Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

AI Ready for SME ภารกิจลดช่องว่าง AI ของธุรกิจไทย

AI Ready for SME ภารกิจลดช่องว่าง AI ของธุรกิจไทย

SME ไทยกว่า 3.2 ล้านรายกำลังเผชิญโจทย์เดียวกัน คือจะนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างไร ในวันที่เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเรื่องขององค์กรขนาดใหญ่อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้ประกอบการทุกระดับ

ที่ผ่านมา SME จำนวนมากอาจคุ้นเคยกับคำว่าต้องรอดจากหลายวิกฤติ ทั้งโควิด เศรษฐกิจ และความผันผวนของโลกธุรกิจ แต่ในยุค AI คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียง SME จะรอดอย่างไร หากแต่คือจะใช้ AI เพื่อสร้างความแตกต่าง เพิ่มประสิทธิภาพ และเติบโตให้ “รุ่ง” ได้อย่างไร

ความร่วมมือไตรภาคีระหว่าง AIS Business, Microsoft Thailand และสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย หรือสภา SME ภายใต้โครงการ AI Ready for SME จึงถูกวางบทบาทให้เป็นกลไกสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการเริ่มต้น เข้าใจ เข้าถึง และนำ AI มาใช้งานได้จริงอย่างมั่นใจ ผ่านมุมมองของ 3 ผู้นำองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนโครงการนี้

SME คือกระดูกสันหลังที่ต้องใช้ AI เพื่อรุ่งไม่ใช่แค่รอด

เมื่อมองดูโครงสร้างเศรษฐกิจไทย SME มีจำนวนรวมกันกว่า 3.2 ล้านราย ขับเคลื่อนการจ้างงานในประเทศถึง 70% และสร้างมูลค่าคิดเป็น 35% ของ GDP ประเทศไทย เรียกได้ว่าเป็นกระดูกสันหลังหลักของชาติ หากกลุ่ม SME ต้องเผชิญกับภาวะสะดุด ย่อมส่งผลกระทบเป็นโดมิโนต่อเศรษฐกิจในภาพรวมทันที

สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย หรือ สภาเอสเอ็มอี สะท้อนว่า SME ไม่ใช่ธุรกิจของคนตัวเล็ก เมื่อรวมกำลังกันแล้ว กลุ่มผู้ประกอบการ SME มีขนาดเศรษฐกิจในมือที่ใหญ่มาก แต่โจทย์สำคัญคือจะปรับตัวอย่างไรในวันที่ AI เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในมุมของคุณสุปรีย์ AI ไม่ใช่เครื่องมือธรรมดา ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีสำหรับสร้างภาพสวย ๆ หรือความบันเทิงบนโซเชียลมีเดีย แต่ควรถูกมองเป็นเพื่อนสนิทของ SME และเป็นหนึ่งในแรงงานความรู้อัจฉริยะที่สามารถทำงานร่วมกับผู้ประกอบการได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน

AI จึงไม่ควรถูกใช้เพียงเพื่อความสนุกหรือการทดลองเล่น แต่ควรถูกนำเข้าไปอยู่ในกระบวนการธุรกิจจริง ตั้งแต่การค้าปลีกค้าส่ง การทำตลาดเฉพาะบุคคล การตอบแชตลูกค้า การท่องเที่ยว ภาคการผลิต ไปจนถึงการเกษตรอัจฉริยะ

ตัวอย่างที่คุณสุปรีย์ยกขึ้นมาคือการใช้ AI และเครือข่าย 5G เพื่อดึงข้อมูลจากแปลงเกษตรกลับมาประมวลผล ช่วยวิเคราะห์ปริมาณน้ำในแปลงปลูก และสนับสนุนการทำเกษตรอัจฉริยะให้เกิดขึ้นได้จริง

เมื่อความเล็กกลายเป็นข้อได้เปรียบของ SME

สิ่งที่น่าสนใจในยุค AI คือความเล็กของ SME อาจไม่ใช่ข้อจำกัดแบบเดิมอีกต่อไป แต่สามารถกลายเป็นข้อได้เปรียบได้ เพราะโครงสร้างองค์กรที่ไม่ซับซ้อนทำให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กปรับตัวและเปลี่ยนทิศทางธุรกิจได้เร็วกว่าธุรกิจขนาดใหญ่

คุณสุปรีย์มองว่า นี่อาจเป็นหนึ่งในจังหวะสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรมที่เอื้อประโยชน์ให้คนตัวเล็กสามารถทำสิ่งใหม่ได้ก่อนธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะองค์กรขนาดใหญ่มีความซับซ้อนและเคลื่อนตัวได้ยากกว่า

