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลหรือไม่ หากมีลักษณะที่ให้ผู้ซื้อและผู้ขายมาเจอกัน และมีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง ก็สามารถเข้าร่วมได้
พันโทหญิง ดร.ธมกร กล่าวว่า สมาคมเปิดกว้างสำหรับทุกแพลตฟอร์ม โดยมีข้อกำหนดหลักเพียง 2 ข้อ คือ 1) ต้องจดทะเบียนนิติบุคคลในประเทศไทย และ 2) ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล พร้อมให้นิยามคำว่า ‘ผู้ประกอบการไทย’ ว่าคือบริษัทที่จดทะเบียนในไทย มีการจ้างงานคนไทย และเสียภาษีในประเทศไทย
ขณะที่คุณจิระวัฒน์กล่าวเสริมในประเด็นนี้ว่า สมาคมไม่ได้ยึดติดที่สัญชาติของผู้ถือหุ้น เนื่องจากโครงสร้างผู้ถือหุ้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับงานของสมาคมจึงเป็นการจดทะเบียนและประกอบธุรกิจในประเทศไทย
แรงจูงใจดึงดูดสมาชิกใหม่ การรับรองจากรัฐและพื้นที่ทำงานเพื่อภาพรวมประเทศ
คุณจิระวัฒน์กล่าวว่า มี 2 ปัจจัยหลักที่ทำให้สมาคมมีความน่าสนใจ
ปัจจัยแรก คือการได้รับการยอมรับจากภาครัฐ ภาครัฐมีความยินดีที่มีสมาคมนี้เกิดขึ้น เพราะทำให้รัฐทำงานได้ง่ายขึ้นโดยการสื่อสารผ่านสมาคมเป็นศูนย์กลาง จุดนี้เป็นจุดตั้งต้นที่ทำให้แพลตฟอร์มอื่นๆ สนใจอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง
ปัจจัยที่สอง คือการมีพื้นที่ทำงานเพื่อภาพรวมของประเทศ สมาคมเปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ มีพื้นที่ในการทำงานและให้ความเห็นเพื่อพัฒนาภาพรวมของประเทศได้อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องสวมหมวกของบริษัทเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิ่งที่หลายแพลตฟอร์มในไทยอยากทำ
แม้ปัจจุบันจะมีแพลตฟอร์มในไทยกว่า 200 บริษัท แต่สมาคมไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องรับทุกคนเป็นสมาชิกทั้งหมด แต่ต้องการรวบรวมสมาชิกที่มีความหลากหลาย ทั้งไทยและต่างชาติ รายเล็กรายใหญ่ และหลากหลายประเภทธุรกิจ เพื่อให้เป็นตัวแทนที่กว้างเพียงพอในการกลั่นกรองมุมมองและให้ข้อมูลกับภาครัฐจากที่เดียว
จุดยืนการสื่อสาร แยกขาดระหว่างภาพรวมประเทศที่ใช้สมาคม กับการแข่งขันทางธุรกิจที่ใช้แบรนด์ตัวเอง
พันโทหญิง ดร.ธมกร ได้กล่าวถึงแนวทางการสื่อสารของแพลตฟอร์มสมาชิก โดยแยกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน ส่วนแรก การสื่อสารภาพใหญ่กับภาครัฐและประชาชน จะดำเนินการผ่านและในนามของสมาคม เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและลดความซ้ำซ้อนในการให้ข้อมูล ส่วนที่สอง การดำเนินธุรกิจและการแข่งขัน แต่ละบริษัทจะยังคงแข่งขันกันอย่างเข้มข้น และจะยังคงทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์และสื่อสารอัปเดตข้อมูลทางธุรกิจกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องของแต่ละแอปพลิเคชันด้วยตัวเองต่อไป เนื่องจากธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว “เรายังคงแข่งขันกันในเชิงธุรกิจอย่างเข้มข้น และแต่ละบริษัทจะยังทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ความเคลื่อนไหวของแอปพลิเคชันตนเองตามปกติ เพียงแต่เมื่อเป็นประเด็นภาพใหญ่ระดับประเทศที่ต้องสื่อสารกับภาครัฐและประชาชน เราจะรวมเสียงกันผ่านสมาคม” พันโทหญิง ดร.ธมกร กล่าว
หัวใจหลักความสำเร็จ ‘SME ไทย 3 ล้านราย’ เมื่อร้านเล็กในชุมชนต้องสู้กับแบรนด์ใหญ่ได้
ดร. ธมกร ศุภธนรังสี รองประธานฝ่ายรัฐสัมพันธ์ Lazada ประเทศไทย กล่าวว่า การรวมตัวกันจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ SMEs ไทย เนื่องจากปัจจุบันมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่งและมีมาตรฐานของแต่ละแพลตฟอร์ม โดย Lazada มุ่งยกระดับสู่ “Confidence Commerce” หรือการพาณิชย์ที่เน้นความเชื่อมั่น เพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ขายสบายใจ ผ่านระบบชำระเงินที่ปลอดภัย โลจิสติกส์ และบริการหลังการขายที่สามารถคืนเงินหรือคืนสินค้าได้ พร้อมจัดหาเครื่องมือดิจิทัลและ AI เพื่อช่วยให้ผู้ขายรายย่อยสามารถแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ และพาแบรนด์ไทยไปสู่ระดับสากล
