อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส หรือ AWS ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนเทคโนโลยี Agentic AI และแพลตฟอร์ม Amazon Bedrock ในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบในปีนี้ เพื่อเป็นตัวเร่งสำคัญในการนำพาภาคธุรกิจไทยก้าวข้ามทางตันด้านเทคโนโลยี
โดยรายงานผลการศึกษาล่าสุด Unlocking Thailand’s AI Potential 2026 ซึ่งจัดทำโดย Strand Partners ระบุว่า แม้อัตราการเติบโตของการใช้งาน AI ในองค์กรไทยจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 43% และมีธุรกิจหันมาใช้ AI เพิ่มขึ้นราว 220,000 แห่ง ทว่าภาพรวมการเปลี่ยนแปลงกลับเกิดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลในรูปแบบใหม่ เนื่องจากภาคธุรกิจส่วนใหญ่ถึง 74% ยังคงติดหล่มอยู่กับการใช้งานขั้นพื้นฐาน เช่น แชตบอททั่วไปหรือซอฟต์แวร์สำเร็จรูป และมีเพียง 9% ของธุรกิจไทยเท่านั้นที่สามารถยกระดับการบูรณาการไปสู่การใช้ AI ขั้นสูงที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager ของ AWS ประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับคลื่นลูกใหม่ของ AI ซึ่งความท้าทายไม่ใช่แค่การเพิ่มอัตราการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่คือการทำให้ธุรกิจสามารถก้าวข้ามผ่านขั้นทดลองไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มสถาบันการเงินเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้สูงสุดที่ 65% ตามมาด้วยกลุ่มไอทีและเทคโนโลยี 64% และภาคการผลิต 48% โดยภาพรวมธุรกิจถึง 64% เริ่มเห็นการพัฒนานวัตกรรมที่รวดเร็วขึ้นอย่างชัดเจนจากการผสานพลังร่วมกับระบบคลาวด์ที่ขยายตัวขึ้นสู่ 64% หลังจากการเปิดตัว AWS Region ในประเทศไทย
กลยุทธ์ AWS: ทางเลือกอิสระ ปิดประตู Vendor Lock-in
เพื่อแก้ปัญหาการติดหล่มทางเทคโนโลยีของธุรกิจไทย AWS ได้ชูจุดขายของ Amazon Bedrock ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม AI ที่เพิ่งเปิดให้บริการใน Region ประเทศไทยในปีนี้ จุดเด่นคือการรวบรวมโมเดล AI ชั้นนำจากทั่วโลกกว่า 100 โมเดล รวมถึงโมเดลชั้นนำอย่าง Claude, Llama, Mistral, DeepSeek และ Qwen มาไว้ในที่เดียว โดย Amazon Bedrock ทำหน้าที่เสมือนเป็นตัวกลาง หรือ Midfielder ที่มีระบบควบคุมความปลอดภัยอย่าง Guardrails ชุดเดียวแต่สามารถควบคุมและดูแลได้ทุกโมเดล
ยุทธศาสตร์ดังกล่าว เปิดโอกาสให้ลูกค้ามีความยืดหยุ่นในการสลับเปลี่ยนค่ายโมเดลได้อย่างอิสระตามความเหมาะสมและต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยที่องค์กรไม่ต้องเสียเวลาและงบประมาณในการเขียนโค้ดระบบรักษาความปลอดภัย หรือปรับปรุงหน้าแอปพลิเคชันใหม่ทั้งหมดเมื่อต้องการเปลี่ยนค่ายโมเดล ซึ่งช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการผูกขาดเทคโนโลยีจากผู้พัฒนารายใดรายหนึ่ง หรือ Vendor Lock-in ในอนาคตได้อย่างถาวร
นอกจากนี้ AWS ยังได้ส่งเครื่องมือ AWS Transform ซึ่งเป็น Engine AI ที่เปิดให้ลูกค้าใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เข้ามาพลิกโฉมการย้ายระบบขึ้นคลาวด์ เครื่องมือนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถก้าวข้ามวิธีการย้ายระบบแบบเก่าอย่าง Lift and Shift หรือการยกเซิร์ฟเวอร์เดิมไปวางบนคลาวด์ตรง ๆ ซึ่งมีต้นทุนสูง ไปสู่การปรับปรุงโครงสร้างระบบให้เป็นสถาปัตยกรรมยุคใหม่ หรือ Modernize Application ในรูปแบบ Serverless หรือ Event-Based ได้ทันที โดยระบบจะสั่งให้หยุดทำงานและหยุดคิดค่าบริการหรือค่าไลเซนส์เมื่อไม่มีการใช้งานจริง อีกทั้งการย้ายระบบมาใช้งานใน Region ไทยยังช่วยประหยัดต้นทุนลงได้เฉลี่ย 10-15% เมื่อเทียบกับการใช้งานที่ Region สิงคโปร์
