ท่ามกลางระลอกคลื่นความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และวิกฤติราคาพลังงานที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การปรับตัวเชิงรุกกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของธุรกิจ ล่าสุด บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCG Decor (SCGD) ได้เปิดเผยทิศทางการดำเนินงานในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการจัดโครงสร้างองค์กรครั้งสำคัญเพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายในระยะยาว แม้ภาพรวมตลาดในประเทศไทยจะเผชิญกับภาวะชะลอตัว และผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท แต่ผลประกอบการในแง่กำไรสุทธิยังคงสามารถรักษาการเติบโตไว้ได้ที่ 247 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
รวมศูนย์ฐานผลิตไทยลดต้นทุน
แกนกลางของแผนงานที่น่าสนใจ คือการตัดสินใจปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภายในประเทศไทยครั้งใหญ่ โดยการเปลี่ยนผ่านจากการกระจายฐานผลิตกระเบื้องเซรามิก และ เกลซ พอร์ซเลน (Glazed Porcelain) จากเดิม 4 แห่ง ให้เข้าสู่ระบบการรวมศูนย์การผลิตเหลือเพียง 2 แห่งในพื้นที่จังหวัดสระบุรี นำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCG Decor (SCGD) ได้ให้ทรรศนะถึงการตัดสินใจครั้งนี้ว่า
“เราพิจารณาจากผลกระทบด้านพลังงานที่มีความผันผวน และมีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเห็นความจำเป็นในการรวมศูนย์การผลิตเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในแง่ของต้นทุนและขีดความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในประเทศไทย”
คุณนำพล อธิบายเพิ่มเติมว่าแผนงานนี้มุ่งเน้นไปที่การใช้เครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสูงสุดผ่านงบลงทุนกว่า 957 ล้านบาท เพื่อติดตั้งเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยในโรงงานหนองแค 1 แทนที่เครื่องจักรเดิมซึ่งมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าสองทศวรรษ
โดยการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ ถูกคาดการณ์ว่าจะสามารถลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยได้สูงสุดถึงร้อยละ 20 และจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2570 ส่วนในด้านการบริหารจัดการบุคลากรนั้น ยืนยันว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะอยู่ในระดับที่จำกัด เนื่องจากแผนการดำเนินงานสอดรับกับระยะเวลาการเกษียณอายุของพนักงานเป็นสำคัญ
ปักหมุดเวียดนามส่งออก Porcelain โลก
ในขณะที่การดำเนินงานในไทย มุ่งเน้นไปที่การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ทิศทางในประเทศเวียดนามกลับเป็นไปในลักษณะของการขยายตัวเพื่อสร้างฐานรายได้ใหม่ โดยเฉพาะภายใต้กลุ่มบริษัท Prime Group ที่ก้าวขึ้นมาเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักในภูมิภาค
จากความสำเร็จของยอดขายกระเบื้อง Porcelain ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึงร้อยละ 44 ในไตรมาสแรก ทำให้คณะกรรมการบริษัทเห็นชอบการอนุมัติงบลงทุนเพิ่มเติมเพื่อขยายกำลังการผลิต Porcelain ที่โรงงานในภาคเหนืออีก 6.6 ล้านตารางเมตร ซึ่งจะส่งผลให้สัดส่วนการผลิตสินค้าในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40 ของกำลังการผลิตทั้งหมด
ประเด็นสำคัญที่ทำให้เวียดนามกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบ คือโครงสร้างต้นทุนพลังงาน เนื่องจากโรงงานในเวียดนาม พึ่งพาถ่านหินจากแหล่งภายในประเทศ ซึ่งมีความผันผวนของราคาต่ำกว่าก๊าซธรรมชาติ จึงสามารถใช้เป็นฐานการส่งออกที่เข้มแข็งไปยังฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย รวมถึงตลาดโลกได้เป็นอย่างดี
ชูพลังงานทางเลือกสู้ต้นทุนผันผวน
วิกฤติพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 20-40 ในโครงสร้างต้นทุนการผลิต ยังเป็นปัจจัยที่บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยมีการปรับตัวผ่านโครงการพลังงานทางเลือกอย่างต่อเนื่อง คุณนำพลให้ข้อมูลถึงความคืบหน้าในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานชีวมวล ที่เข้ามามีบทบาทแทนที่ก๊าซธรรมชาติมากขึ้น โดยปัจจุบันมีการใช้พลังงานชีวมวลอยู่ที่ร้อยละ 25 และตั้งเป้าหมายที่จะขยับขึ้นไปถึงร้อยละ 46 ในอนาคต
คุณนำพลกล่าวเน้นย้ำ ถึงแนวทางการบริหารจัดการความผันผวนไว้ว่า “หากเราสามารถควบคุมต้นทุนพลังงานให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับผู้เล่นอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทอยู่รอดและเติบโตได้อย่างเข้มแข็งในสภาวะที่ต้นทุนมีความผันผวนสูงเช่นนี้”
นอกจากนี้ บริษัทยังเริ่มดำเนินโครงการนำร่องในการติดตั้งแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานเพื่อช่วยลดข้อจำกัดในการใช้ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในช่วงกลางคืน ซึ่งถือเป็นการสร้างเกราะป้องกันความผันผวนของต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นจากสภาวะเงินเฟ้อโลก
การเงินแกร่งพร้อมรุกนวัตกรรม
สำหรับทิศทางในช่วงไตรมาสที่ 2 แม้บริษัทจะคาดการณ์ว่ากำลังซื้ออาจมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามสภาวะเศรษฐกิจ แต่ในทางปฏิบัติ กลับพบการเร่งตัวของการก่อสร้างเพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนวัสดุที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งทาง SCG Decor ได้เตรียมการรองรับด้วยสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง
สิทธิชัย สุกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน ระบุว่า บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดในมือกว่า 9,100 ล้านบาท พร้อมกับระดับหนี้สินที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ ความพร้อมทางด้านเงินทุนนี้ จึงเป็นแรงส่งสำคัญให้บริษัทสามารถดำเนินแผนการลงทุน ทั้งในไทยและต่างประเทศได้ตามเป้าหมาย ควบคู่ไปกับการรุกตลาดสินค้ากลุ่มนวัตกรรม และผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องกับการตกแต่งบ้านอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดวัสดุตกแต่งอาเซียน ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่รุมเร้า
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
SCGP กำไรไตรมาส 1 โต 74% ชูกลยุทธ์ Customer Centricity มุ่ง Nature Positive 2573
สถาปนิก’69: ถอดรหัสภูมิปัญญาไทยในยุคAI ครองเมือง



