ในโลกที่เต็มไปด้วยคำว่า “วิกฤติ” และเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นทุกวันจากเทคโนโลยีอย่าง AI คำถามที่คนจำนวนมากถูกถามมาตั้งแต่วัยเด็กอย่าง “โตขึ้นอยากทำอาชีพอะไร” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะในวันที่หลายสายอาชีพกำลังเปลี่ยนแปลง บางอาชีพอาจหายไป ขณะที่อาชีพใหม่เกิดขึ้นแทบตลอดเวลา คำถามสำคัญของมนุษย์ยุคนี้อาจไม่ใช่ “เราทำงานอะไร” แต่คือ “เราจะเป็นใคร”
บนเวทีเสวนา “WTF Festival: Into the World of Outliers” ในหัวข้อ “Future You เราจะเป็นใครในยุคที่อะไร ๆ ก็วิกฤติ” ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และที่ปรึกษาด้าน Future Economy ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ชวนผู้ฟังสำรวจคำถามสำคัญของชีวิต ผ่านแนวคิดเรื่อง “พอร์ตโฟลิโอชีวิต” เพื่อทำความเข้าใจตัวตน ทักษะ และทางเลือกของมนุษย์ในโลกศตวรรษนี้
นี่คือประเด็นสำคัญจากเวทีเสวนาที่ชวนให้เรากลับมาทบทวนว่า ในโลกที่อะไร ๆ ก็วิกฤติ เราจะออกแบบชีวิตของตัวเองอย่างไร
จากยุคยึดติด “อาชีพ” สู่ยุคที่คุณค่าของคนวัดจาก “ทักษะ”
ในอดีต ตัวตนของคนจำนวนมากมักถูกนิยามผ่านอาชีพอย่างชัดเจน เป็นหมอ เป็นวิศวกร เป็นนักบัญชี หรือเป็นแบงก์เกอร์ แต่ ดร.สันติธาร มองว่าโลกอนาคตจะไม่ได้ตีกรอบคนด้วยอาชีพเดียวอีกต่อไป
ตลาดงานในวันข้างหน้าอาจไม่ได้ถามเพียงว่า “คุณทำงานอะไร” แต่จะมองลึกลงไปว่า “คุณมีทักษะอะไรติดตัวบ้าง” เพราะหลายสายอาชีพสามารถเปลี่ยนแปลงหรือหายไปได้ตลอดเวลา แม้แต่อาชีพเดิมที่ยังอยู่ เช่น งานด้านทรัพยากรบุคคล เนื้อหาและรูปแบบการทำงานก็อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
“คำถามที่สำคัญที่สุดในโลกยุคใหม่ไม่ใช่ ‘เราทำงานอะไร’ แต่คือ ‘เราจะเป็นใคร’”
นี่คือจุดตั้งต้นของแนวคิด “พอร์ตโฟลิโอชีวิต” ซึ่งหมายถึงการมองชีวิตไม่ใช่เส้นทางเดียว แต่เป็นชุดของบทบาท ทักษะ และประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา คนหนึ่งคนอาจเปลี่ยนสายอาชีพหลายครั้งในชีวิต และในบางช่วงเวลาอาจทำมากกว่าหนึ่งบทบาทพร้อมกัน เป็นทั้งนักเล่าเรื่อง เจ้าของธุรกิจ หรือเป็นนักเรียนไปพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม ดร.สันติธาร เตือนว่า ในยุคที่โลกให้ความสำคัญกับ “ตัวตน” และ “แบรนด์ส่วนบุคคล” มากขึ้น สิ่งที่เราแสดงออกให้คนภายนอกเห็น อาจไม่ใช่ตัวตนทั้งหมดของเรา ความเสี่ยงคือเราอาจเผลอนิยามตัวเองผ่านสายตาของคนอื่น จนหลงลืมว่าแท้จริงแล้ว เราอาจเป็นเพียงคุณพ่อคนหนึ่ง เป็นคนที่ชอบดนตรีแจ๊ส ชอบเล่นกีตาร์ เล่นเปียโน หรือเป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีข้อบกพร่องมากมาย
การไม่สูญเสียตัวตนที่แท้จริงไปตามเสียงสะท้อนจากภายนอก จึงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การสร้างทักษะใหม่