ด้าน ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และตลาดใหม่ ขยายภาพต่อว่า AI จะไม่ใช่แค่ผู้ช่วยที่ตอบคำถาม แต่จะเข้ามาช่วยทำงานจริง และอาจช่วยปิดช่องว่างหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัย การขาดแคลนแรงงาน หรือการขาดแคลนคนทำงานที่มีความรู้เฉพาะทาง

ในมุมนี้ AI ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อให้ SME ลดคน แต่คือการทำให้ทีมขนาดเล็กมีขีดความสามารถสูงขึ้น ธุรกิจที่มีพนักงาน 5 คนอาจแข่งขันกับธุรกิจที่มีพนักงาน 20 คนได้ หรือธุรกิจขนาด 5-10 คนอาจมีพลังการทำงานเพิ่มขึ้นอย่างมาก หากสามารถนำ AI เข้าไปใช้ในกระบวนการทำงานได้อย่างถูกจุด

เป้าหมายของการนำ AI มาใช้จึงไม่ใช่เพียงการประคองธุรกิจให้รอดในแต่ละวัน แต่คือการสร้างความแตกต่าง เพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ และทำให้ SME มีโอกาสเติบโตหรือรุ่งในระยะยาว

ลดคอขวดที่ทำให้ SME เริ่มต้น AI ได้ยาก

แม้ AI จะมีศักยภาพสูง แต่การเริ่มต้นใช้งานจริงของ SME ยังมีอุปสรรคหลายด้าน ภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  จากการทำงานกับลูกค้า SME สิ่งที่พบคือผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่รู้ว่าจะเริ่มใช้ AI อย่างไรให้ถูกจุด

ปัญหาที่ SME มักเจอ ได้แก่ เอกสารและข้อมูลภายในที่กระจัดกระจาย การไม่รู้ว่าจะใช้ข้อมูลเหล่านั้นสร้างประโยชน์ทางธุรกิจได้อย่างไร ความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการใช้งาน AI และ Token/Data ความไม่มั่นใจว่าเครือข่ายและโครงสร้างพื้นฐานจะรองรับการใช้งานได้เพียงพอหรือไม่ รวมถึงความกังวลสำคัญเรื่อง Security และ Data Protection

การผสานจุดแข็งของ AIS Business, Microsoft Thailand และสภา SME จึงถูกออกแบบมาเพื่อลดคอขวดเหล่านี้ โดย AIS เข้ามาในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทั้งเครือข่าย 5G, Network, WiFi, Data Center และบริการสนับสนุนลูกค้าองค์กร

ขณะเดียวกัน Microsoft นำเทคโนโลยี Microsoft 365, Copilot, Microsoft 365 Copilot และ Copilot Studio เข้ามาเป็นเครื่องมือในการช่วยให้ SME เข้าถึง AI ที่มีทั้งความฉลาดและความปลอดภัย ส่วนสภา SME ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับผู้ประกอบการฐานรากที่ต้องการความเข้าใจ การสนับสนุน และแนวทางใช้งานที่จับต้องได้จริง

ข้อมูล คือความแตกต่างของ AI ในแต่ละธุรกิจ

ประเด็นสำคัญที่คุณธนวัฒน์เน้นย้ำคือ SME ทุกประเทศสามารถใช้เครื่องมือ AI แบบเดียวกันได้ แต่สิ่งที่ทำให้แต่ละธุรกิจแตกต่างกันคือ “ข้อมูล” และ “องค์ความรู้” ขององค์กรนั้น ๆ

กล่าวอีกอย่างคือ AI จะสร้างคุณค่าได้มากเพียงใด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจสามารถเชื่อมต่อ AI เข้ากับข้อมูลและความรู้เฉพาะของตัวเองได้ดีแค่ไหน

Microsoft 365 Copilot จึงถูกวางบทบาทให้ช่วยให้ SME สร้าง AI Agent ที่เข้าใจข้อมูลขององค์กรได้ ขณะที่ Copilot Studio ซึ่งเป็นระบบ Low-code/No-code ช่วยให้ผู้ประกอบการเชื่อมต่อข้อมูลจากระบบต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีทีมไอทีขนาดใหญ่หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม การนำข้อมูลขององค์กรมาใช้กับ AI ต้องมาพร้อมความปลอดภัย คุณธนวัฒน์ระบุว่า การใช้ AI ทั่วไปในระดับ Consumer อาจทำให้ข้อมูลบริษัทไหลออกไปได้ แต่ Copilot Chat ที่อยู่ใน Microsoft 365 จะช่วยปกป้องข้อมูลที่ผู้ใช้นำเข้าไปใช้งาน ไม่ให้ไหลออกไปภายนอก

