วิกฤติโลกร้อนไม่ใช่ความเสี่ยงในอนาคต แต่กำลังเกิดขึ้นผ่านเหตุการณ์ที่กระทบต่อชีวิตและเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งฝนตกหนัก น้ำท่วม คลื่นความร้อน ไปจนถึงสภาพอากาศสุดขั้วในหลายพื้นที่ของโลก ขณะที่ปี 2026 ถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึก และโลกกำลังเผชิญปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งใหญ่ สถานการณ์เหล่านี้ทำให้เป้าหมายจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสยิ่งท้าทายขึ้น
ปัญหาสำคัญคือ ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยขึ้นไปไม่ได้หายไปทันที แต่สะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศและกักเก็บความร้อนเอาไว้ ดังนั้น แม้โลกจะหยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทั้งหมดในวันนี้ อุณหภูมิก็ไม่ได้ลดลงทันที สิ่งที่ต้องทำจึงมีทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใหม่และเพิ่มการดูดกลับคาร์บอนที่สะสมอยู่ และเมื่อพิจารณาแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภาคพลังงานเป็นภาคที่มีบทบาทสูง โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้า ทำให้การเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานกลายเป็นโจทย์สำคัญของการลดคาร์บอน
รองศาสตราจารย์ ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธรมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ให้เห็นในหัวข้อ Green Transitioning: Energy Chapter / Power Shift ว่า หากประเทศไทยต้องการเดินไปสู่เป้าหมายก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจะต้องเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ผ่านมา เพราะแม้ไทยขยับเป้าหมาย Net Zero มาเป็นปี 2050 แต่เป้าหมายระยะใกล้อย่าง NDC 3.0 กำลังบีบให้การเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงสิบปี โดยภาคพลังงานซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก 185 ล้านตันในปีฐาน 2019 ต้องลดลงเหลือ 117 ล้านตันในปี 2035 ขณะที่การปล่อยสุทธิของประเทศต้องลดจาก 287 ล้านตัน เหลือ 152 ล้านตัน
ไฟฟ้าหัวใจของระบบพลังงานใหม่
การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้หมายถึงเพียงการเปลี่ยนเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้า แต่ไฟฟ้าจะมีบทบาทมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจทั้งหมด จากปัจจุบันที่คิดเป็นประมาณ 32% ของการใช้พลังงานทั่วโลก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นประมาณครึ่งหนึ่งในอนาคต ส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนภาคขนส่งจากน้ำมันและก๊าซไปสู่ไฟฟ้า ขณะที่ AI และ Data Center จะยิ่งผลักความต้องการใช้ไฟฟ้าให้เพิ่มขึ้นอีกมาก
เหตุผลที่ไฟฟ้ากลายเป็นเครื่องมือสำคัญของการลดคาร์บอน เพราะสามารถผลิตจากพลังงานหมุนเวียนอย่างแสงแดดและลมได้ และแม้พลังงานทั้งสองประเภทมีความผันผวน แต่เทคโนโลยีจัดเก็บพลังงานและการบริหารระบบไฟฟ้าสามารถเข้ามาช่วยจัดการได้ การเปลี่ยนรถยนต์ ระบบขนส่ง หรือกระบวนการอื่นจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลมาใช้ไฟฟ้า จึงจะสร้างผลต่อการลดคาร์บอนได้มากขึ้น หากไฟฟ้าที่นำมาใช้ผลิตจากแหล่งพลังงานสะอาด
โจทย์ของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงเตรียมไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องเปลี่ยนแหล่งผลิตไฟฟ้าไปพร้อมกัน เพราะหากการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่ระบบผลิตไฟฟ้ายังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูง การเปลี่ยนผ่านก็ยังไปไม่ถึงเป้าหมายที่ต้องการ
พลังงานหมุนเวียนไทยยังไปช้า
เมื่อมองโครงสร้างพลังงานของประเทศไทย ภาพที่เห็นยังแตกต่างจากทิศทางที่ต้องไปอย่างมาก พลังงานส่วนใหญ่ยังมาจากน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ขณะที่พลังงานหมุนเวียนยังมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย รองศาสตราจารย์ ดร.ชาลี เปรียบเทียบโครงสร้างดังกล่าว เหมือนขนมเค้กที่เนื้อเค้กเกือบทั้งหมดเป็นพลังงานฟอสซิล ส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็นเพียงแผ่นน้ำตาลบาง ๆ ที่เคลือบอยู่ด้านบน สะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทยตลอดช่วงที่ผ่านมาเกิดขึ้นค่อนข้างช้า