อุปสรรคธุรกิจไทย: ภัยเงียบ Shadow AI และช่องโหว่การควบคุม
ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญทางธุรกิจและโครงสร้างการบริหารจัดการภายในองค์กรไทย 3 ด้านหลัก ดังนี้
- ปัญหาขาดแคลนบุคลากรและงบประมาณ: 56% ของผู้นำธุรกิจระบุว่าการขาดแคลนทักษะคืออุปสรรคอันดับหนึ่งในการนำ AI มาใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลสำรวจชี้ว่ามีองค์กรไทยเพียง 17% เท่านั้นที่มีชุดทักษะด้าน AI ที่แข็งแกร่งในปัจจุบัน ขณะที่อุปสรรคตามมาคือข้อจำกัดด้านงบประมาณภายในองค์กร 48% ซึ่งข้อมูลระบุว่าปัจจุบันมีธุรกิจสูงถึง53% ที่ยังไม่มีงบประมาณจัดสรรไว้สำหรับ AI โดยเฉพาะ ส่วนความไม่แน่นอนทางกฎหมายจากกฎระเบียบข้อบังคับด้าน AI และดิจิทัลคิดเป็นอุปสรรคอีก 41%
- ภัยเงียบจาก Shadow AI: รายงานชี้ว่า พนักงานในหน่วยงานที่ไม่ใช่ฝ่ายไอที เช่น ฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด และฝ่ายทรัพยากรบุคคล มีการนำ AI มาใช้เป็นประจำสูงถึง 70% ทว่ากลับมีองค์กรเพียง 19% เท่านั้นที่มีนโยบายกำกับดูแล หรือ Governance ครอบคลุมการใช้งานของพนักงานกลุ่มนี้ นำมาซึ่งความเสี่ยงที่เรียกว่า Shadow AI หรือการที่พนักงานแอบซื้อแพ็กเกจ AI ส่วนตัวแล้วนำข้อมูลลับขององค์กรไปใส่ใน Public AI เพื่อใช้งาน ซึ่งเป็นการเปิดประตูหลัง หรือ Backdoor ให้แฮกเกอร์เข้ามาโจมตีระบบหรือทำให้ข้อมูลรั่วไหลได้ง่าย
- ความจำเป็นของทักษะ Critical Judgment: 61% ของธุรกิจมองว่าทักษะการตรวจสอบ ตั้งคำถาม และประเมินผลลัพธ์จาก AI จะเป็นทักษะแห่งอนาคตที่สำคัญที่สุด เนื่องจากผลลัพธ์ด่านแรกจากการทำงานเชิงลึกของ AI มักจะยังคงมีข้อผิดพลาดหรือไม่สมบูรณ์อยู่ราว 10-20% เสมอปัจจุบันมีองค์กรเพียง 23% เท่านั้นที่มีแนวทางปฏิบัติชัดเจนว่าเมื่อใดที่พนักงานควรเข้าแทรกแซงหรือส่งต่อเรื่องการตัดสินใจของ AI องค์กรจึงยังคงต้องใช้แนวคิดแบบ Human in the Loop เพื่อตรวจสอบความถูกต้องขั้นสุดท้ายก่อนนำไปใช้จริง
–AWS Summit Bangkok: AI โครงสร้างพื้นฐานใหม่ขององค์กร
3 กรณีศึกษา: นวัตกรรมนำร่องที่เห็นผลจริงและคุ้มค่า
บทพิสูจน์ของการนำ AI ระดับลึกมาประยุกต์ใช้จนเกิดผลสัมฤทธิ์เด่นชัดเกิดขึ้นแล้วในหลายองค์กรไทย นำร่องโดย KASIKORN Business-Technology Group (KBTG) เครือเทคโนโลยีของธนาคารกสิกรไทย ที่สามารถแก้ปัญหาคอขวดระบบแอปพลิเคชันเดิมและซอฟต์แวร์แปลงข้อมูลที่ใช้งานมากว่า 20 ปี รวมถึงภาษา COBOL บนระบบ Mainframe ซึ่งติดล็อกและหาคนแก้ไขไม่ได้มานานกว่า 2-3 ปี โดย KBTG นำโจทย์นี้มาประมวลผลผ่านเครื่องมือ Agentic AI สำหรับการปรับปรุงแอปพลิเคชันผ่านโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ด้วยเทคโนโลยีเปิดอย่าง .NET Core และ Python PySpark ส่งผลให้สามารถแกะโค้ดและปรับเปลี่ยนระบบให้เป็นโมเดิร์นแอปพลิเคชันได้สำเร็จภายในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ ช่วยลดภาระงานของทีมวิศวกรรมลงได้ 2-3 เท่า ตัดค่าใช้จ่ายใบอนุญาตซอฟต์แวร์แบบกรรมสิทธิ์เดิมจนเหลือ 0 บาท และกลายมาเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพ AI อย่างต่อเนื่อง
