ในวันที่ประเทศไทยต้องมองหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือ อว. กำลังผลักดันแนวคิด “Nature Positive” ควบคู่กับการเดินหน้า Net Zero โดยมองว่าความหลากหลายทางชีวภาพของไทยสามารถต่อยอดเป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ได้ หากนำมาผสานกับวิทยาการข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างเป็นระบบ
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กล่าวว่า ประเทศไทยไม่อาจพึ่งพาเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป จึงต้องมองหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ประเทศมีความได้เปรียบ และหนึ่งในต้นทุนสำคัญของไทยคือธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนหลักการว่า GDP ต้องเติบโต ขณะเดียวกันธรรมชาติต้องไม่ถูกทำลาย และความหลากหลายทางชีวภาพต้องเพิ่มขึ้น ไม่ใช่การพัฒนาเศรษฐกิจโดยแลกกับการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ
Net Zero ยังต้องทำแต่ Nature Positive ต้องเดินควบคู่กัน
ที่ผ่านมา ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ หรือ Net Zero เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Transition
อย่างไรก็ตาม กระทรวง อว. มองว่า Net Zero ยังต้องเดินหน้าต่อไป แต่ควรมีอีกกลไกหนึ่งเข้ามาเสริม คือ Nature Positive หรือการเปลี่ยนผ่านด้านธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ ป่าไม้ ทะเล เมือง และชุมชนให้น่าอยู่ขึ้น
เหตุผลสำคัญคือ ธรรมชาติเป็นพื้นฐานของหลายเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ คุณภาพชีวิต และสภาพแวดล้อมของผู้คน หากดิน น้ำ อากาศ และระบบนิเวศไม่สมบูรณ์ การพัฒนาในมิติอื่นก็ยากจะยั่งยืน
GDP เพิ่มธรรมชาติต้องไม่ถูกทำลาย
หัวใจของวิสัยทัศน์นี้คือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการมองเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ต้องแลกกัน ไปสู่การทำให้ทั้งสองเรื่องเติบโตไปพร้อมกัน
เป้าหมายที่กระทรวง อว. วางไว้ คือ GDP ต้องเพิ่มขึ้น ธรรมชาติต้องไม่ถูกทำลาย และความหลากหลายทางชีวภาพต้องเพิ่มขึ้นควบคู่กัน
แนวคิดนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ระดับนโยบาย แต่มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ภาคใต้ของไทย ซึ่งมีการใช้เทคโนโลยี eDNA หรือการตรวจรหัสพันธุกรรมจากสิ่งแวดล้อม ในการสำรวจและฟื้นฟูระบบนิเวศปะการัง
กระบวนการเริ่มจากการเก็บตัวอย่างจากสิ่งแวดล้อม เพื่อตรวจสอบว่าพื้นที่นั้นยังมีสิ่งมีชีวิตชนิดใดอยู่ และขาดสิ่งมีชีวิตชนิดใดไป เมื่อรู้ข้อมูลชัดเจน การฟื้นฟูจึงทำได้ตรงจุดมากขึ้น
เมื่อความหลากหลายทางชีวภาพกลับมา ฝูงปลาและสัตว์ทะเลก็เริ่มกลับมา ส่งผลให้การประมงและเศรษฐกิจของชุมชนฟื้นตัวตามไปด้วย กรณีนี้จึงสะท้อนว่า การลงทุนในธรรมชาติสามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจให้ท้องถิ่นได้จริง
เปลี่ยน Mega Biodiversity ให้เป็นสินทรัพย์เชิงนวัตกรรม
ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง หรือ Mega Biodiversity ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญที่สามารถต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้
กระทรวง อว. มองว่า ความหลากหลายทางชีวภาพเปรียบได้กับข้อมูลสำคัญของธรรมชาติ เช่นเดียวกับที่ข้อมูลเป็นฐานของปัญญาประดิษฐ์ หากสามารถอ่าน ทำความเข้าใจ และนำข้อมูลธรรมชาติมาใช้ร่วมกับเทคโนโลยี ก็จะเกิดโอกาสในการสร้างนวัตกรรมใหม่ด้าน Nature Tech
โจทย์จึงไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่คือการยกระดับความหลากหลายทางชีวภาพให้เป็นฐานของนวัตกรรม เศรษฐกิจ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
Nature Tech เครื่องมือเชื่อมธรรมชาติกับเศรษฐกิจใหม่

กระทรวง อว. วางบทบาทในการสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเสริมการทำงานด้าน Nature Positive ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการผลักดันกลุ่มเทคโนโลยีที่เรียกว่า Nature Tech
อุตสาหกรรมเป้าหมายด้าน Nature Tech ประกอบด้วยหลายสาขา เริ่มจาก Nature Intelligence หรือการใช้ดาวเทียม โดรน และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อวัดและติดตามปริมาณความหลากหลายทางชีวภาพในแต่ละพื้นที่