ดร.มาลียา โชติสกุลรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบายสาธารณะและรัฐกิจสัมพันธ์ LINE MAN Wongnai กล่าวว่า แพลตฟอร์มซึ่งพัฒนาโดยคนไทยและโฟกัสที่ประเทศไทย 100% ทำให้สามารถลงลึกได้ถึงระดับอำเภอ ส่งผลให้ร้านอาหารในชุมชนห่างไกลมีโอกาสใช้เทคโนโลยีเข้าถึงลูกค้าได้ พร้อมย้ำว่าเทคโนโลยีต้องง่ายและช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้ร้านเล็กในชุมชนแข่งขันกับร้านใหญ่ได้
“พนักงานออฟฟิศที่หาอาชีพเสริม ร้านอาหารในซอยลึกที่ได้พื้นที่มองเห็น หรือผู้เกษียณอายุที่ต้องการสร้างรายได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงผ่านแพลตฟอร์ม โอกาสเหล่านี้ชัดเจนสำหรับคนไทย” ดร.มาลียากล่าว พร้อมชี้ให้เห็นว่าความท้าทายคือการทำให้คนไทยพร้อมเก็บเกี่ยวโอกาสนี้ หากขาดความเข้าใจในเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว จะเกิดความกังวลและนำไปสู่การกำกับดูแลที่ผิดทิศทาง
นอกจากนี้ LINE MAN Wongnai ยังมีพนักงานสายเทคโนโลยีกว่า 600 คน และ Data/AI Engineer ชาวไทย 100 คน ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเศรษฐกิจแพลตฟอร์มสามารถยกระดับศักยภาพคนไทยตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงการพัฒนานวัตกรรมขั้นสูง
อาภามาส ศิริประสพโสธร ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ GRAB ประเทศไทยกล่าวว่า GRAB ยึดพันธกิจ “Inclusive growth” คือจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเข้ามาช่วย อาทิ GrabFood มี “AI Merchant Assistant” ช่วยร้านค้ารายย่อยวิเคราะห์เทรนด์และปรับเมนู GrabFin นำข้อมูลมาทำ Credit Scoring เพื่อให้สินเชื่อกับคนขับและร้านค้าที่เข้าไม่ถึงบริการธนาคาร
“เราช่วยสเกลแบรนด์ เช่น พาร้านสุกี้ช้างเผือกจากเชียงใหม่มาทำตลาดในกรุงเทพฯ และพาร้านอาหารไทยไปสู่ระดับภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการขายในซูเปอร์มาร์เก็ตมาเลเซีย หรือเทศกาลอาหารในสิงคโปร์ รวมถึงจับคู่ร้านค้าเพื่อสร้างเมนูใหม่ร่วมกัน” คุณอาภามาสกล่าว
กันตภณ พร้อมมูล ผู้จัดการฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลอด 11 ปีที่ผ่านมา Shopee ได้เห็นผู้ประกอบการเติบโตจากร้านเล็กๆ จนสามารถยึดเป็นอาชีพระยะยาวและสร้างแบรนด์ของตัวเองได้จริง แพลตฟอร์มเน้นการลงทุนเชิงโครงสร้างตามเสียงตอบรับของผู้ขาย เช่น การพัฒนาระบบโฆษณา ระบบ “Creator Economy” หรือการสร้างระบบคลังสินค้าและโลจิสติกส์ เพื่อให้ผู้ที่ไม่ถนัดด้านการขายแต่ผลิตสินค้าเก่ง สามารถมีคนมาช่วยรีวิวและขายให้ได้
“อุตสาหกรรมมีความซับซ้อนมากขึ้น มีทั้ง Social Commerce และ On-demand สมาคมจะช่วยลดความซับซ้อนและพัฒนาระบบนิเวศเชิงโครงสร้าง เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้ใช้งานอยู่ด้วยกันได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เช่น การมาของ AI” กันตภณกล่าว
คุณจิระวัฒน์ กล่าวว่า “ความสำเร็จของ SMEs ไทย คือความสำเร็จของแพลตฟอร์ม” เนื่องจากคู่ค้าของแพลตฟอร์มคือ SMEs ทุกแพลตฟอร์มจึงพยายามลงทุนในเทคโนโลยีและ AI เพื่อให้การขายของง่ายและประสบความสำเร็จมากที่สุด
“ทิศทางของสมาคมในระยะยาวคือการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไทย เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลจะกลายเป็นประโยชน์ที่จับต้องได้สำหรับคนไทยทุกคน พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค” จิระวัฒน์กล่าว
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
เบื้องหลังยุทธศาสตร์ดุสิตธานี ปั้น ‘ดุสิต อจรา หัวหิน’ รุกอสังหาฯภูมิภาค
ลาซาด้าชู ‘Confidence Commerce’ ดันตลาดอีคอมเมิร์ซไทยแตะ 1.8 ล้านล้านบาท
วอลโว่ คาร์ ชูแผนปี 69 รุก EV-ขยายศูนย์บริการ ดันยอดโต 4% สวนตลาดพรีเมียมซบ



