การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการปฏิบัติตามกฎระเบียบเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการระดมทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย โดยเฉพาะการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 ตามที่รัฐบาลประกาศไว้ แรงขับเคลื่อนนี้ทำให้ทุกภาคส่วนต้องเร่งปรับตัวและมองหาแหล่งเงินทุน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมสู่อนาคตอย่างยั่งยืน
ThaiBMA เผย ESG Bond โตต่อเนื่อง

อริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ตลาดตราสารหนี้เพื่อส่งเสริมความยั่งยืน (ESG Bond) ของประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 55% จนปัจจุบันมูลค่าคงค้างทะลุ 1 ล้านล้านบาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้ว่าสัดส่วนหลักราว 80% จะเป็นการระดมทุนโดยภาครัฐในรูปแบบ Sustainability Bond เพื่อโครงการพื้นฐานอย่างรถไฟฟ้าหรือโครงการเยียวยาทางสังคม (Social Bond) แต่ภาคเอกชนเริ่มมีการตื่นตัวอย่างชัดเจน โดยมีบริษัทผู้ออกตราสารเพิ่มขึ้นเป็น 36 บริษัท และเฉพาะครึ่งแรกของปีนี้มีบริษัทรายใหม่ก้าวเข้ามาเพิ่มถึง 8 บริษัท
ก.ล.ต. ชู ‘Transition – Amber Bond’ เครื่องมือใหม่หนุนธุรกิจเปลี่ยนผ่าน
ประเด็นสำคัญที่จะเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 คือการที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เตรียมประกาศหลักเกณฑ์ตราสารหนี้ 2 ประเภทใหม่ ได้แก่ Transition Bond (ตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน) และ Thailand Amber Bond (ตราสารหนี้สีเหลือง) เพื่อรองรับธุรกิจที่ยังไม่เป็นสีเขียว 100% ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้มูลค่าการออกบอนด์พุ่งสูงขึ้นอีก
- Thailand Amber Bond (ตราสารหนี้สีเหลือง): อ้างอิงกับกิจกรรมในกลุ่มสีเหลืองตามเกณฑ์ Thailand Taxonomy ซึ่งเป็นกิจกรรมที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน โดยมีหมุดหมายชัดเจนว่าต้องเปลี่ยนเป็นสีเขียวทั้งหมดภายในปี 2583
- Transition Bond (ตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน): เน้นการระดมทุนตาม Transition Plan หรือแผนกลยุทธ์ขององค์กรที่อ้างอิงหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 โดยไม่จำกัดเฉพาะโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่ดูภาพรวมการปรับตัวของทั้งองค์กร
ความต้องการของนักลงทุนสถาบัน เช่น กองทุนรวม และบริษัทประกันภัย ในการซื้อ ESG Bond มีสูงมาก จนทำให้ในปัจจุบันประสบปัญหาผู้จัดออกบอนด์ (Supply) ยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการลงทุน (Demand) ขณะเดียวกัน ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประเมินว่า ประเทศไทยยังต้องการเงินทุนมหาศาลอย่างน้อยปีละ 500,000 – 700,000 ล้านบาทไปจนถึงปี 2578 เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามแผน NDC 3.0 ที่ตั้งเป้าลดลง 47% จากระดับปี 2562