ถัดมาคือ Precision Preservation หรือการใช้แบบจำลองเสมือนจริงและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อออกแบบและวางแผนการดูแลผืนป่าและการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างตรงจุด
ด้าน Blue Economy มุ่งดูแลทรัพยากรทางทะเลผ่านนวัตกรรม เช่น หุ่นยนต์เก็บขยะ หุ่นยนต์ดูแลปะการัง และระบบกักเก็บคาร์บอนใต้ผืนน้ำ
ขณะที่ Green Nature Tech ครอบคลุมนวัตกรรมด้านดิน จุลชีววิทยา และระบบนิเวศบนบก ส่วน Water Tech เน้นการบริหารจัดการน้ำผ่านพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างเหมาะสม เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง
อีกด้านหนึ่งคือ Biodiversity Informatics หรือการบูรณาการข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ เพื่อให้รู้ว่าแต่ละพื้นที่มีทรัพยากรอะไร อยู่ในสถานะใด และยังขาดอะไรไป รวมถึง Biobased Material หรือการพัฒนาวัสดุจากฐานชีวภาพ
การวางกลุ่มเทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้ Nature Positive ไม่ได้อยู่เพียงในกรอบการอนุรักษ์ แต่เชื่อมต่อกับข้อมูล นวัตกรรม สตาร์ตอัป การลงทุน และอุตสาหกรรมใหม่ได้โดยตรง
ทำทั้งประเทศให้เป็น Living Lab
เพื่อให้วิสัยทัศน์ขับเคลื่อนได้จริง กระทรวง อว. เสนอให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ทดลองจริง หรือ Living Lab สำหรับการพัฒนา Nature Positive และ Nature Tech ครอบคลุมทั้งทะเล เมือง ชุมชน ป่า แหล่งน้ำ และพื้นที่ธรรมชาติ
ภายใต้แนวคิดนี้ มหาวิทยาลัยทั่วประเทศจะมีบทบาทเป็นโหนดความรู้ ผ่านโมเดล “1 มหาวิทยาลัย 1 พื้นที่ทดลองจริง” หรือ “1 มหาวิทยาลัย 1 Living Lab” เพื่อทำหน้าที่วิจัย พัฒนาองค์ความรู้ และสร้างนวัตกรรมที่ใช้ธรรมชาติเป็นฐานในการแก้ปัญหา
บทบาทของมหาวิทยาลัยยังครอบคลุมถึงการสร้างบุคลากรที่เข้าใจทั้งเทคโนโลยีและระบบนิเวศ การบ่มเพาะสตาร์ตอัปด้านธรรมชาติ และการผลักดันงานวิจัยให้กลายเป็น Nature-based Solutions ที่ใช้ได้จริง
ขณะเดียวกัน ยังมีแนวคิดในการเชื่อมโยงกับกลไกทางการเงินด้านธรรมชาติ หรือ Nature Finance รวมถึงเครือข่ายกองทุนร่วมลงทุน เพื่อให้การพัฒนา Nature Tech สามารถต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ได้
10 โจทย์เร่งด่วนระดับชาติ
กระทรวง อว. ยังได้เสนอ 10 โจทย์เร่งด่วนระดับชาติ โดยเน้นการลงพื้นที่ทำงานจริง และใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กลไกทางสังคม และชุมชนเข้ามาร่วมกันแก้ปัญหา
ตัวอย่างโครงการที่ถูกหยิบยกขึ้นมา ได้แก่ การฟื้นฟูปะการังและอนุรักษ์ท้องทะเลไทยที่จังหวัดสงขลา โครงการแม่น้ำไร้ขยะพลาสติก การดูแลป่าชายเลนในอนาคต การพัฒนาอุทยานแห่งชาติอัจฉริยะ การใช้ AI เพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ การฟื้นฟูระบบนิเวศ การจัดทำฐานข้อมูลจีโนมดินไทย การคืนธรรมชาติสู่เมือง และการจัดการข้อมูลทางธรรมชาติระดับชาติ
โครงการเหล่านี้สะท้อนว่า Nature Positive ถูกวางให้เป็นวาระการพัฒนาที่ต้องลงมือทำในพื้นที่จริง ไม่ใช่เพียงแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการเชื่อมธรรมชาติ เทคโนโลยี ชุมชน มหาวิทยาลัย สตาร์ตอัป และเงินทุนเข้าด้วยกัน
จากประเทศที่มีธรรมชาติสู่ประเทศที่ใช้ธรรมชาติสร้างความมั่งคั่ง
ในอดีต ประเทศที่มีแหล่งน้ำมันคือประเทศที่สร้างความมั่งคั่งจากทรัพยากรพลังงาน ต่อมา โลกเข้าสู่ยุคที่ประเทศที่มีเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์เริ่มสร้างความร่ำรวยจากความสามารถด้านข้อมูลและนวัตกรรม
แต่ในยุคต่อไป กระทรวง อว. มองว่า ประเทศที่มีธรรมชาติ มีความหลากหลายทางชีวภาพ และรู้จักใช้วิทยาศาสตร์ข้อมูลกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาผสมผสาน จะมีโอกาสสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนกว่าเดิม
สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ประเทศมีทรัพยากรธรรมชาติมากเพียงใด แต่คือจะเปลี่ยนความได้เปรียบด้านธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพให้กลายเป็นเศรษฐกิจใหม่ได้อย่างไร
หากทำได้ Nature Tech จะไม่ใช่เพียงเครื่องมืออนุรักษ์ธรรมชาติ แต่จะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ที่ทำให้ GDP เติบโตควบคู่กับความหลากหลายทางชีวภาพที่เพิ่มขึ้น และทำให้ธรรมชาติเป็นฐานของความมั่งคั่งที่ยั่งยืนของไทย