แม้ประมาณ 20% ของไฟฟ้าไทยจะมาจากพลังงานหมุนเวียน แต่กว่าครึ่งเป็นพลังงานน้ำจากเขื่อนทั้งในประเทศและการลงทุนในลาว ขณะที่พลังงานหมุนเวียนใหม่อย่างลมและแสงแดดยังมีสัดส่วนไม่ถึง 10% ไทยจึงไม่ได้อยู่ในสถานะผู้นำด้านโซลาร์เซลล์ของอาเซียนเหมือนในอดีต และถูกเวียดนามเร่งพัฒนาแซงหน้าไปแล้ว
ปัญหานี้สำคัญขึ้น เมื่อไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคพลังงานลงประมาณ 1 ใน 3 ภายในปี 2035 เพราะเป้าหมายดังกล่าว ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการปรับปรุงประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนสัดส่วนเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าอย่างจริงจัง
ก๊าซธรรมชาติต้องเปลี่ยนบทบาท
อีกโจทย์สำคัญ คือการกำหนดบทบาทของก๊าซธรรมชาติใหม่ ปัจจุบันไฟฟ้าของไทยส่วนใหญ่ยังผลิตจากก๊าซธรรมชาติ แม้การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 400 กรัมต่อไฟฟ้าหนึ่งหน่วย ต่ำกว่าถ่านหินที่ปล่อยประมาณ 1 กิโลกรัมต่อหน่วย แต่ยังสูงกว่าพลังงานลมและแสงแดดอย่างมาก ดังนั้น การเปลี่ยนจากถ่านหินไปใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นอาจช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้บางส่วน แต่ไม่ได้ทำให้ไทยไปถึง Net Zero ได้
ขณะเดียวกัน แหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมีข้อจำกัด หากนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักและเผาอย่างต่อเนื่อง ประเทศก็จะยิ่งต้องพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศมากขึ้นในอนาคต ทั้งที่ความมั่นคงทางพลังงานไม่ได้หมายถึงเพียงมีไฟฟ้าใช้ตลอดเวลา แต่ต้องรวมถึงความสามารถในการจัดหาเชื้อเพลิงจากภายในประเทศและลดความเสี่ยงจากราคาพลังงานนำเข้าที่ผันผวนด้วย
แนวทางที่เสนอจึงไม่ใช่การเลิกใช้ก๊าซธรรมชาติทันที แต่ต้องเปลี่ยนบทบาทจากแหล่งผลิตไฟฟ้าพื้นฐานที่เดินเครื่องต่อเนื่อง มาเป็นพลังงานที่ช่วยรักษาสมดุลของระบบในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าได้ไม่เพียงพอ เช่น ช่วงกลางคืน วันที่ฝนตก หรือช่วงที่ลมสงบ เมื่อพลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ก๊าซธรรมชาติสามารถเข้ามาช่วยเติมส่วนต่างระหว่างกำลังผลิตกับความต้องการใช้ไฟฟ้าได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ยังต้องใช้เงินลงทุนสูง
การใช้ก๊าซในลักษณะนี้จะทำให้ไทยใช้โครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนไปแล้วให้เกิดประโยชน์ ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้พลังงานหมุนเวียนเข้ามาเป็นแหล่งผลิตหลักมากขึ้น และช่วยยืดอายุแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศให้ใช้ได้นานขึ้น
Green Transition จากทางเลือกสู่ความอยู่รอดของธุรกิจ
สำหรับภาคเอกชน การเปลี่ยนผ่านไม่ได้จบอยู่ที่การติดตั้งโซลาร์เซลล์หรือซื้อพลังงานสะอาด แต่องค์กรควรกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับ NDC 3.0 โดยใช้ปี 2035 เป็นเป้าหมายระยะใกล้ แทนการมองไปถึงปี 2050 เพียงอย่างเดียว พร้อมลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ปรับกระบวนการผลิต ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน บันทึกและเปิดเผยข้อมูล รวมถึงทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคส่วนอื่นในการพัฒนาเทคโนโลยีและทักษะแรงงาน
แรงผลักสำคัญมาจากทั้งต้นทุนเทคโนโลยีที่ลดลง และแรงกดดันด้านการค้า การติดตั้งพลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์รูฟท็อปมีความคุ้มค่ามากขึ้น โดยมีกรณีของโลตัสที่การลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาสามารถคืนทุนได้ภายในประมาณ 3-4 ปี ขณะที่มาตรการด้านคาร์บอนทั้งในและต่างประเทศกำลังทำให้ธุรกิจต้องเตรียมรับต้นทุนใหม่ โดยเฉพาะ CBAM ซึ่งสินค้าส่งออกที่มี Carbon Footprint สูงจะเผชิญภาระเพิ่มขึ้น
การลดคาร์บอนจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภาพลักษณ์หรือความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นทุน ความสามารถในการแข่งขัน และความอยู่รอดของธุรกิจในตลาดที่กติกาด้านคาร์บอนเข้มข้นขึ้น
Grid คอขวดพลังงานสะอาดไทย