สำหรับ Microsoft 365 Copilot ความสามารถจะขยับขึ้นไปอีกระดับ เพราะสามารถสร้าง Agent ที่เข้าใจข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลขององค์กร รวมถึงช่วยให้ธุรกิจสร้าง AI ที่ Customize ตามบริบทของตัวเองได้ พร้อมดูแลข้อมูลไม่ให้รั่วไหลออกไปภายนอก

มิติด้านความปลอดภัยจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการป้องกันข้อมูลรั่ว แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการสร้าง AI Agent ที่ธุรกิจไว้วางใจได้ เพราะหาก AI Agent ที่รู้ข้อมูลสำคัญของบริษัทถูกแฮกหรือข้อมูลรั่วไหล ก็อาจไม่ต่างจากการสูญเสียพนักงานคนสำคัญออกจากองค์กร

จากโครงสร้างพื้นฐาน สู่แพ็กเกจที่คำนวณต้นทุนได้

AI Ready for SME ภารกิจลดช่องว่าง AI ของธุรกิจไทย

เพื่อช่วยให้ SME เริ่มต้นใช้งานได้ง่ายขึ้น AIS Business ออกแบบแพ็กเกจ SME AI Ready ในราคาเริ่มต้น 499 บาท และ 659 บาท โดยรวมเครือข่ายและเทคโนโลยี AI ไว้ในแพ็กเกจเดียว

คุณภูผาอธิบายว่า แนวคิดสำคัญคือไม่มอง AI แยกออกจาก Network Connectivity แต่ต้องนำทั้งสองส่วนมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อให้ต้นทุนรวม หรือ TCO สมเหตุสมผลสำหรับ SME

ในแพ็กเกจดังกล่าวมีทั้ง Network และเทคโนโลยี โดยแพ็กเกจหนึ่งเชื่อมโยงกับการใช้งาน Secure AI Chat ขณะที่อีกแพ็กเกจขยับไปสู่เทคโนโลยีในอีกระดับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Microsoft 365 Copilot และความสามารถในการสร้าง AI Agent

นอกจากนี้ แพ็กเกจ AI Ready for SME ยังรวม Data สำหรับการใช้งาน Microsoft 365 ผ่านมือถือแบบ Unlimited เพื่อช่วยลดความกังวลของ SME เรื่องค่าใช้จ่ายจากการใช้ Data จำนวนมาก

เหตุผลที่แพ็กเกจถูกผูกกับมือถือ ไม่ใช่ Fiber เพียงอย่างเดียว มาจากลักษณะของ SME ที่มีพนักงานจำนวนหนึ่งไม่ได้ทำงานอยู่กับที่ บางรายต้องออกไปทำงานนอกสถานที่ หรือบางพื้นที่อาจไม่มี Fiber เข้าถึง การออกแบบแพ็กเกจต่อหนึ่ง User ของมือถือและหนึ่ง User ของ AI จึงถูกมองว่าครอบคลุมรูปแบบการทำงานของ SME ได้มากกว่า

ไม่ใช่แค่ขายเครื่องมือ แต่ต้องทำให้ใช้จริง

ความตั้งใจของโครงการ AI Ready for SME ไม่ได้หยุดอยู่ที่การขายระบบหรือซอฟต์แวร์ แต่เน้นให้ SME นำ AI ไปใช้ให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง

AIS Business จึงเตรียมการ Training ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเริ่มต้นอย่างถูกวิธี โดยมีหลักสูตรออนไลน์มากกว่า 200 คอร์สจาก Microsoft Elevate ครอบคลุมตั้งแต่ Basic AI ไปจนถึง Advanced AI และสามารถเข้าเรียนได้ผ่านเพจ AIS Business

นอกจากการอบรม ยังมี AI Template สำเร็จรูปที่ผ่านการทดลองใช้งานมาแล้ว เพื่อให้ SME ดาวน์โหลดไปปรับใช้กับธุรกิจได้ทันที ลดภาระของผู้ประกอบการที่ไม่ต้องไปค้นหาแนวทางเองจาก YouTube หรือ TikTok และช่วยให้เริ่มต้นจากรูปแบบที่มีการทดสอบแล้ว

คุณภูผาย้ำว่า การ Training ไม่ใช่การสอนครั้งเดียวแล้วจบ แต่ควรเป็นความสัมพันธ์ต่อเนื่อง เพราะ AI เปลี่ยนเร็ว สิ่งที่เหมาะสมในวันนี้อาจเปลี่ยนได้ในเวลาไม่นาน ผู้ประกอบการจึงต้องมีคนช่วยต่อยอดและพัฒนาการใช้งานต่อไป