บริหารทักษะชีวิตแบบ “นม-วิสกี้-น้ำเปล่า”
เพื่อรับมือกับโลกที่คาดเดาได้ยาก และเป็นโลกที่ AI สามารถเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ได้อย่างทรงพลัง ดร.สันติธาร เสนอให้มองทักษะชีวิตเป็น “พอร์ตโฟลิโอทักษะ” ผ่านการเปรียบเทียบที่เข้าใจง่าย คือ นม วิสกี้ และน้ำเปล่า
นม: ความรู้ที่หมดอายุเร็ว
ทักษะกลุ่มแรกคือความรู้เชิงเทคนิค เช่น การใช้แอปพลิเคชัน แพลตฟอร์ม หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ซึ่งมีประโยชน์และใช้งานได้จริงในปัจจุบัน แต่ข้อจำกัดคือหมดอายุเร็ว เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน ความรู้เดิมก็อาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป
ดังนั้น ทักษะประเภทนี้จำเป็นต้องเรียนรู้และอัปเดตตัวเองอยู่เสมอ เพราะเป็นความรู้ที่สำคัญ แต่ไม่ยั่งยืนหากหยุดพัฒนา
วิสกี้: ทักษะที่ต้องใช้เวลาบ่มเพาะ
ทักษะกลุ่มที่สองคือทักษะเชิงมนุษย์ เช่น ความทรหดอดทน การล้มแล้วลุกขึ้นใหม่ น้ำใจนักกีฬา การทำงานเป็นทีม และการสื่อสาร
ทักษะเหล่านี้ไม่สามารถเก่งขึ้นได้ทันทีเพียงเพราะอยากเก่ง แต่ต้องอาศัยเวลา ประสบการณ์ และการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ดร.สันติธาร เปรียบว่าทักษะเหล่านี้เหมือนเหล้าเก่าหรือไวน์ชั้นดี ยิ่งบ่มนานยิ่งมีคุณค่า และสามารถนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การบริหารทีม หรือการทำธุรกิจ
น้ำเปล่า: การรู้จักตัวเอง
ทักษะกลุ่มสุดท้าย และอาจเป็นทักษะที่ยากที่สุด คือการรู้จักตัวเอง รู้ว่าคุณค่าภายในของเราคืออะไร รู้ว่าแบตเตอรี่ชีวิตของเราเป็นแบบไหน เหมาะกับการอยู่ร่วมกับคนแบบใด และทำอะไรแล้วมีความสุข
ดร.สันติธาร เปรียบการรู้จักตัวเองเหมือนการส่องกระจก แต่ในชีวิตจริง เรามักมองไม่เห็นตัวเองชัดเจนนัก กระจกของเราจึงอาจเป็นคนรอบข้างหรือเพื่อนสนิทที่ช่วยสะท้อนตัวตนที่แท้จริงกลับมาให้เห็น
ในวันที่ประสบความสำเร็จ คนที่คอยเยินยออาจทำให้กระจกบิดเบือน เราจึงต้องการเพื่อนที่เป็น “กระจกใส” ไม่ใช่ “กระจกสี” คนที่กล้าช่วยเตือนว่า เรากำลังลืมตัว หรือกำลังให้ความสำคัญกับสิ่งที่ผิดไปหรือไม่
โลกยิ่งเร็ว เรายิ่งต้องรู้จัก “ชะลอ” เพื่อไม่ให้เลยทางลงสำคัญของชีวิต
ท่ามกลางสื่อสังคมออนไลน์ที่เต็มไปด้วยภาพความสำเร็จของผู้คน หลายคนจึงรู้สึกกดดัน รู้สึกว่าตัวเองล้าหลัง และต้องเร่งวิ่งตามโลกอยู่ตลอดเวลา
แต่ ดร.สันติธาร ชวนมองชีวิตในอีกมุมหนึ่งว่า ชีวิตมนุษย์ไม่ใช่การแข่งขันว่ารถคันไหนวิ่งเร็วกว่าแล้วจะเป็นผู้ชนะ เพราะการใช้ชีวิตอยู่บนทางด่วนตลอดเวลา แม้จะทำให้เราไปได้เร็ว แต่ก็เสี่ยงที่จะ “ขับเลยป้ายหรือทางลงสำคัญ” ไปโดยไม่รู้ตัว
จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตมักเกิดขึ้นเมื่อเรายอมชะลอความเร็วลง เพราะเมื่อขับรถช้าลง เราจะไม่ได้ก้มหน้ามองเพียงถนนตรงหน้า แต่จะเริ่มมองเห็นสิ่งรอบข้าง เห็นความงามนอกหน้าต่าง และที่สำคัญ คือได้หันกลับมาพูดคุยกับ “คนในรถ” ซึ่งหมายถึงคนใกล้ตัว ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมชีวิตที่เราอาจละเลยไปในวันที่ชีวิตเร่งรีบเกินไป
การชะลอความเร็ว ยังช่วยให้เรากลับมาทบทวนว่า เสียงในหัวที่คอยบอกว่าเราต้องเป็นอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ เป็นเสียงของเราเองจริง ๆ หรือเป็นเพียงเสียงของสังคมที่ฝังอยู่ในตัวเรา
แม้อาจยังตอบไม่ได้ทันที แต่สิ่งที่ทำได้คือถามตัวเองว่า เสียงนั้น “มีประโยชน์กับชีวิตเราหรือไม่”
ถ้าเสียงนั้นทำให้เรามีพลัง แข็งแกร่งขึ้น ใจดีขึ้น มีเมตตาต่อผู้อื่นมากขึ้น และมีความสุขมากขึ้น ก็อาจเป็นเสียงที่ควรเก็บไว้ แต่ถ้าเสียงนั้นเป็นพิษ คอยกดพลังงานและทำให้ใจเราแคบลง เราก็ควรกล้าที่จะปล่อยวาง
สมดุลระหว่างความฝันกับความจริง
คนจำนวนมากเลือกเส้นทางที่ปลอดภัย มีรายได้มั่นคง แต่สุดท้ายกลับรู้สึกว่างเปล่า ขณะที่บางคนวิ่งตามความฝันเต็มตัว แต่กลับไม่มีสิ่งรองรับชีวิตจนต้องเผชิญความยากลำบาก
ดร.สันติธาร จึงย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างความฝันกับความเป็นจริง ผ่านข้อคิดที่ดึงมาจากหนังสือว่า
“อย่ามัวแต่ทำตามฝันของคนอื่นจนลืมความฝันของตนเอง และในขณะเดียวกัน ก็อย่าเอาแต่ฝันของตัวเองจนลืมโลกความเป็นจริง”
เครื่องมือสำคัญในการรักษาสมดุลนี้ คือการบริหารชีวิตแบบพอร์ตโฟลิโอ เพราะชีวิตไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงด้านใดด้านหนึ่งระหว่าง “อยู่รอด” กับ “ทำตามฝัน” แต่สามารถจัดน้ำหนักให้เหมาะสมระหว่างทั้งสองด้านได้
ดร.สันติธาร เล่าว่า ตัวเขาเองเคยมีช่วงเวลาที่ต้องทำงานเป็นที่ปรึกษาเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ แม้ไม่ใช่สิ่งที่ชอบทั้งหมด แต่เป็นการอดทนทำสิ่งนั้นอย่างมีจุดมุ่งหมาย เพื่อสร้างฐานที่มั่นคงให้ชีวิต
งานประจำหรือสิ่งที่ทำเพื่อความอยู่รอด อาจเป็นฐานรองรับความเสี่ยง หากวันหนึ่งเราอยากริเริ่มทำธุรกิจ หรือทำตามความฝันแล้วเกิดข้อผิดพลาด อย่างน้อยเรายังมีเงิน มีที่ยืน และมีพื้นที่ให้ลุกขึ้นใหม่ได้
เพราะฉะนั้น การบริหารสมดุลระหว่างความจริงกับความฝัน จึงไม่ใช่การทรยศต่อความฝัน แต่คือการจัดวางชีวิตให้มีพื้นที่พอสำหรับทั้งความอยู่รอดและความหมาย
ความโชคดีเกิดขึ้นเมื่อ “โอกาส” มาพบกับ “ความพร้อม”
สำหรับคนรุ่นใหม่หรือคนทำงานที่กำลังเผชิญอุปสรรค และตั้งคำถามว่าทำไมพยายามอย่างหนักแล้วแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ดร.สันติธาร ได้ส่งต่อสมการความสำเร็จที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า