อย่างไรก็ตาม การเร่งพลังงานหมุนเวียนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการเพิ่มแผงโซลาร์เซลล์หรือกังหันลมเพียงอย่างเดียว เพราะระบบไฟฟ้าต้องสามารถรองรับความผันผวนของพลังงานเหล่านี้ได้ด้วย ปัจจุบัน Grid ของไทยรองรับพลังงานหมุนเวียนจากลมและแสงแดดได้ในระดับประมาณ 15-20% และอาจเพิ่มขึ้นได้อีกระดับหนึ่ง แต่หากต้องการขยับไปสู่ 40-60% จะต้องปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าครั้งใหญ่
นอกจากข้อจำกัดของ Grid แล้ว กฎระเบียบเกี่ยวกับการขายไฟคืนและการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันยังออกมาช้า เงินลงทุนเริ่มต้นของพลังงานสะอาดยังสูงสำหรับหลายองค์กร หากไม่มีกลไกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือแหล่งเงินทุนสนับสนุนก็ยากที่จะขยายการลงทุนในวงกว้าง ขณะเดียวกัน ความไม่สม่ำเสมอของพลังงานลมและแสงแดดยังทำให้ต้องลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานเพิ่มเติม รวมถึงต้องพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งปัจจุบันยังมีอยู่จำกัด
นั่นทำให้โจทย์ Power Shift ของไทยใหญ่กว่าการเปลี่ยนโรงไฟฟ้าจากฟอสซิลเป็นพลังงานหมุนเวียน เพราะต้องเปลี่ยนระบบที่อยู่รอบการผลิตไฟฟ้าไปพร้อมกัน ทั้งโครงข่าย ระบบกักเก็บพลังงาน กฎระเบียบ กลไกการเงิน และบุคลากร
เร่งพลังงานหมุนเวียน เปลี่ยนระบบพลังงานไทย
สำหรับสิ่งที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการ รองศาสตราจารย์ ดร.ชาลี มองว่าจุดเริ่มต้นคือการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยโครงการสนับสนุนเงินทุน 200,000 ล้านบาทและการผลักดันโซลาร์เซลล์หนึ่งล้านหลังคาเรือนถือเป็นทิศทางที่ควรเดินหน้า พร้อมกับเปลี่ยนระบบขนส่งและอุตสาหกรรมมาใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ตั้งแต่รถยนต์ รถไฟ รถเมล์ เรือ ไปจนถึงการเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ เพื่อเปิดทางให้พลังงานสะอาดเข้ามาทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลได้โดยตรง
อีกด้านหนึ่งต้องรักษาและเพิ่มพื้นที่ป่าเพื่อทำหน้าที่ดูดซับคาร์บอน เพราะการลดการปล่อยเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอสำหรับเป้าหมาย Net Zero ขณะที่การบุกรุกและสูญเสียพื้นที่ป่าจะทำให้ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนลดลง และทำให้ประเทศต้องใช้มาตรการอื่นเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชย
เมื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเดินไปถึงระดับที่ลดได้ยากแล้ว เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานจะมีบทบาทมากขึ้น ทั้งในโรงงาน อาคาร และเครื่องใช้ไฟฟ้า ผ่านมาตรฐานและมาตรการที่ผลักดันให้ใช้พลังงานน้อยลง
การเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยจึงไม่ใช่โจทย์ว่า จะเลือกก๊าซธรรมชาติ หรือพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นการจัดวางระบบพลังงานใหม่ทั้งหมด พลังงานลมและแสงแดดต้องเพิ่มขึ้น ก๊าซธรรมชาติต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็นพลังงานที่ช่วยสร้างความยืดหยุ่น Grid ต้องรองรับพลังงานหมุนเวียนได้มากขึ้น ภาคขนส่งและอุตสาหกรรมต้องเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้า ขณะที่ป่าไม้ การกักเก็บคาร์บอน และประสิทธิภาพพลังงานต้องเดินไปพร้อมกัน
เป้าหมายปี 2050 อาจดูเหมือนยังมีเวลา แต่ NDC 3.0 กำหนดหมุดหมายสำคัญไว้แล้วในปี 2035 เมื่อภาคพลังงานต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก 185 ล้านตันเหลือ 117 ล้านตัน เหลือเวลาไม่ถึงสิบปีสำหรับการเปลี่ยนโครงสร้างที่ประเทศไทยใช้มาหลายทศวรรษ ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าไทยควรเปลี่ยนผ่านพลังงานหรือไม่ แต่คือจะเปลี่ยนได้เร็วเพียงใด เพื่อให้ทันทั้งเป้าหมาย Net Zero ความมั่นคงทางพลังงาน และกติกาเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนไปพร้อมกัน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Circular Economy กติกาธุรกิจใหม่เมื่อความยั่งยืนกำหนดการแข่งขัน
PPWR เปลี่ยนเกมบรรจุภัณฑ์เปิดโอกาส SME ไทยในตลาด EU
Circular Economy จากเรื่องสิ่งแวดล้อม สู่มูลค่าธุรกิจที่วัดได้