เพื่อลดภาระด้านต้นทุน ThaiBMA โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ได้จัดทำโครงการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการจัดอันดับเครดิต (Credit Rating) และค่าจ้างผู้ประเมินภายนอก (External Reviewer) ตามจริงแต่ไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อรุ่น และรวมสูงสุดไม่เกิน 8 ล้านบาทต่อบริษัท โดยโครงการนี้จะเปิดรับคำขอไปจนถึงช่วงกลางปี 2570
ความท้าทายและการป้องกันการฟอกเขียว
คุณอริยากล่าวเพิ่มเติมว่า ความท้าทายสำคัญของภาคธุรกิจคือ องค์ความรู้ โดยเฉพาะการวัดผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ครบทั้ง Scope 1, 2 และ 3 ซึ่งมีความซับซ้อนสูงและต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการรับรอง (Verify) สำหรับประเด็นการฟอกเขียวนั้น ในประเทศไทยยังถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้นและไม่น่ากังวล เนื่องจากตราสารส่วนใหญ่เป็นประเภทระบุวัตถุประสงค์การใช้เงิน (Use of Proceeds) ที่มี External Reviewer ตรวจสอบตั้งแต่ต้นจนจบ
นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมยังมีความจำเป็นเร่งด่วนเนื่องจาก พ.ร.บ. Climate Change กำลังจะถูกบังคับใช้ ซึ่งจะเปลี่ยนจากการขอความร่วมมือเป็นภาคบังคับ (Mandatory) รวมถึงมาตรการทางการค้าอย่าง CBAM หรือ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป ที่จะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก
CIMB Thai ผุดเครื่องมือช่วย ‘กลุ่มสีน้ำตาล’ วางแผนเปลี่ยนผ่าน

แม้หลายภาคธุรกิจจะมีความมุ่งมั่นและตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืน แต่ปัญหาในทางปฏิบัติคือ ส่วนใหญ่ยังขาดเครื่องมือที่ชัดเจนในการระบุว่าต้องดำเนินการอย่างไรจึงจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้จริง
เจสัน ลี หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ชี้ให้เห็นว่า ที่ผ่านมาเงินทุนส่วนใหญ่มักหลั่งไหลไปอยู่กับโครงการที่เป็น “สีเขียว” อยู่แล้ว เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ แต่การที่จะขับเคลื่อนประเทศให้บรรลุเป้าหมายความยั่งยืนร่วมกันได้นั้น จำเป็นต้องดึงกลุ่มอุตสาหกรรมสีน้ำตาล (Brown Sector) เช่น ธุรกิจผลิตพลังงานดั้งเดิม ธุรกิจเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง ซึ่งมีส่วนในการขับเคลื่อน GDP ของประเทศอย่างสูงให้เข้ามาร่วมปรับตัวด้วย
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จึงได้นำเสนอเครื่องมือช่วยวางแผนเปลี่ยนผ่านที่เรียกว่า Climate Transition Canvas โดยเครื่องมือนี้ทำหน้าที่เป็นตัวประสานให้ทุกฝ่ายในบริษัท ตั้งแต่ฝ่ายการเงิน ฝ่ายผลิต ไปจนถึงทีมทำงานด้าน ESG สามารถจับเข่าคุยและทำงานร่วมกันบนแผนเดียวกันได้
เครื่องมือดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นภาพชัดเจนว่า แผนงานที่ทำจะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ในปริมาณเท่าใด และต้องใช้เงินลงทุนจำนวนเท่าใด เช่น “การลดคาร์บอน 1 ตัน ต้องใช้เงินกี่บาท” เพื่อให้ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน หรือ CFO สามารถนำข้อมูลไปวางแผนจัดการเงินทุนได้อย่างถูกต้อง ทั้งการจัดสรรงบประมาณภายใน การขอสินเชื่อ หรือการออกตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน
“คณะกรรมการบริษัทควรสามารถอ่านแผนการเปลี่ยนผ่านทั้งฉบับได้ภายในเวลา 10 นาที และเข้าใจได้ทันทีว่ากำลังอนุมัติอะไร นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราเลือกนำเครื่องมือนี้มาทดลองใช้ร่วมกับผู้ที่จะนำไปใช้งานจริง แทนการนำเสนอจากเวทีสัมมนาเพียงอย่างเดียว” คุณเจสันกล่าว
ทั้งนี้ ธนาคารเปิดให้บริการเครื่องมือดังกล่าวในรูปแบบของบริการคู่ขนานไปกับงานที่ปรึกษา (Advisory) ของธนาคาร เพื่อช่วยสร้างองค์ความรู้และทักษะการวางแผนให้กับลูกค้าในระยะยาว
TRIS Rating รับเกณฑ์ใหม่ บังคับตรวจรับรองแผน SPO
ในจังหวะเดียวกับการปรับตัวของเอกชน สำนักงาน ก.ล.ต. กำลังจะมีเกณฑ์บังคับเพิ่มขึ้นในไตรมาส 3 ของปีนี้ โดยกำหนดให้ผู้ที่จะออกและเสนอขายตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนบางประเภทแก่ประชาชนทั่วไปหรือผู้ลงทุนวงจำกัด ต้องจัดให้มีผู้ประเมินภายนอกเข้ามาให้ความเห็นและสอบทานแผนงาน (Second Party Opinion หรือ SPO) เพื่อป้องกันการสร้างภาพลักษณ์สีเขียวเกินจริง (Greenwashing)
ปรเมศร์ รักการงาน ผู้อำนวยการ Sustainable Finance Department Analytics Group, TRIS Rating เปิดเผยว่า ทริสเรทติ้งได้ตั้งแผนกการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance Department) ขึ้นตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เพื่อคอยให้การสนับสนุนและให้บริการประเมินรับรองมาตรฐานแผนงาน (SPO) แก่ภาคเอกชนไทย
การเกิดขึ้นของผู้ประเมินภายนอกในประเทศอย่างทริสเรทติ้ง จะช่วยทลายข้อจำกัดให้กับบริษัทไทยที่แต่เดิมต้องพึ่งพาผู้ประเมินต่างประเทศเพียงอย่างเดียว ซึ่งการประเมินโดยสถาบันไทยมีข้อดีหลักๆ คือ ความเข้าใจในบริบทการทำธุรกิจของไทยและหลักเกณฑ์ Thailand Taxonomy ที่มากกว่า รวมถึงมีราคาที่ย่อมเยากว่าผู้ประเมินต่างประเทศประมาณ 20% อีกทั้งทริสเรทติ้งยังเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ S&P Global ทำให้มั่นใจได้ว่าหลักเกณฑ์และวิธีการประเมิน (Methodology) ที่นำมาใช้จะสอดคล้องกับมาตรฐานสากลในระดับสากลอย่างแน่นอน ซึ่งผู้ประกอบการสามารถมาขอรับบริการจัดอันดับเครดิตของตราสารหนี้ควบคู่ไปกับการสอบทาน SPO ได้พร้อมกันในจุดเดียว
คุณปรเมศร์ คาดการณ์เพิ่มเติมว่า ในอนาคตอันใกล้ราว 1 ถึง 2 ปีข้างหน้า จะมีการออกข้อกำหนดสัดส่วนการลงทุนด้านความยั่งยืนขั้นต่ำให้กับกองทุนต่างๆ ซึ่งปัจจัยนี้จะยิ่งเร่งให้ความต้องการซื้อบอนด์ ESG ในตลาดพุ่งทะยานสูงขึ้นอีกอย่างมากในอนาคต
การผนึกกำลังกันระหว่างผู้กำหนดนโยบาย ตลาดตราสารหนี้ไทย สถาบันการเงินผู้ให้คำปรึกษา และสถาบันจัดอันดับที่มีความน่าเชื่อถือ จึงถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนและเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างสมบูรณ์
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ตลาดคาร์บอนไทยพลิกเกม เมื่อผู้ซื้อเลิกต่อรอง ‘ราคา’ แต่ถามหา ‘ความน่าเชื่อถือ’
ถอดรหัสวิธีคิด ‘ไทยยูเนี่ยน’ เปลี่ยนขยะเป็นกำไร ดันยุทธศาสตร์ความยั่งยืนสู้เวทีโลก
เปิดตัว ‘Blu Green Token’ กรีนโทเคนแรกของไทย ระดมทุน 480 ล้านบาท ฟื้นฟูป่าชายเลน 1.7 หมื่นไร่