“ความโชคดี = ความพร้อม × โอกาส”
หรือกล่าวอีกแบบคือ ความโชคดีจะเกิดขึ้นเมื่อการเตรียมพร้อมมาบรรจบกับโอกาสในเวลาที่เหมาะสม
การที่เราพยายามอย่างหนัก แต่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น อาจไม่ใช่เพราะเราล้มเหลว แต่อาจเป็นเพราะ “คลื่นแห่งโอกาส” ยังเดินทางมาไม่ถึง
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การตัดพ้อโชคชะตา แต่คือการถามตัวเองว่า หากหน้าต่างแห่งโอกาสเปิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ เราพร้อมมากพอที่จะคว้าโอกาสนั้นแล้วหรือยัง
หน้าที่ของเราคือสะสมทักษะ เตรียมตัวให้พร้อม และรอคอยคลื่นลูกนั้นด้วยความอดทน
นอกจากนี้ ดร.สันติธาร ยังเล่าจากประสบการณ์ช่วงทำงานที่สิงคโปร์ว่า คนที่มองโลกในแง่ดีมักจะโชคดีกว่าคนอื่น ไม่ใช่เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่เพราะพวกเขาไม่ได้ก้มหน้ามองอยู่เพียงจุดเดิม พวกเขาเงยหน้าขึ้น มองไปรอบ ๆ และจึงมองเห็นโอกาสหรือแสงสว่างที่ซ่อนอยู่ในวิกฤติได้มากกว่า
ชีวิตจริงมีจังหวะของมัน บางครั้งเราทำงานหนักเป็นสิบปี อาจได้ผลลัพธ์เพียงเล็กน้อย แต่ในบางช่วงเวลา เมื่อความพร้อมและโอกาสมาพบกันอย่างถูกที่ถูกเวลา การทำงานอย่างชาญฉลาดเพียงไม่กี่วัน อาจสร้างผลลัพธ์ที่เปลี่ยนชีวิตได้หลายเท่า
ออกแบบตัวเองให้ทันโลก โดยไม่หลงลืมตัวตน
หากคำถามสำคัญของยุคนี้ไม่ใช่ “เราทำงานอะไร” แต่คือ “เราจะเป็นใคร” คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การเลือกอาชีพใดอาชีพหนึ่งแล้วเดินตามเส้นทางนั้นไปตลอดชีวิต แต่อยู่ที่การรู้จักออกแบบ “พอร์ตโฟลิโอชีวิต” ให้ยืดหยุ่นพอสำหรับโลกที่เปลี่ยนเร็ว และมั่นคงพอที่จะไม่สูญเสียตัวตนของตัวเอง
ดร.สันติธาร ได้ทิ้งท้ายกระบวนการคิดไว้ 3 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ การรู้จักโลกใหม่ การรู้จักตัวเอง และการจินตนาการภาพอนาคต ก่อนจะย้อนกลับมาดูว่า จากตัวเราในวันนี้ จำเป็นต้องสร้างทักษะอะไรและต้องเริ่มก้าวอย่างไรตั้งแต่ตอนนี้
ชีวิตไม่ได้เป็นเส้นตรง และทุกอย่างมีจังหวะเวลาของมันเสมอ สิ่งสำคัญคืออย่าปล่อยให้ชีวิตเดินไปโดยอัตโนมัติ อย่าเร่งเร็วเสียจนเลยทางลงสำคัญ และอย่าไล่ตามเสียงของโลกจนไม่ได้ยินเสียงของตัวเอง
เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน คนที่อยู่รอดได้ อาจไม่ใช่คนที่รู้ทุกคำตอบตั้งแต่แรก แต่คือคนที่รู้จักโลก รู้จักตัวเอง และเตรียมพร้อมพอสำหรับวันที่โอกาสเดินทางมาถึง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ฝุ่นเชียงใหม่ใหญ่กว่า ‘ห้องปลอดฝุ่น’: ดร.พันธุ์อาจ จี้ อว. งัด Deep Tech แก้ปมคน-ป่า
BAM ปั้นโมเดล ‘ทรัพย์แผ่นดิน’ ฟื้น ‘บ้านพระพิทักษ์’ ต้นแบบบริหารสินทรัพย์เพื่อความยั่งยืน
ทลายกำแพงทุนและวัฒนธรรม: ปลดล็อกเสียงผู้หญิงในธุรกิจไทย