ภายในงานยังได้มีการยกตัวอย่างความสำเร็จของการนำแนวคิด AI DLC (AI Development Lifecycle) มาปรับใช้กับลูกค้าองค์กรในกลุ่มธนาคารอีกแห่งหนึ่ง โดยให้ฝ่ายไอทีและฝ่ายธุรกิจมานั่งออกแบบ Spec ร่วมกันกับ AI ทำให้ได้หน้ากากแดชบอร์ดเบื้องต้นภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง จากเดิมที่ต้องใช้เวลานานหลายเดือน
ขณะเดียวกัน บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยที่มีประวัติยาวนานกว่า 135 ปี เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงระบบผ่านกลยุทธ์ทำงานร่วมกันข้ามสายงานโดยโอสถสภาได้ระบุโอกาสด้าน AI ที่มีศักยภาพสูงจำนวน 59 โครงการจากกลุ่มธุรกิจทั้ง 9 หน่วยงาน และพัฒนา OsotSphere ผู้ช่วย Generative AI ภาษาไทยที่สร้างบน Amazon Bedrock เพื่อให้พนักงานสามารถสอบถามข้อมูลนโยบาย กรอบการอนุมัติ และขั้นตอนการทำงานด้วยภาษาไทยที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งรองรับการตอบคำถามได้ประมาณ 1,450 รายการต่อเดือน ควบคู่ไปกับการพัฒนาแพลตฟอร์ม Marketing Mix Modeling (MMM) ที่ผสานข้อมูลมากกว่า 700 ตัวแปรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนด้านการตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมเปิดตัว AI Skills Program 2.0 พัฒนาทักษะด้าน AI แก่พนักงานทั้ง 5,000 คน โดยมีวิสัยทัศน์ระยะยาวในการขับเคลื่อนให้ผู้บริหารทุกคนมี AI Agent ส่วนตัวที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับบทบาทหน้าที่ของตนเอง
–โอสถสภาดึง AI จาก AWS พลิกโฉมธุรกิจ 135 ปี สู่ยุคดิจิทัล
ทิศทางอนาคต: แผนลงทุนระยะยาวและโรดแมปปี 2569
ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้กรอบการลงทุนระยะยาวของ AWS มูลค่ากว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นกว่าล้านบาท ที่ได้ประกาศตัวอย่างเป็นทางการเพื่อขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในประเทศไทย ควบคู่ไปกับการเร่งแก้ไขปัญหาวิกฤติขาดแคลนแรงงาน
ปัจจุบัน AWS ได้ดำเนินการฝึกอบรมทักษะคลาวด์และดิจิทัลให้แก่คนไทยไปแล้วกว่า 120,000 คน และมีโปรแกรมเฉพาะทาง อาทิ โครงการ ทักษะ AI ที่มุ่งเป้าอบรมเยาวชนและพนักงานไปแล้วอีกกว่า 23,000 คน รวมถึงโครงการ Skills to Jobs ที่ทำการจับคู่แรงงานที่มีทักษะเข้าสู่สถานประกอบการของพันธมิตรทั้ง 11 รายเป็นที่เรียบร้อย
ยุทธศาสตร์ถัดไปในอีก 6 เดือนข้างหน้าของ ปี 2569 นี้ AWS จะมุ่งเน้นการสนับสนุนให้ประเทศไทยจัดทำแผนปฏิบัติการด้าน AI ระดับชาติที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนความแน่ใจในระยะยาว และประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน รวมถึงการทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล หรือ Regulators ทั้งในภาคการเงินและการแพทย์ เพื่อปรับเปลี่ยนเกณฑ์ข้อบังคับให้เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรมควบคู่ไปกับการสร้างความชัดเจนและน่าเชื่อถือ พร้อมผลักดันกลไกภาครัฐให้นำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้ในการให้บริการประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีระดับโลกต่อไป
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
KBTG กางสูตรลับ V=(P+P+P)E ปลดล็อกมูลค่าองค์กรยุค Beyond ROI
ไทยพร้อม 100% จัดประชุม IMF-WBG ชู Bangkok Blueprint และ Soft Power สู่เวทีโลก