ในกรณีที่ SME ต้องการนำ AI ไปใช้กับ Core Business จริง AIS Business ระบุว่ามีแนวคิดการทำงานแบบ Co-Creation โดย AIS มีความเชี่ยวชาญด้าน IT, AI และ Digital Infrastructure ส่วนลูกค้ามีความเข้าใจธุรกิจของตัวเอง การทำงานร่วมกันจึงเป็นการพัฒนาโซลูชันจากปัญหาจริงของแต่ละธุรกิจ

Coffee AI ตัวอย่างการใช้ข้อมูลภายในช่วยตัดสินใจ

เพื่อให้เห็นภาพการทำงานจริง ได้มีการสาธิตการสร้าง Coffee AI สำหรับเจ้าของธุรกิจร้านกาแฟที่มีประมาณ 10 สาขา โดยปัญหาหลักคือการบริหารสต๊อก การคิดโปรโมชันใหม่ และการวางแผนขยายสาขา

AI Agent ถูกสร้างขึ้นใน Microsoft Teams และเชื่อมต่อกับข้อมูลภายในขององค์กร เช่น ข้อมูลสต๊อกสินค้าที่จัดเก็บอยู่บน SharePoint ทำให้สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ของแต่ละสาขาได้แบบเรียลไทม์

ตัวอย่างเช่น หาก AI ตรวจพบว่าเค้กในสาขาสีลมมียอดขายหยุดนิ่ง ระบบสามารถแนะนำกลยุทธ์จัด Flash Sale เพื่อช่วยระบายสินค้าได้ทันที

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ หากวันใดมีฝนตก AI สามารถประมวลผลสถานการณ์และแนะนำให้ร้านจัดโปรโมชันจับคู่เมนูเครื่องดื่มร้อนกับเบเกอรี่ เพื่อให้เจ้าของธุรกิจตัดสินใจได้เร็วขึ้น

ตัวอย่าง Coffee AI สะท้อนให้เห็นว่า AI ที่มีประโยชน์ต่อ SME ไม่ใช่ AI ที่ตอบคำถามจากข้อมูลทั่วไปเท่านั้น แต่คือ AI ที่เชื่อมต่อกับข้อมูลภายในองค์กร เข้าใจบริบทธุรกิจ และช่วยเสนอแนวทางดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหาจริงของผู้ประกอบการ

SME ต้องไม่โดดเดี่ยวในโลก AI

หนึ่งในประเด็นสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้คือ SME ไม่จำเป็นต้องเดินเข้าสู่โลก AI เพียงลำพัง เพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่สามารถคาดหวังได้ว่าจะมี Data Scientist จำนวนมาก หรือมี Cybersecurity Specialist เป็นทีมใหญ่เหมือนองค์กรขนาดใหญ่

สิ่งที่ SME ต้องการจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือ Ecosystem ที่ช่วยให้เริ่มต้นได้จริง ใช้ได้ปลอดภัย และต่อยอดได้ต่อเนื่อง

คุณธนวัฒน์ระบุว่า Microsoft เพียงลำพังไม่สามารถทำให้โครงการประสบความสำเร็จได้ AIS เพียงลำพังก็ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด และ Thai SME เพียงลำพังก็อาจเดินหน้าได้ยาก สิ่งที่เกิดขึ้นจึงต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทั้งสามฝ่าย

AIS มีโครงข่ายและความเข้าใจธุรกิจในประเทศไทย Microsoft มีเทคโนโลยี AI และความปลอดภัยระดับโลก ส่วนสภา SME มีบทบาทเชื่อมโยงผู้ประกอบการจำนวนมากในประเทศ หากทั้งสามส่วนทำงานร่วมกันได้จริง โครงการนี้จะไม่ใช่เพียงการนำ AI มาให้ SME ทดลองใช้ แต่เป็นการวางพื้นฐานใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยใช้ AI เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

“AI Ready for SME เป็นหนึ่งความพยายามทำให้ AI กลายเป็นเครื่องมือทางธุรกิจที่ SME เข้าถึงได้ ใช้งานได้จริง คำนวณต้นทุนได้ และมีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับข้อมูลขององค์กร”

หาก SME ไทยสามารถเปลี่ยน AI จากของเล่นหรือเครื่องมือทดลอง ไปเป็นผู้ช่วยในกระบวนการทำงานจริงได้สำเร็จ โจทย์ของผู้ประกอบการไทยก็อาจขยับจากการประคองตัวให้รอด ไปสู่การสร้างความแตกต่างเพื่อให้ธุรกิจรุ่งได้ในยุค AI

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

NIA ผนึก 32 เครือข่าย ดันไทยสู่ Medical Innovation Hub

Arincare ปิดดีล Series B+ ปั้นโครงสร้างพื้นฐานสุขภาพไทย

จาก JMT ถึงสุกี้ตี๋น้อย: AI กำลังเปลี่ยน Operation ของกลุ่ม JMART

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar